'รัฐบวกทุน'รวมศูนย์ผูกขาดประเทศไทยหลังยุคสมัย'คสช.'

ข่าวทั่วไป 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) จัดงานเสวนาวิชาการหัวข้อ "ปฏิสังขรณ์ประเทศไทย" ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อสะท้อนปัญหากลไกอำนาจที่รัฐบาลทหาร คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ทำรัฐประหารในเดือน พ.ค. 2557 และสิ้นสภาพไปเมื่อเดือน ก.ค. 2562 ทิ้งไว้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเมือง เศรษฐกิจและสังคมไทย อันเป็นที่มาว่าเหตุใดต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2560

รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ระบบการเมืองที่เป็นอยู่ขณะนี้เป็นปัญหา เช่น การเลือกตั้งที่ระบบการคิดคะแนนไม่สามารถอธิบายได้ว่ามีความเป็นธรรมอย่างไร หรือสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่กรรมการสรรหาก็เป็น สว. ได้ด้วย แม้กระทั่งองค์กรอิสระที่ไปตีความว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ เป็นต้น ซึ่ง "ความพยายามของชนชั้นปกครองหรือผู้มีอำนาจ คือการสร้างวันพรุ่งนี้ที่มาจากอดีต" ประเภทคิดแต่เรื่องเสียดินแดน สงคราม และไม่ได้นำประชาชนเข้ามารวมด้วย

ทั้งนี้สิ่งที่สังคมต้องช่วยกันทำคือ "อะไรที่วิปริตผิดเพี้ยนก็ต้องยืนยันว่าเป็นเช่นนั้น และมีการเคลื่อนไหวเพื่อแสดงออกว่าไม่ยอมจำนน" นอกจากนี้ "ความเปลี่ยนแปลงไม่อาจมาจากการเพียงพร่ำบ่น" แต่ต้องลงมือทำในหลายๆ เรื่อง "ต้องคาดหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในรุ่นเรา ไม่ต้องโยนไปให้คนรุ่นหลัง" ถ้าอยากให้สังคม ดีขึ้น คนรุ่นปัจจุบันต้องช่วยกันให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

ขณะที่ ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความเห็นว่า "สิ่งที่วิปริตผิดเพี้ยนกำลังถูกทำให้เห็นเป็นเรื่องปกติ" ตั้งแต่การรัฐประหาร เมื่อปี 2557 ไปจนถึงการร่างอนาคตด้วยแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี "ผู้มีอำนาจพยายามเปลี่ยนรัฐไทยจากรัฐแบบเสรีนิยม มีการเลือกตั้ง มีประชาธิปไตย ไปเป็นรัฐแบบบรรษัทอำนาจนิยม"กล่าวคือ จากเดิมที่มีกลุ่มทุน มีภาคประชาสังคม ต่อรองกัน แต่หลังรัฐประหาร มีการ ควบรวมกลุ่มทุน 26 กลุ่มใหญ่เข้ากับรัฐ ซึ่งเลียนแบบจากประเทศจีน

สิ่งที่เกิดขึ้นจากรัฐที่คณะทหารกับ

กลุ่มทุนรวมเข้าด้วยกัน คือ "ทุนสามารถใช้ทรัพยากรสาธารณะผ่านกลไกของรัฐเพื่อทำให้ตนเองเติบโตขึ้น" สังเกตได้จาก "ทีมเศรษฐกิจ" ของรัฐบาลที่แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าล้มเหลว ในการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่คนเหล่านี้เชื่อว่า "ถ้าทำแบบจีนได้ ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ก็จะเติบโต" ดังนั้นจึงรวมหัวกับกลุ่มทุนใหญ่ ส่วนประชาชนรอไปก่อน

"นอกจากรัฐธรรมนูญแล้ว สิ่งที่เขาพยายามอีกอันคือยุทธศาสตร์ 20 ปี ถ้าคุณไปอ่านดีๆ ทั้งหมดเอื้อกลุ่มทุนอย่างมาก ท้ายสุดการขยายตัวของกลุ่มทุนที่บวกกับรัฐ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพื้นที่อย่างกว้างใหญ่ไพศาลในบ้านเรา โครงการ EEC ภาคตะวันออก จะใช้งบทั้งหมด 7 แสนล้านบาท และ จะใช้ในปลายปี 2565 ประมาณ 5 แสนล้านบาท ดังนั้น อย่างไรก็ตามรัฐบาลนี้จะถูลู่ถูกังไปถึง 2565 ให้ได้เพื่อจะใช้งบประมาณก้อนนี้

โครงการ SEC ทางภาคใต้ จะสร้างเขื่อนสร้างอะไรอีกมากมาย ภาคอีสานโครงการเกษตรอุตสาหกรรม โรงงานน้ำตาลจากเดิม 10 โรง จะเพิ่มเป็น 30 โรง เปลี่ยนพื้นที่อีสานเป็นแบบลาตินอเมริกา พี่น้องอีสานจะเหมือน พี่น้องลาวในสุวรรณเขต เป็นแรงงานของบริษัทน้ำตาล ภาคเหนือการ ท่องเที่ยวเกษตรแปลงใหญ่ เกษตรกรที่มีแปลงขนาดใหญ่อยู่แล้วได้เปรียบ ภาคกลางก็เกษตรแปลงใหญ่อุตสาหกรรม ทั้งหมดเป็นการเปลี่ยนรูปรัฐโดยใช้งบประมาณของเรา ภาษีของเรา ถามว่าเราจะได้อะไรบ้าง" อาจารย์อรรถจักร์ ระบุอาจารย์อรรถจักร์ กล่าวต่อไปว่า "บางคนอาจจะคิดว่าเป็นจีนก็ดีสิจะได้ร่ำรวย...แต่จริงๆ แล้วประชาชน ส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 80 จะไม่ได้อะไร" อย่างมากก็เป็นได้เพียงส่วนเสี้ยวเล็กๆ ของบรรษัทใหญ่ๆ "และบรรษัทเหล่านี้ก็ไม่ได้คิดจะจ้างงานมากมายนัก" ในทางกลับกันดูจะเป็นผลเสียมากกว่า เช่น การถมทะเลทางภาคตะวันออกจะกระทบพื้นที่การท่องเที่ยว การทำท่าเรือน้ำลึกในภาคใต้จะเปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คนในท้องถิ่น

แม้แต่ "งบวิจัยมหาวิทยาลัย ก็ถูกดึงไปหมด...เว้นแต่การวิจัยที่สนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ" แต่ยุทธศาสตร์ชาติกลับเป็นไปเพื่อกลุ่มทุน "มหาวิทยาลัยกำลังถูกทำให้เป็นโรงงานของกลุ่มทุน" ทั้งหมดที่ว่ามานี้ "GDP อาจเติบโตได้ แต่คนเล็กคนน้อยจะ

กลายเป็นคนจน และรอรับการหยอดน้ำข้าวต้ม" 500 บาทบ้าง 1,000 บาทบ้าง "นี่ไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็นการหลอกประชาชนด้วยการโยนเศษเงินมาให้" ให้รู้สึกมีความสุขเป็นระยะๆ

รัฐไทยแบบอำนาจนิยมยังสถาปนาความมั่นคงผ่าน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) มีอำนาจเพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวาง "สามารถไปเยี่ยมบ้านใครก็ได้แล้วบอกว่าปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ" จะมีคนมา จับจ้องการใช้ชีวิตประจำวัน "นี่คือความพยายามทำให้จำยอม" อนึ่ง ทั้ง 26 กลุ่มทุนนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่าทำงานใน "โครงการประชารัฐ" ของรัฐบาลทั้งสิ้น อีกประการที่น่าเป็นห่วงคือ "อาจเป็นการทำลายดุลอำนาจ" จากเดิมที่แยกกันระหว่างฝ่ายต่างๆ เช่น การเมือง กองทัพ เจ้าหน้าที่รัฐ กลุ่มทุน และจะนำไปสู่การ ขัดแย้งกันเองภายในชนชั้นนำ

"รัฐบรรษัทอำนาจนิยมจะทำให้การขยายตัวของความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น วันนี้เราติด 1 ใน 10 ของประเทศที่ความเหลื่อมล้ำสูง แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดคิดว่าสูงขึ้น เราอาจมีเม็ดเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น แต่ 26 กลุ่มทุนข้างบนจะร่ำรวยกว่ามากมายมหาศาล ในช่วง 15 ปี ที่ผ่านมาจะพบว่ากลุ่มคนที่ได้เปรียบสามารถครอบครองรถหรูได้มากขึ้น ในขณะที่พวกเราก็ซื้อ Eco Car ไป ผมหวังว่าเราจะดันสิ่งที่วิปริตผิดปกติ ให้กลับมาสู่ทำนองคลองธรรมแบบเดิมให้ได้ เพราะหากเปลี่ยนไปสู่รัฐบรรษัทอำนาจนิยมสำเร็จ มันเปลี่ยนพื้นที่ทั้งหมดของประเทศไทย" อาจารย์อรรถจักร์ กล่าวย้ำด้าน รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ช่วงปี 2529-2539 หรือก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ในปี 2540 เศรษฐกิจไทยเคยเติบโต ร้อยละ 9 ต่อปี แต่ปัจจุบันเหลือร้อยละ 3 ต่อปี "ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นเพราะค่าแรงสูงขึ้น" และยังไม่สามารถยกระดับไปสู่การผลิตสินค้าเทคโนโลยีชั้นสูงได้

นอกจากนี้ "ทุนไทยขนเงินออกไปลงทุนต่างแดนมากกว่าต่างแดนขนเงินเข้ามาลงทุนในไทย" ตั้งแต่หลังปี 2540 เป็นต้นมา ซึ่งทำให้การพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐาน (Infrastructure) ในประเทศไทยลดลง ด้วยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในระดับเดียวกัน "เมื่อเศรษฐกิจโตช้าบวกโครงสร้างประชากรที่เป็นสังคมสูงวัย คนหนุ่ม-สาวยุคปัจจุบันจึงมีภาระหนักกว่าคนหนุ่ม-สาวในอดีต" อีกทั้ง "สัดส่วนคนจนเพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านคน ในปี 2561 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2543 ที่อัตราความยากจนเพิ่มสูงขึ้น" ส่วนใหญ่เป็นคนชนบทจากปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

อาจารย์อภิชาต กล่าวต่อไปถึง "ความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้น" ซึ่งจริงๆ ก็สูงมาแล้วหลายปี "ความเหลื่อมล้ำนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม" อาทิ มีการแบ่งเป็น "ชนชั้นกลางบน (เหลือง)-ชนชั้นกลางล่าง (แดง)" และเป็นข้ออ้างได้ว่าสังคมอยู่ในภาวะไม่ปกติ อนึ่ง "จากการสำรวจความเห็นของคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ กลุ่มคนที่มีแนวโน้มรับได้กับการรัฐประหารและรู้สึกว่าชีวิตไม่มั่นคง มักจะมีวิถีชีวิตแบบชนชั้นกลางบน" เช่น ชอบเดินห้างหรูๆ ไปเที่ยวต่างประเทศได้บ่อยๆ ใช้บัตรเครดิตไม่ใช้บัตรผ่อนสินค้า ดื่มกาแฟในร้านระดับพรีเมียม อ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้คล่อง

ที่เป็นเช่นนั้น "เพราะชนชั้นกลางนอกจากจะเติบโตไล่ตามชนชั้นสูง ไม่ทันแล้ว ยังถูกชนชั้นกลางล่างไล่กวด มาติดๆ เพราะเติบโตเร็วกว่า" ส่วนความหวัง ของภาครัฐที่จะใช้กลุ่มทุนใหญ่สร้าง GDP นั้น "ที่เมืองจีนรัฐคุมบริษัท ผู้บริหารบริษัท ก็เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ แล้วไทย อยู่ใต้อะไรระหว่างบริษัทกับพรรค การเมือง หรือรัฐกับทุนใครใหญ่กว่ากัน" ยังไม่ต้องนับว่า "ระบบราชการไทยมีคุณภาพไม่ดีนัก" จึงไม่ค่อยเชื่อว่าจะทำได้ปิดท้ายด้วยตัวแทนจากภาคการเมือง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ไปช่วยลูกพรรคหาเสียงเลือกตั้ง "พบชาวบ้านบ่นถึงปัญหาเศรษฐกิจ" อาทิ สามีภรรยาคู่หนึ่ง สามีเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง แต่วันนี้ภาคก่อสร้างซบเซาทั่วประเทศ ก็ไม่มีงานทำ ส่วนภรรยาขายของในตลาด ทั้งคู่ร้องไห้แล้วบอกว่ามื้อหน้าจะกินอะไรก็ยังไม่รู้ หรืออีกครอบครัวหนึ่ง ภรรยาบอกว่าสามีที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมไม่มีงานล่วงเวลา (OT) มา 2-3 ปีแล้ว ซึ่งการไม่มี OT รับแต่ค่าแรงขั้นต่ำ ชีวิตของ คนงานจะลำบากมาก

ไม่เพียงเท่านั้น ในครอบครัวยังมีแม่ที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง และมีลูกที่กำลังเรียนหนังสือ ต่อชีวิตไปด้วยการกู้หนี้ยืมสิน "เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยคงมีชีวิต แบบนี้ และมั่นใจว่า 5 ปีล่าสุดที่ผ่านมา มีน้อยครอบครัวที่จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น" แต่เมื่อมาดูการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินที่ผ่านมา กลับมองไม่เห็นว่าจะทำให้ชีวิตของคนเหล่านี้ดีขึ้นได้อย่างไร

เช่น "งบประมาณปี 2563" ที่ให้เบี้ยเลี้ยงดูเด็กอายุ 0-6 ปี ในครอบครัวยากจน 600 บาทต่อเดือน จริงๆ แล้วสามารถทำให้กลายเป็นสวัสดิการถ้วนหน้าได้เป็นเงิน 700 บาทต่อเดือน โดยยังใช้ งบประมาณในกรอบเดิม การลงทุนในศูนย์เด็กเล็ก เราสามารถลงทุนอีก 1 แสนบาทให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศได้ ลงทุนในมหาวิทยาลัยราชภัฏ-ราชมงคลเพิ่มได้อีก 4,700 ล้านบาท ลงทุนในโรงเรียนขนาดเล็ก-ขนาดกลาง 1 หมื่นแห่งได้อีก 1 ล้านบาท ทั้งหมดนี้งบประมาณไม่เพิ่มขึ้นจากกรอบเดิม 3.2 ล้านล้านบาท เป็นต้น

หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวต่อไปว่า "ที่มาของชนชั้นนำที่กุมอำนาจในปัจจุบันคือกลุ่มทุนและระบบราชการ จึงไม่แปลกใจที่การจัดสรรงบประมาณจะไม่ได้ตอบสนองประชาชน" แต่ไปอยู่ในระบบราชการที่เทอะทะและรวมศูนย์บ้าง กองทัพบ้าง กลุ่มทุนบ้าง "คนเหล่านี้ ไม่ต้องฟังเสียงประชาชน ต่อให้พรุ่งนี้มีการเลือกตั้ง สว. ก็คงให้กลับมามีอำนาจอีก" ดังนั้นแม้คณะรัฐประหารที่ชื่อ คสช. จะไม่มีแล้ว แต่ระบอบที่ คสช. วางไว้ยังคงดำรงอยู่ และต้องย้ำว่า "การปฏิรูปกองทัพ" ก็เป็นเรื่อง สำคัญหากในอนาคตมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

"ถ้าคุณแก้รัฐธรรมนูญได้แต่ลดบทบาทกองทัพไม่ได้ ก็กลับไปซ้ำรอยรัฐธรรมนูญ 2540 สิ่งที่คนรุ่นพฤษภา 2535 ลืมไปคือการลดบทบาทกองทัพ หลังปี 2535 เอาบทบาทภาคประชาชน เอาเรื่องสื่อมวลชนเป็นอิสระ เอาเรื่องการ เปิดเผยข้อมูลภาครัฐ เอาการเข้าชื่อของ ประชาชนเพื่อเสนอกฎหมายไปใส่ในรัฐธรรมนูญ 2540 แต่ลืมปฏิรูปกองทัพ สุดท้ายก็เกิด รัฐประหาร 2549 ถ้าคุณไม่ลดบทบาทกองทัพ วังวนเดิมๆ ก็จะกลับมา" ธนาธร กล่าว

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ