คอลัมน์ชายคาพระพิรุณ

ข่าวทั่วไป 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ขุนเกษตรา

จากการที่ 23 จังหวัดได้ประสบอุทกภัย ส่งผลให้เกษตรกรทุกภาคส่วนได้รับผล กระทบ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบในหลักการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยาเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยปี 2562 ภายใต้วงเงิน 767 ล้านบาท เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า สำหรับด้านประมง ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ความสนใจในการดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งนอกจากการให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 มีอัตราการช่วยเหลือ ดังนี้ (1) กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล ปูทะเล หอยทะเล ไร่ละ 10,920 บาท ไม่เกินรายละ 5 ไร่ (2) ปลา หรือ สัตว์น้ำอื่น ไร่ละ 4,225 บาท ไม่เกินรายละ 5 ไร่ และ (3) กระชัง บ่อซีเมนต์ ตารางเมตรละ 315 บาท ไม่เกินรายละ 80 ตารางเมตร แล้วนั้น ล่าสุดทางกรมประมงได้มีการเสนอของบประมาณเพิ่มเติมเพื่อเป็นการช่วยให้พี่น้องเกษตรกรได้ฟื้นตัวได้เร็วมากขึ้น นอกจากนี้ กรมประมงยังได้ดำเนิน 2 โครงการคือ "โครงการการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน" และ "โครงการปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามสร้างรายได้ในแหล่งน้ำชุมชน" เพื่อช่วยเยียวยาสร้างรายได้พร้อมฟื้นคืนอาชีพอย่างเร่งด่วน โดยมีรายละเอียดในแต่ละโครงการคือ 1.โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง : การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน ซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยเหลือเกษตรกรจำนวน 50,000 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 50,000 ไร่ โดยสนับสนุนพันธุ์ปลาและอาหารสัตว์น้ำให้แก่เกษตรกร (เกษตรกรได้รับพันธุ์ปลานิลแปลงเพศรายละ 800 ตัว พร้อมอาหารสัตว์น้ำนำร่องจำนวน 120 กก. คิดเป็นมูลค่ารายละ 5,000 บาท) ซึ่งการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดินเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือลดรายจ่ายในครัวเรือนโดยพันธุ์ปลานิลแปลงเพศที่สนับสนุนจะมีขนาดใหญ่ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงสั้น

2.โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน : มีเป้าหมายพัฒนาแหล่งน้ำในชุมชน จำนวน 1,436 แห่งครอบคลุมพื้นที่ 129 อำเภอ โดยปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ(กุ้งก้ามกราม) ในแหล่งน้ำชุมชนขนาดกลางหรือขนาดเล็ก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำ แบบปิด โดยสนับสนุนลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามขนาดตั้งแต่ 5-7 เซนติเมตร จำนวน 200,000 ตัวต่อแหล่งน้ำ ทั้งนี้การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามนับเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีราคาสูงในท้องตลาด จึงคาดว่าจะสามารถให้ผลตอบแทนที่รวดเร็ว โดยโครงการนี้จะเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้ กระทรวงเกษตรฯดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยปี 2562 ภายใต้วงเงิน 767 ล้านบาท เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม กระทรวงเกษตรฯสั่งการกรมประมงดำเนิน 2 โครงการ "โครงการการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน"และ "โครงการปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามสร้างรายได้ในแหล่งน้ำชุมชน" เพื่อช่วยเยียวยาสร้างรายได้พร้อมฟื้นคืนอาชีพอย่างเร่งด่วน จากการที่เกษตรกรประสบอุทกภัย 23 จังหวัด ด้านประมงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่กระทรวงให้ความสนใจดูแลเป็นพิเศษ นอกจากให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 2562 มีอัตราการช่วยเหลือ ดังนี้ (1) กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล ปูทะเล หอยทะเล ไร่ละ 10,920 บาท ไม่เกินรายละ 5 ไร่ (2) ปลา หรือ สัตว์น้ำอื่น ไร่ละ 4,225 บาท ไม่เกินรายละ 5 ไร่ และ (3) กระชัง บ่อซีเมนต์ ตารางเมตรละ และเป็นการปลูกฝังให้ประชาชนหวงแหนทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นที่ของตน ด้วยการมีส่วนร่วมในการพิจารณาแหล่งน้ำสำหรับปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในชุมชนของตน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างอาชีพ เสริมรายได้ และเป็นแหล่งอาหารให้กับชุมชน

ท่านรัฐมนตรีว่าการฯ ยังบอกอีกว่า โครงการดังกล่าวนี้ได้ดำเนินการสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ด้านการส่งเสริมอาชีพการประมงเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกร ทั้งด้านการสร้างโอกาสและเสริมสร้างศักยภาพให้กับชุมชนให้พึ่งพาตนเองได้และจะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร ผู้ประสบอุทกภัยได้ ตลอดจนเป็นการฟื้นฟูและ อนุรักษ์ทรัพยากรในแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับแหล่งน้ำในพื้นที่อันจะเป็นการสร้างแหล่งอาหารและโปรตีนให้กับชุมชน เพื่อสร้างความอยู่ดีมีสุขและสามารถเรียกรอยยิ้มให้พี่น้องชาวประมงที่ได้รับผลกระทบ ได้ฟื้นกลับมาทำอาชีพประมงได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

วันก่อน นายโอภาส ทองยงค์อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมด้วยนายสุมนต์ หาญศิริสวัสดิ์ ที่ปรึกษากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นางสาวณิชาพร สังฆะโต ผู้เชี่ยวชาญด้านการบัญชีและการสอบบัญชี หัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์พัทลุง ข้าราชการ และพนักงานราชการในพื้นที่ ร่วมต้อนรับ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะ ในโอกาสลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดพัทลุง โดยท่าน รมช.มนัญญา ได้ตรวจเยี่ยมการปลูกถั่วหรั่งในสวนยางพารา เพื่อเสริมรายได้ให้กับเกษตรกรระหว่างที่ยังไม่ได้กรีดยางพารา โดยในปัจจุบัน พื้นที่อำเภอตะโหมด มีเกษตรกรปลูกถั่วหรั่งจำนวนมากกว่า 800 ไร่ กระจายอยู่ใน 3 ตำบล ซึ่งถั่วหรั่งจะให้ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 450 - 600 กิโลกรัม รายได้เฉลี่ย ไร่ละประมาณ 15,000 บาท ซึ่งเป็นอาชีพเสริมที่ทำรายได้ดีให้กับเกษตรกรในพื้นที่ นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้ตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมผลิตปุ๋ยผสมใช้เองที่อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง ที่สหกรณ์การเกษตรอำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง โดยโครงการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยผสมใช้เองในจังหวัดพัทลุง มีสหกรณ์ 3 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรปากพะยูน จำกัด, สหกรณ์การเกษตรตะโหมด จำกัด และสหกรณ์การเกษตรกงหรา จำกัด โดยสหกรณ์ทั้ง 3 แห่ง เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยผสมเองกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ และได้มีการจัดอบรมวิธีการผลิตปุ๋ยผสมใช้เองให้แก่เกษตรกรที่เป็นสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 5 พันคน โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้มีบทบาทในการให้คำแนะนำทางบัญชีและตรวจสอบบัญชีให้กับสหกรณ์ดังกล่าวด้วย


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ