เมนูแห่งแดงเดือด:สั่ง'เนื้อ'แต่ได้'ปลา'

ข่าวกีฬา 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บี แหลมสิงห์ วลีสุดคลาสสิกของ "เดอะ สเปเชียลวัน" โชเซ่ มูรินโญ่ หลังจบเกม "วันแดงเดือด" ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ซึ่ง "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เสมอกับ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล 1-1 คล็อปป์ เป็นคนที่เตะ มูรินโญ่ ตกงานเมื่อกลางเดือนธันวาคมปีก่อน หลังจบแมทช์แดงเดือด แต่หลังจากออกจากกุนซือแมนยูฯ เขาก็ไม่ค่อยญาติดี กับพวกผีแดงสักเท่าไหร่ น่าคิดเหมือนกันว่า ตกลงใครกันแน่ที่สมหวังกับผิดหวังในเกมนี้กันแน่...เริ่มต้นจากการจัดตัวมี "ลับ ลวง พราง" เจอร์เก้น คล็อปป์ เพิ่งบอกว่า วันศุกร์ลงไม่ได้, วันเสาร์เช็คฟิต และวันอาทิตย์ลงได้ แล้วก็จริง เมื่อ ดาบิด เด เคอา ลงมาเฝ้าหน้าตาเฉย หลังจากเจ็บจากเกม สเปน กับ สวีเดน ส่วนคนที่ว่ากันว่าฟิตแน่นอนอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ สุดท้ายไม่มีชื่อแม้กระทั่งตัวสำรอง บรรยายใต้ภาพ

"เจอร์เก้น คล็อปป์ คงจะผิดหวัง เพราะการชนะได้ที่นี่คือพลังสำคัญต่อจิตใจ การได้หนึ่งแต้มของคล็อปป์ มันก็เหมือนกับเค้าหยิบเมนูมาแล้วสั่งเนื้อ แต่ได้ปลา มาแทน!!!!"

แมนฯยูไนเต็ด ปรับจาก 4-2-3-1 มาเป็น 5-4-1 หรือเป็น 3-4-3 ก็ได้ทั้งนั้น เด เคอา เฝ้าเสา อาร่อน วาน-บิสซาก้า ผ่านฟิต แต่ อักเซล ตวนเซเบ้ ที่มีชื่อลงแน่นอนดันเจ็บตอนวอร์ม ทำให้แผน 3 เซ็นเตอร์จึงเป็น วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ, แฮร์รี่ แม็คไกวร์ และมาร์กอส โรโฮ ได้เสียบแทน ตวนเซเบ้

กลางตัดใจเลือก เฟร็ด เล่นกับ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ และให้ อันเดร สเปเรยร่า กับ แดเนี่ยล เจมส์ วิ่งใส่ และ มาร์คัส แรชฟอร์ด ยึดหน้าเป้า

ลิเวอร์พูล ได้ อลิสซอน เบ๊คเกอร์ กลับมาในรอบ 2 เดือน ทำให้จัดทัพ แบบเต็มๆ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โฌแอล มาติป, เฟอร์จีล ฟาน ไดจ์ค, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน-จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่, จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม แต่เมื่อขาด โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปัญหามันเกิดอย่างที่เรารู้กันดี

ดิว็อค โอริกี้ เล่นกับใครก็ไม่เข้าเนื้อ ทำให้การเคลื่อนตัวจาก 3 เหลือ 2 คือ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และซาดิโอ มาเน่

ฟอร์มไม่ดีตามคาด และสุดท้าย วีเออาร์ กับ ผู้ตัดสิน กลายเป็นประเด็นใหญ่ให้ได้ยำกัน

ว่ากันถึงลูกที่ แมนยูฯ ได้ประตู มันเกิดการปะทะกันระหว่าง วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ กับ ดิว็อค โอริกี้ เมื่อผู้ตัดสินไม่ให้ฟาวล์หลังจาก โอริกี้ ล้มลง ทุกคนดูเหมือนเสียกระบวนไปหมด การเสียสมาธิเสี้ยววินาทีจนเป็นที่มาของการยิงสุดสวยของ มาร์คัส แรชฟอร์ด

"วีเออาร์" ถูกตั้งคำถามอีกครั้ง เช่นเดียวกับ มาร์ติน แอ็ตกินสัน กรรมการก็ถูกตั้งคำถามไม่น้อยกว่าเปาในไทยลีก มันคือเรื่องราวที่แฟนบอลคิดว่ามันค่อนข้างจะขัดแย้ง และมีความย้อนแย้งในตัว

คำตอบคิดได้หลายทาง เพราะสถานการณ์แบบนั้นจะกล้าเปลี่ยน คำตัดสินหรือไม่, ผู้ตัดสินคือใหญ่สุดในสนาม ใหญ่กว่าวีเออาร์

ลงเอยทุกอย่าง มนุษย์ ยังไงก็เหนือกว่า คอมพิวเตอร์...ดุลพินิจสำคัญกว่าใดๆ

มันยิ่งหนักเข้าไปอีกเมื่อแฟนบอลลิเวอร์พูล มองว่าถูกยึดประตูคืนไปในอีก 10 นาทีต่อมา เป็นลูกสำคัญเพราะถ้า ซาดิโอ มาเน่ ไม่ถูกปฏิเสธประตูนั้น สกอร์ครึ่งแรกจะจบที่ 1-1

หนนี้ วีเออาร์ บอกว่า แฮนด์บอล แล้วผู้ตัดสินก็เลือกเชื่อ วีเออาร์ นั่นแหละทำให้แฟนบอลร้อนขึ้นมาทันที เพราะมันมีผู้เสียประโยชน์อย่างชัดเจน

หากถามว่า หากยัง "ไม่มีวีเออาร์" อาจจะเสมอกัน 1-1 ในครึ่งแรกหากถามผมว่า ลูกแรก วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ ฟาวล์ ดิว็อค โอริกี้ หรือไม่...ฟาวล์แน่นอน แต่มันคือ "มุมมองผู้ตัดสิน" ที่สามารถจะเป่าก็ได้หรือไม่เป่าก็ได้ อันที่จริงมันก็ไม่ได้หนักอะไร เพียงแต่เบากว่านี้ยังเป่าเลย

หากถามผมว่า ลูกของ ซาดิโอ มาเน่ แฮนด์บอลหรือไม่...ก็ชัดเจนมันกระเด้งมาเข้ามือพอดี

วีเออาร์ กับผู้ตัดสิน บดบังหลายอย่างในครึ่งแรก โดยเฉพาะกับฟอร์มการเล่นที่มาตามแผนของแมนยูฯ ทุกคนเล่นได้ตามที่ โซลชา เลือกแผน ลงมา วิ่งใส่ไล่ล่าและเพรสหนักมากๆ ที่สำคัญคือยืนไม่มีผิดตำแหน่งกันเลย แถมบอลสองยังเด้งเข้าหา

ขณะที่ ลิเวอร์พูล เจอกับความสับสนในการเล่น เมื่อเกมถูกบีบหนัก ทำให้เล่นกันอย่างสะเปะสะปะ ดูเหมือนกดดันตัวเอง เหมือนสร้างกำแพงขึ้นมา ออกบอลเร็วเกินไป และไม่มีทิศทาง เป็นครึ่งแรกอีกเกมที่เล่นได้ไม่ได้ตามมาตรฐาน และน่าจะแย่สุดในฤดูกาลนี้

สองนักเตะบ็อกซ์ ทู บ็อกซ์...จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ไม่มีอะไรพิเศษ ได้แต่วิ่งไล่ ส่วน ไวจ์นัลดุม นอกจากลูกกระชากเข้าไปยิง แทบจะหายไปจากเกม

อย่างไรก็ตาม ครึ่งหลัง คล็อปป์ กลับมาได้เร็วกว่า เลือกที่จะแก้ แต่ โซลชา กลับช้าเกินไป นั่นคือประสบการณ์

โซลชา กลับมาเล่นแบบเดิมทุกอย่าง แต่ผ่านไปไม่ถึง 15 นาที เลือกลง ไปแพ็กแนวรับแบบลงรับลึก ซึ่งมันไม่สมควรอย่างยิ่งกับสถานการณ์นั้น เมื่อ ลิเวอร์พูล เดินหน้ามากยิ่งขึ้น และแก้ลำด้วยการส่งกองกลางลงมาต่อเนื่อง เพื่อมาช่วยกินพื้นที่เข้าไปเรื่อยๆ

อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน, อดัม ลัลลาน่า กระทั่ง นาบี เกอิต้า ลงมาช่วยกันเปิดประตูหน้าต่างรถบัสสองชั้น ก่อนจะได้ผลเมื่อผู้เล่นเจ้าบ้านที่วิ่งกันหนักทั้งเกม เจอพวกสดๆ ลงมาช่วยกันบี้ และหลายคนล้า จนเสียพื้นที่ ในการคุมเกม โดยเฉพาะการเข้ามาช่วยกันอัดตรงกลาง จนเปิดพื้นที่ ด้านข้างให้ ถูกโจมตี

ประตูตีเสมอมาจนได้ จากการบิ้วดิ้งอัพกันถึง 17 จังหวะ พร้อมกับการเล่นร่วมกันของ ฟาบินโญ่ กับ เกอิต้า และเป็นอีกเกมที่ ลิเวอร์พูล พิสูจน์ตัวเองว่า ดีพอที่จะได้ลุ้นตำแหน่งแชมป์ในซีซั่นนี้ ด้วยการไล่ตามหลังกลับมามีแต้ม และทำได้อย่างการปรับเปลี่ยนแผนการเล่น

1 คะแนนที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด คือแต้มใหญ่ ในวันที่เล่นได้ไม่ดี แต่การแก้เกมและความมุ่งมั่นทำได้สำเร็จ ซึ่ง คล็อปป์ บอกว่า ไม่อยากเชื่อว่าจะโดนเล่นเกมรับหนักๆ แบบนี้ถึงสองฤดูกาลติดต่อกัน

ส่วน ยูไนเต็ด เหมือนกับ 2 แต้ม ที่หล่นหายไปในวันที่พวกเขาเล่นดี เป็นพิเศษ แต่ยังไม่พอที่จะชนะ และยังต้องทำงานหนัก เพื่อหาสูตรในการเล่น ให้ลงตัวให้ได้ต่อไป

โซลชา บอกว่า นี่คือแมทช์ที่จะเปลี่ยนทุกอย่างให้กลับมา นี่คือจุดเปลี่ยน ของฤดูกาลนี้ เราจะเป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่คนรู้จัก

ดูแล้วย้อนคิดกลับมาถึงคำพูด มูรินโญ่ใครหิวหรืออิ่มท้องกันแน่สำหรับแดงเดือดมื้อนี้ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ตกลงใครได้ปลา ตกลงใครได้เนื้อ...

หรือว่ายังหิวอยู่คู่กันแน่!!!

วันแดงเดือด : จังหวะสำคัญในเกมแดงเดือด ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ทั้งจังหวะ วีเออาร์ที่ไม่ให้ลูกฟาวล์ กับ ลิเวอร์พูล จนเป็นที่มาที่ แมนยูฯ ได้ประตูนำ ก่อนที่ อดัม ลัลลาน่า จะตีเสมอในช่วงท้ายเกม แบ่งกันไปทีมละ 1 คะแนน

แบ่งแต้ม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กับ เจอร์เก้น คล็อปป์ เสมอกัน เป็นครั้งที่ 2 ที่เจอกัน (บน) โชเซ่ มูรินโญ่ นักวิเคราะห์เกมคนดัง อดีตกุนซือแมนยูฯ ทักทายกับแฟนบอลที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ