'มโนราห์' มรดกทางวัฒนธรรม

ข่าวทั่วไป 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

"มโนราห์" หรือ "โนรา" ศิลปะการแสดงชั้นสูงทางภาคใต้ของไทย "สมัยโบราณเชื่อกันว่าโนราคือคนที่ถูกเลือกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์" จึงไม่ใช่ ทุกคนที่จะร่ายรำได้ ถึงขั้นที่ผู้เป็นโนรา จะได้รับการปฏิบัติเสมือนขุนนางหรือชนชั้นสูงเลยทีเดียว ซึ่งด้วยความที่อาชีพ รำมโนราห์ถูกยกย่องอย่างมากนี้เอง ในอดีตหลายคณะจึงเป็นคู่แข่งกันและไม่ต้องการเปิดเผยความรู้ของคณะตนให้กับบุคคลภายนอก ขณะที่ ศุภวัฒน์ สิริรักษ์ เยาวชนบ้านนาโยง จ.ตรัง กล่าวเสริมว่า ได้รับการฝึกฝนการรำมโนราห์มานานกว่า 6 ปี ตั้งแต่ ม.1 จนจบ ม.6 เนื่องจากเกิดในตระกูลของครูโนรา ได้พบเห็นตั้งแต่ยังเป็นเด็กและเกิด ความชอบ จึงฝึกฝนจนสามารถออกแสดง ในระดับจังหวัดมาแล้วหลายเวที "เสน่ห์ของการรำมโนราห์ คือ เวลาตีท่า ถ้อยคำ จะมีลูกไม้ 3 ซึ่งเป็นท่าเอกลักษณ์แล้วแต่คณะนักแสดง" ที่แต่ละคณะจะมีท่าเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป

กระทั่งเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เพื่อเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมนี้ไว้ บรรดา "ครูหมอโนรา" หรือผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาการร่ายรำมโนราห์ จึงได้มี การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และผลักดัน เข้าสู่หลักสูตรของโรงเรียน รวมถึงได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) หรือชื่อเดิมคือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ตั้งแต่เมื่อปี 2549 ในชื่อโครงการ "แนวทางการสืบสานศิลปะมโนราห์ อ.นาโยง จ.ตรัง" ให้ทำการศึกษาอย่างเป็นระบบ

ราตรี หัสชัย นักวิจัยท้องถิ่นบ้านมโนราห์ อ.นาโยง จ.ตรัง เล่าว่า โครงการนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก "แนวทางการสืบสานศิลปะพื้นบ้านมโนราห์โคกสะบ้า" เมื่อปี 2547 ซึ่งสืบเนื่องจากระยะหลังๆ คณะมโนราห์ต่างมีการปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น ในด้านหนึ่งจึงต้องการเก็บรวบรวมองค์ความรู้ดั้งเดิมของโนราไว้ด้วย เพื่อไม่ให้เอกลักษณ์หรือความเป็นมโนราห์ดั้งเดิมสูญหายไป

"จากการสำรวจพบว่ามี คณะมโนราห์ใน อ.นาโยง จ.ตรัง ทั้งหมด 21 คณะ กระจายอยู่ทุกตำบล แบ่งเป็นคณะมโนราห์โบราณ 20 คณะ และคณะมโนราห์ประยุกต์ ซึ่งเป็น การแสดงมโนราห์ควบคู่กับวงดนตรี ลูกทุ่ง 1 คณะ นอกจากนี้ยังศึกษา เอกสารที่เกี่ยวข้องจากหอจดหมายเหตุ แห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ตรัง การดูงานที่วัดท่าแค จ.พัทลุง ซึ่งตามตำนานเล่าว่าเป็นแหล่งกำเนิดมโนราห์ รวมถึงดูงานที่สถาบันทักษิณคดีศึกษาจังหวัดสงขลา เพื่อนำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ จัดระบบ และตรวจสอบความน่าเชื่อถือ ของข้อมูล" ราตรี กล่าว

นักวิจัยท้องถิ่นบ้านมโนราห์ อ.นาโยง จ.ตรัง เล่าต่อไปว่า ผลการดำเนินโครงการทำให้ข้อมูลองค์ความรู้ เกี่ยวกับมโนราห์อำเภอนาโยงในทุกด้าน เป็นองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมที่เป็นมรดกตกทอดไปสู่ลูกหลานได้ คณะผู้วิจัย มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องมโนราห์มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีนักศึกษาบางส่วนที่ร่วมโครงการวิจัยได้หัดรำมโนราห์จนสามารถออกแสดงตามงานต่างๆ ได้ และเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานศิลปะมโนราห์ที่กำลังจะหายไป ในส่วนของ หัวหน้าคณะมโนราห์ก็เกิดความ ภาคภูมิใจที่มีคนเห็นคุณค่าของศิลปะการแสดงนี้

"การทำกิจกรรมร่วมกันในโครงการทำให้หัวหน้าคณะมโนราห์ได้พบปะกัน รำลึกถึงความหลัง ร่วมกัน เกิดความสัมพันธ์อันดี และเกิดสำนึกร่วมของความเป็นศิษย์ที่มีครูคนเดียวกันตามสายครูโนรา นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสให้โนราอาวุโสกับโนรารุ่นใหม่ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ทักษะ และทัศนะร่วมกัน เกิดการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ข้ามผ่านความเป็นตัวตน ความจำเพาะของตัวเอง เปิดใจยอมรับ รวมถึงเกิดความตระหนัก ที่จะรักษา สืบทอด เพื่อดำรงไว้แก่ ชนรุ่นหลัง" ราตรี ระบุ

"รำมโนราห์ต่างจากนาฏศิลป์แขนงอื่นๆ โดยจะมีลูกปัดที่ต้องร้อยด้วยมือเท่านั้น เรียกว่ากว่าจะเป็นชุดที่สวยงามต้องทำจากมือด้วยความประณีต อีกทั้งที่บ้านต้องมีหิ้งบูชามโนราห์ด้วย เมื่อก่อนที่สืบตายายโนรา เป็นคณะมโนราห์ แต่พอยุคสมัยเปลี่ยนไม่ได้สืบทอด กระทั่งสุดท้ายก็มาเป็นตนเองที่ต้องสืบทอด เรียกว่า ถ้ามีเชื้อสายต้องสืบทอด ถ้าไม่รับเหมือนให้สิ่งที่ดีงามเราไม่รับ ก็ไม่ดี แต่ส่วนตัวก็สืบทอดและยังต้องการสืบสานมโนราห์ไม่ให้สูญหาย" นายศุภวัฒน์ กล่าว

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ