คอลัมน์แก้ผ้าลุงแซม: อายเด็กบ้างไหมนะท่านประธานาธิบดี

ข่าวทั่วไป 13 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

โดย...เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ อเมริกาช่วงนี้มีแต่ข่าวตบตีด่าทอ ผสมกับน้ำท่วมใหญ่ที่เท็กซัสเหมือนบ้านเราในอุบลฯ แต่น้ำท่วมที่ เท็กซัสนั้นจัดหนักจัดเต็มตูมเดียว มิดหลังคามาไว สงครามการค้ากับจีนก็ยังอึมครึม แถมตอนนี้ไอ้แสงริบหรี่ ที่ปลายอุโมงค์ดูเหมือนจะริบหรี่กว่าเดิม เพราะจีนที่เคยรับปากว่าจะซื้อหมู ซื้อถั่วเหลืองอาจเปลี่ยนใจไม่ซื้อ นึกถึงแล้ว ถอนใจ อาทิตย์นี้ขอเขียนเล่าเรื่องเบาๆ ให้ฟังกันเป็นการสลับฉาก พออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า แม่สาวเกรต้านี่เป็นใครกัน ถึงได้รับการยกย่องถึงขึ้นได้รับเชิญมาให้การในสภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกา อย่าว่าแต่ประธานาธิบดีหรือบรรดาผู้นำเลย ใครฟังก็รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่ด้วยกันทั้งนั้น รู้สึกละอาย และยอมรับในความผิดนั้น หากใจไม่ด้านจนเกินไป

หลายคนคงรู้จักยุวทูตด้าน สิ่งแวดล้อมที่ชื่อเกรต้า ธันเบิร์ก แต่หลายคน อาจจะยังไม่รู้จัก เด็กหญิงออทิสติกชาวสวีเดน วัยเพียงแค่ 16 ปี กำลังขึ้นให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐอาทิตย์นี้ เพื่อขอให้นักการเมืองลุงแซมฟังคำแนะนำ นักวิทยาศาสตร์และออกมาตรการ เชิงปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อม นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมรุ่นจิ๋วคนนี้มาอเมริกาและเรียกร้องให้สภาคองเกรส ตื่นจากความฝันมาเผชิญหน้าความจริง โดยกล่าวว่า

"ไม่ใช่เวลาและสถานที่สำหรับความฝัน นี่เป็นเวลาที่ต้องตื่นแล้ว"

จุดเริ่มต้นที่ทำให้สาวน้อยเกรต้าเป็นที่รู้จักทั่วโลก เพราะการออกมา รณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมของเธอเอง เธอเป็นลูกสาวของนักแสดง สวานเต ธันเบิร์ก กับเมเลนา เอินแมน นักร้องโอเปราผู้โด่งดังของสวีเดน เป็นหลานของปู่โอลอฟ ธันเบิร์ก นักแสดงและ ผู้กำกับ และเป็นเหลนแท้ๆ ของสวานเต อาร์เรเนียส นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเคมี เมื่อ ค.ศ. 1903 อาร์เรเนียสเป็นบิดาแห่ง วิทยาศาสตร์สาขาเคมีฟิสิกส์ ผู้ค้นพบว่า ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น ซึ่งนับเป็นการวิจัยครั้งแรกที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์เป็นสาเหตุของสภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน

เกรต้าเริ่มสนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อตอนอยู่ ป.3 อายุแค่ 9 ขวบ จากเรื่องการประหยัดพลังงานที่เรียนรู้จากในโรงเรียน นับจากวันนั้นเป็นต้นมา เธอทุ่มเทความสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง ด้วยความเป็นออทิสติกจึงทำให้ยิ่งคร่ำเคร่งใส่ใจกับหัวข้อนี้อย่างไม่หยุดหย่อน นำไปสู่การ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ นั่นคือหยุดบริโภค เนื้อสัตว์ แทบไม่ซื้อสิ่งของอะไรใหม่เลยยกเว้นจำเป็นจริงๆ หยุดเดินทางด้วยเครื่องบิน ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และปลูกผักกินเอง

แต่สิ่งที่ทำให้เกรต้ามีชื่อเสียง ก้องโลกคือสุนทรพจน์อันตรงไปตรงมา แต่เจ็บจี๊ดสำหรับผู้ใหญ่ทุกคน คือสุนทรพจน์ของเธอ ในที่ประชุมภาคีแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 24 ที่โปแลนด์

"พวกคุณบอกว่ารักลูกหลานของคุณเหนือสิ่งอื่นใด แต่กลับขโมยอนาคตของ พวกเขาไปต่อหน้าต่อตา พวกคุณพูดกันแต่ว่า ต้องก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความคิดแย่ๆ แบบเดิมที่ทำให้เราต้องผจญวิกฤตการณ์ต่างๆ ในปัจจุบัน ทั้งๆ สิ่งที่น่าจะต้องทำที่สุดคือการดึงเบรกฉุกเฉิน พวกคุณไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะยอมรับความจริง และ ทิ้งปัญหาไว้ให้กับพวกเรา เด็กๆ ทั้งหลาย"

ล่าสุดเธอถูกเสนอชื่อเข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปี 2019 และขึ้นปกนิตยสาร TIME พร้อมถูกยกเป็นผู้นำของคนยุคใหม่ นอกจากนี้ยังได้รับการเสนอชื่อ จากสมาชิกรัฐสภาของนอร์เวย์ 3 คน ให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี ค.ศ. 2019 อีกด้วย ปลายเดือนตุลาคม นี้แหละจะได้รู้กันว่าเธอจะได้รับรางวัล อันทรงเกียรตินี้หรือไม่

แล้วเรื่องนี้เกี่ยวโยงกับตาลุงผมเป๋อย่างไร มาดูกันว่าตาลุงในฐานะเป็นผู้นำประเทศอันดับหนึ่งของโลกมีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง

ปัญหาเรื่องโลกร้อนนี่เป็นประเด็นหลักที่ทุกประเทศให้ความสำคัญ ในปี 2015 มีการประชุมที่ปารีสว่าด้วยการลดก๊าซที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกเพื่อขจัด ต้นตอของภาวะโลกร้อน 197 ประเทศ ทั่วโลกได้พร้อมใจกันลงนามรับรองข้อตกลง ดังกล่าวที่ปารีส เพราะนาทีนี้ทั้งโลกต่างรู้เรื่อง โลกร้อนอันเกิดจากภาวะเรือนกระจก กันทั่วหน้า จึงหันมาปรึกษากันเพื่อร่วมมือ ในการลดก๊าซอันทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก อันทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น โดยประเทศที่ก่อปัญหาก๊าซเรือนกระจก รายใหญ่อันดับหนึ่งคือ จีน และอันดับสองคือ อเมริกา ทั้งสองประเทศปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกรวมกันเป็นสัดส่วนถึง 40 เปอร์เซ็นต์ เรียกว่าแทบจะครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

หากทุกประเทศไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีที่ให้ไว้ต่อข้อตกลงภูมิอากาศปารีสอย่างจริงจัง ประเทศในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งรวมบ้านเราด้วยอีกนั่นแหละ มีความเสี่ยงสูงสุดที่จะเผชิญกับวิกฤติความยากจนและหายนะข้อตกลงภูมิอากาศปารีสซึ่งผู้แทนจาก 195 ประเทศ ได้ร่วมลงนามเมื่อปี 2015 กำหนดให้ มีการควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก ให้สูงขึ้นไม่เกิน 1.5-2 องศาเซลเซียส จากระดับก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม

ในยุครัฐบาลโอบาม่าได้มีการให้คำมั่นสัญญาว่าจะร่วมมือลดปัญหาโลกร้อนด้วยการให้สัญญาว่าจะลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 26-28% จากระดับเมื่อปี 2005 ภายในปี 2025

แต่พอมาถึงพี่ทรัมป์ พี่แกกลับหลังหันสุดตัวแล้วประกาศก้องว่าเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนั้นเป็นเพียง "การโกหกหลอกลวง" ที่จีนสร้างขึ้นมา เท่านั้นยังไม่สะใจโก๋ พี่ทรัมป์อยากชุบชีวิตอุตสาหกรรมถ่านหินของอเมริกาขึ้นมาใหม่ แม้ถ่านหินถือเป็นแหล่งพลังงานที่สกปรกและสร้างมลพิษรายสำคัญก็ตาม ไม่ใช่เรื่องอะไรในกอไผ่ ทรัมป์มีหุ้นอยู่ในธุรกิจน้ำมันและถ่านหินนั่นเอง จากนั้น ลุงแซมก็เดินสะบัดก้นถอนยวงออกจากข้อตกลงภูมิอากาศปารีส ปี 2015 ที่ทั้งโลกร่วมมือกันแก้ปัญหาโลกร้อน ท่ามกลางเสียงด่าระงมจากชาวโลกและอเมริกันทั้งประเทศ

แถมทรัมป์ยังยืนยันให้ชัดเจนกว่าเก่าว่า อย่างไรก็จะปลุกผีให้กลับมาใช้ถ่านหินให้ได้ โดยไม่ฟังเสียงด่าและเสียงค้านของหน้าไหนทั้งนั้น

การมุ่งหวังให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้งโดยการเมินเฉยและละเลยต่อปัญหาส่วนรวมของโลก เผยให้ชาวโลกเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของลุงแซมว่าเต็มไปด้วยความอัปลักษณ์ทั้งภายในและภายนอก เพราะเผยไต๋ออกมาแล้วว่าอเมริกาเห็นแก่ตัวที่สุด ไม่สนใจปัญหาส่วนรวมแต่อย่างใด แต่มุ่งเอาตัวเองให้อยู่รอดอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงจริยธรรมทั้งสิ้น แบบนี้ต่อให้สาวน้อยเกรต้า 100 คนก็สู้ความดื้อด้านของ ลุงผมเป๋แกไม่ได้หรอก


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ