สมคิดห่วงบาทแข็ง 'ไอเอ็มเอฟ'หั่น'จีดีพี'ไทยเหลือ2.9%

ข่าวเศรษฐกิจ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างเดินทางเยือนมณฑลกวางตุ้งสาธารณรัฐประชาชนจีน และเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2562 ว่า สำหรับค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องเป็นเรื่องของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้ที่ดูแล ขณะที่รัฐบาลไม่สามารถไปยุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซงได้ อย่างไรก็ดี ธปท.ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนต่อไปได้ ขณะที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า การแข็งค่าของเงินบาท เป็นเพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต ต่อเนื่องมีความแข็งแกร่ง เกินดุลบัญชีเดินสะพัด แม้การส่งออกชะลอตัว แต่ยังเกินดุลต่อเนื่อง ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่า

ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมส่งเสริมให้ใช้โอกาสนี้นำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์สำคัญ เพื่อให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนตามนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายอาจช่วยลดการแข็งค่าของเงินบาท เมื่อรัฐบาลเร่งวางโครงสร้างพื้นฐานแนวโน้มระยะยาวจะช่วยให้ประเทศไทยพ้นจากการเป็นประเทศติดกับดัก รายได้ปานกลางเหมือน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันทำได้มาแล้ว

ขณะที่แหล่งข่าวในแวดวงการเงินวิเคราะห์ว่า แนวโน้มเงินบาทสิ้นปี น่าจะอยู่ที่ระดับ 30.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนการแข็งค่า ต่อเนื่องจากต้นปีสาเหตุมาจากการเกินดุลการค้าและเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นปัจจัยหลัก

ในวันเดียวกัน นายโจนาธาน ออสทรี รองผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ)ออกรายงาน ภาพรวม รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ว่า ไอเอ็มเอฟคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย(จีดีพี) ปี 2562 เติบโตร้อยละ 2.9 ซึ่งเป็นการปรับประมาณการ ลดลงจากเดิมที่เคยประเมินไว้เมื่อเดือนเมษายน 2562 ที่ผ่านมาที่คาดว่าโตร้อยละ 3.5 เนื่องจากผลกระทบ จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากผลของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ขณะที่ปี 2563 คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ร้อยละ 3

อย่างไรก็ตาม ไอเอ็มเอฟเห็นว่าประเทศไทยสามารถใช้นโยบายการคลังและนโยบายการเงิน เพื่อประคองภาวะเศรษฐกิจไทยไม่ให้ทรุดตัวลง รวมทั้งควรส่งเสริมนโยบายการออมเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้

ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟ แนะให้ประเทศต่างๆ ใช้นโยบายการคลัง การเงิน ที่มีอยู่สนับสนุนการขยายตัวของการบริโภคในประเทศ พร้อมให้ระมัดระวังผลกระทบจากภาวะการเงินโลกที่ผ่อนคลายมากขึ้น จะทำให้เกิดการก่อหนี้มากขึ้นและเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน ดังนั้น ประเทศที่มีความเสี่ยงต้องมีมาตรการลดปัญหาหนี้สินภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ