'วาระแห่งชาติ' สู่หลักประกัน 'สังคมสูงวัย'

ข่าวทั่วไป 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในปี 2574 ประเทศไทยจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุแตะที่ร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด หรือเรียกว่า "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society)" ซึ่งนับเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่สังคมไทยต้องร่วมกันหยิบยก พูดคุยเพื่อเตรียมการ รับมือกับสถานการณ์ในวันข้างหน้าที่กำลังไล่หลังเรามาติดๆ ทั้งการดูแลประชากรไม่ว่าวัยไหนๆ ไม่ให้เจ็บป่วยจนกลายเป็นผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง รวมถึงการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว "การดูแลระยะกลาง (Intermediate Care)" คือการดูแลผู้ป่วยที่มีอาการผ่านพ้นวิกฤติและมีอาการคงที่แล้วแต่ยัง มีความบกพร่องทางร่างกายบางส่วน ที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพ ทางกายโดยบุคลากรทางสุขภาพ เช่น นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด หรือพยาบาล ในช่วงแรกหลัง ออกจากโรงพยาบาล (เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือนแต่ไม่เกิน 6 เดือน) เพื่อลดภาวะทุพพลภาพ (พิการ) ตลอดชีวิต หรือการถูกผลักให้เป็นผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียงลง

นพ.สันติ ลาภเบญจกุล ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลลำสนธิ จ.ลพบุรี ในฐานะ โรงพยาบาลต้นแบบด้านการดูระยะกลาง กล่าวว่า จากการดูแลผู้ป่วยติดเตียง มาหลายราย ทางโรงพยาบาลได้พัฒนา ระบบโดยร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งกระบวนการกายภาพต้องเข้ามาช่วย ปัญหาที่สำคัญคือการจัดระบบการดูแลระยะกลางไม่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งทำ แบบรวมๆ ในการดูแลระยะกลางและระยะยาว

"เราค้นพบว่า เมื่อวัตถุประสงค์ในการดูแลต่างกัน การออกแบบการดูแลก็เป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งประสบการณ์ที่ทำงานมาสามารถระบุ ได้ว่า ระบบการดูแลแบบ Intermediate Care สามารถทำได้โดยมีการจัดระบบระดับจังหวัด ทุกพื้นที่สามารถทำได้หมด เพราะมีทรัพยากรใกล้เคียงกันหมด เพียงแต่ต้องมีทีมงาน และต้องจัดระบบการดูแลแบบ Intermediate Care โดยอยู่บนความจำเป็น และความต้องการของประชาชน" นพ.สันติ กล่าว

ขณะที่ นพ.ขวัญประชา เชียงไชย สกุลไทย นักวิชาการสำนักวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ (สวค.) มูลนิธิสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) กล่าวว่า มีความสับสนในเรื่องการให้บริการของระบบการดูแลระยะกลางและระยะยาว เช่น เมื่อเจ็บป่วยเป็นอัมพาตหากไม่หาย ปกติจะมีผู้ป่วยที่ส่งผลทุพพลภาพ มากน้อยต่างกัน ซึ่งจากการศึกษาในจำนวนนี้ พบว่าเพศชายเสี่ยงกว่าโดยสูงถึง ร้อยละ 60 ส่วนเพศหญิงอยู่ที่ร้อยละ 39 และหากแบ่งตามวัย พบว่าผู้สูงอายุเสี่ยงที่ร้อยละ 54% และผู้ที่ไม่ใช่ผู้สูงอายุเสี่ยงร้อยละ 46

"หลังออกจากโรงพยาบาลคนไข้อัมพาตมีเวลาทองอยู่ที่ 6 เดือนหากได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพก็จะสามารถฟื้นได้ จากนั่งรถเข็นสู่การเดินได้ นี้คือระบบการดูแลระยะกลาง แต่ปัญหาที่พบคือคนไข้หลุดจากระบบกลับไปบ้านโดยไม่ได้รับบริการอะไร นี้คือปัญหาสำคัญ คือการหลุดออกจากระบบบริการ แล้วกลายเป็นติดบ้าน ติดเตียงในอนาคตจนต้องการดูแลระยะยาว" นพ.ขวัญประชา ระบุนพ.ขวัญประชากล่าวต่อไปว่า สำหรับในกรณีการดูแลระยะกลางของ โรงพยาบาลบางกล่ำ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นอีกต้นแบบที่ดีมากแต่ พบน้อย เพราะมีคนเชื่อมต่อระบบ คือแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูที่ช่วยเป็นผู้นำของระบบในการประสานกับโรงพยาบาลอำเภอให้มีการทำกายภาพบำบัดและ ฟื้นฟูผู้ป่วยที่ถูกส่งตัวกลับจากโรงพยาบาล ศูนย์หาดใหญ่ ทำให้เกิดการดูแลระยะกลาง ที่มีคุณภาพ ดังนั้น "การดูแลระยะกลางต้องการวิชาชีพในการดูแล เพราะ มีระยะเวลาเพียง 6 เดือน" ไม่อาจลองผิดลองถูก

โดยต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์เพื่อวางแผนระบบการบริการในการให้บริการระยะกลาง นอกจากผู้ประสานงานในระดับโรงพยาบาล ศูนย์หรือโรงพยาบาลทั่วไปแล้ว ในระดับ อำเภอ นักวิชาชีพที่เป็นกำลังสำคัญ ในการให้บริการกับผู้ป่วยประกอบด้วย 1.นักกายภาพบำบัด 2.นักกิจกรรมบำบัด 3.นักอรรถบำบัด (นักแก้ไขการพูด) 4.พยาบาล "การจัดบริการ Intermediate Care ที่มีการดำเนินการทั่วไปนั้นครอบคลุม 4 โรคสำคัญ" คือ 1.โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) 2.การ บาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง 3.สมองบาดเจ็บจากอุบัติเหตุต่างๆ 4.กระดูกสะโพกหัก

"บริการดูแลระยะกลางถือว่าคุ้มค่า เพราะโรคไม่ได้เป็นแค่คนสูงอายุ อย่างเดียว มันรวมถึงวัยหนุ่มสาวซึ่งหากไม่พิการแล้วหลายคนก็กลับมาทำงานได้ เช่น กรณีคุณพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง จะกลับมากำกับละครได้แล้ว เขาเข้าถึงบริการ มีนักกายภาพดูแลที่บ้าน ถ้าทำให้คนหนึ่งคนจากการเป็นอัมพาต กลับมาทำงานได้สังคม ควรลงทุน ควรอย่างที่สุด แพงเท่าไหร่ ก็ควรจะซื้อ เพราะถ้ารอให้เป็นผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงแล้วจะมีภาระวันละ เท่าไหร่ ดังนั้นเพื่อซื้อคุณภาพชีวิต จ่ายแพงขึ้น แต่ชาวบ้านได้มีเวลามากขึ้น เขาจ่ายน้อยลง เขาไปทำงานได้" นพ.ขวัญประชา กล่าว

ด้านนพ.ภานุวิชญ์ แก้วกำจรชัย อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นว่า การออกแบบระบบการดูแลจะต้องมี ความหลากหลายในแต่ละพื้นที่ เช่น ใน จ.สมุทรปราการ สำหรับโรงพยาบาลที่พร้อมก็สามารถรับผู้ป่วยไว้ดูแล ในโรงพยาบาลได้ แต่ส่วนใหญ่ก็นอน โรงพยาบาลไม่ได้ และเมื่อผู้ป่วยกลับบ้านก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าได้รับการฟื้นฟูอย่างมีประสิทธิภาพ จนสุดท้ายก็กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงติดบ้านในที่สุด ซึ่ง จ.สมุทรปราการ ดำเนินการทั้งจังหวัด คือทั้งในและนอกเขตเมือง

โดยมีนักกายภาพบำบัดลงไปช่วย พร้อมทั้งผู้บริบาล หรือผู้ช่วยนักกายภาพในชุมชน มีการอบรมผู้ช่วยนักกายภาพจากการคัดเลือกมาจาก อสม. ในหมู่บ้าน ทั้งนี้ในเขตเทศบาลเมืองไม่มีโรงพยาบาล ชุมชนมารองรับผู้ป่วย จึงต้องใช้โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป็นฐานในการให้บริการและจ้างนักกายภาพไปทำงานใน รพ.สต. ขณะที่เดียวกันในการดูแลก็ต้องมีการดูในเรื่องภาคสังคมด้วย เช่น อาหาร การปรับปรุงบ้านเรือน ซึ่งแม้จะเป็นกระบวนการดูแลระยะยาวก็ต้องทำควบคู่กันไปตั้งแต่เป็นการดูแลผู้ป่วยระยะกลาง

ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ สังคมสูงวัย (Aging Society) ที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เรื่อยๆ ดังนั้น "การดูแลระยะยาว" ก็เป็น เรื่องสำคัญ ซึ่ง นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า อาจต้องมี การจัดตั้ง "กองทุนประกันการดูแล ระยะยาว" โดยมี 4 แนวทาง ได้แก่ 1.เก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 7.5 ซึ่งคาดว่าจะมีงบประมาณ เพิ่มขึ้นกว่า 3 หมื่นล้านบาทต่อปี สามารถนำมาใช้ตั้งกองทุนได้

2.เก็บเบี้ยสมทบสำหรับกองทุนฯ จากประชาชนที่มีอายุ 40-60 ปี ประมาณ 20 ล้านคน คนละ 100 บาทต่อเดือน จะได้งบประมาณกว่า 2 หมื่นล้านบาท 3.เก็บเงินสมทบจากเบี้ย ผู้สูงอายุ 12 ล้านคน คนละ 50 บาท ต่อเดือน จะได้งบปีละ 7 พันล้าน ซึ่งสามารถเงินในการดูแลกองทุนดูแล ได้ระดับหนึ่ง และ 4.ให้ทุกคนที่ต้องการรับบริการมีการร่วมจ่าย (co payment) ซึ่งระบบร่วมจ่ายเมื่อต้องการรับบริการดูแลระยะยาวนั้นมีการเก็บในเกือบ ทุกประเทศที่มีบริการการดูแลระยะยาวโดยภาครัฐ

ทั้งนี้จาก "เวทีขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ" ที่จัดโดย มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ยังมีการถกเถียงและเสนอความเห็นด้วยว่า "เรื่องนี้ควรเป็นวาระแห่งชาติ" โดยเสนอให้ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เปิดเวทีประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เชิญนักวิชาการมาให้ข้อมูลกับตัวแทนประชาชนที่ได้รับเชิญมาร่วมรับฟัง และถกแถลงกันอย่างจริงจัง

"เมื่อประชาชนได้ข้อมูลอย่างรอบด้านแล้ว และข้อเท็จจริงที่สำคัญคือบริการดูแลระยะยาวนั้นควรเป็นบริการสาธารณะ แต่มีค่าใช้จ่ายสูงนับหมื่นล้านบาท ประชาชนทุกกลุ่มวัยโดยเฉพาะผู้อยู่ในวัยทำงานพร้อมที่จะร่วมจ่ายเงินเพื่อจัดตั้งกองทุนประกันการดูแลระยะยาว ซึ่งจะเป็นกองทุนที่จะจัดหรือซื้อบริการดูแลระยะยาวให้กับผู้ป่วยที่ติดบ้านติดเตียงที่ต้องการผู้ช่วยเหลือดูแลในการทำกิจวัตร ประจำวันหรือไม่"

นักวิชาการต้องช่วยกันพูดเสียง ดังๆ ถึงความจำเป็นของระบบการดูแลระยะยาวในสังคมสูงอายุ ที่จะต้องร่วมกัน สนับสนุนสร้าง กองทุนประกันการดูแลระยะยาว ต้องดึงประชาชนมาร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อให้ตระหนักว่า สังคมสูงอายุนั้น มาพร้อมราคาที่ต้องจ่าย แต่ราคานั้นมาพร้อมคุณภาพการดูแลที่ดี ไม่ได้ใชั บริการแบบตามมีตามเกิดประชาชนต้องรับรู้ว่าถ้ามีราคาที่เราต้องช่วยกันจ่ายแต่การจ่ายแบบนี้คือการร่วมด้วยช่วยกันจ่ายให้กับคนที่อาจจะต้องการความ ช่วยเหลือเมื่อสูงอายุและทุพพลภาพและหลายคนในอนาคตจะไม่มีญาติพี่น้องมาดูแล

ถ้าเราไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริการดูแลระยะยาวที่มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายให้ประชาชนเข้าใจเรื่องนี้ สังคมสูงอายุที่ไม่มีใครยอมจ่ายอะไรเพิ่มให้รัฐ จ่ายฝ่ายเดียว..คงเป็นสังคมสูงอายุที่กระท่อนกระแท่นพอสมควร!!!


แท็ก ประกัน  

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ