คอลัมน์โลกไม่ได้กลม...อย่างที่เราคิด: Paper Phone อีกหนึ่งเสียงตะโกนของคนตัวเล็ก

ข่าวทั่วไป 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในขณะที่ประชากรโลกกำลังให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ตัวล่าสุดของบริษัท Apple Inc. ที่สื่อใหญ่กำลังเผยแพร่วัฒนธรรมการต่อแถวรอเป็นเจ้าของโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ ในชื่อรหัส iPhone 11 Pro กันอย่างคึกคักนั้น ในมุมเล็กๆ บนพื้นที่ออนไลน์ได้ปรากฏข่าวการเปิดตัว "Paper Phone" หรือแปลตรงตัวว่า "มือถือกระดาษ" จากบริษัท Google Inc. ยักษ์ใหญ่แห่งวงการ Search Engine ของโลก ที่เติบโตขึ้นมาคู่ขนานไปกับความเจริญทางเทคโนโลยี และความก้าวหน้าของการสื่อสารไร้พรมแดน "มือถือกระดาษ แค่พิมพ์ คุณก็ได้พักจากโลกออนไลน์" นี่คือคำจำกัดความของการทดลองนี้ ที่ทาง Google ได้บัญญัติเอาไว้

แน่นอน การมีผลิตภัณฑ์ใหม่พร้อมระบบทันสมัยออกมาตอบสนองต่อความสนใจในโลกออนไลน์สำหรับคนในยุค 5 จีแบบนี้ ถือว่าเป็นเรื่องปกติทางการตลาด เพราะความนิยมต่อตัวอุปกรณ์และระยะเวลาในการใช้อุปกรณ์บนโลกเสมือนจริงนั้น จะเป็นตัวการันตีอย่างดีถึงมูลค่าทางการตลาดของผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นๆ ที่แต่ละบริษัท "จงใจ" สร้างขึ้นมา เพื่อ "มัดใจ" ผู้ใช้งาน (User) ให้ดำรงชีวิตอยู่บนพื้นที่เสมือนจริงให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ หรือมีปฏิสัมพันธ์อะไรบางอย่างในขั้นตอนหรือบริการที่ถูกขับเคลื่อนจากอุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์เหล่านั้น

แต่น่าแปลกที่ระยะหลัง บริษัท Google Inc. กำลังทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม ตั้งแต่การปล่อยบริการ Post Box หรือรูปแบบในการปรับการแจ้งเตือน (Notification) จากการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ เป็นแบบช่วงระยะเวลาหนึ่ง เท่านั้น เพื่อตัดความกระวนกระวายใจ ต่อการเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ออกไปสักระยะ มาจนถึงบริการจดแจ้งเวลาสำหรับการใช้งานโทรศัพท์มือถือในแต่ละวัน ที่เรียกกันว่า Unlock Clock เพื่อแอบบอก (แบบอ้อมๆ) ให้เราพัก ออกจากหน้าจอ และล่าสุดกับ Paper Phone ลูกเล่นใหม่ที่จะทำให้เราห่างไกลจากมือถือได้มากขึ้นอีกนิด

ในเว็บไซต์ของ Google ระบุว่า เจ้ามือถือกระดาษ หรือ Paper Phone เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นมาจากโครงการพิเศษสำหรับผู้ใช้งาน (User) ที่ต้องการบำบัดการเสพติดเทคโนโลยี (Digital Detox) โดยทางบริษัทได้ปล่อยวีดีโอแนะนำการใช้งานออกมาประมาณ 1 นาที 30 วินาที เพื่อเล่าว่าอะไรคือเหตุผลที่คนควรสนใจในบริการ รูปแบบนี้ และก็สาธิตการใช้ต่างๆ ไม่ว่า จะเป็นการถ่ายโอนข้อมูลต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่น อาทิ เส้นทางการเดินทางจาก Google Maps ข่าวที่น่าสนใจจาก Website อีเมลและเบอร์โทรที่สำคัญของเพื่อน การรายงานสภาพอากาศของ Weather หรือแม้กระทั่ง วิธีการชำระเงินออนไลน์ ผ่าน Google Pay ฯลฯ จากนั้นก็นำการเลือกบริการหรือข้อมูลที่ต้องการของเรานั้น เชื่อมโยงกับเครื่องถ่ายเอกสารเพื่อทำการบันทึกทั้งหมด ลงไปบนกระดาษหนึ่งแผ่นที่จะมีพื้นที่ ในการพับซึ่งถูกกำหนดด้วยโปรแกรม เอาไว้แล้ว

ท้ายที่สุดบริการหรือข้อมูลทั้งหมดก็จะกลายเป็นกระดาษที่ถูกพับจนเสมือนเป็นหนังสือเล่มเล็กๆ หนึ่งเล่มที่สามารถใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงหรือกระเป๋าเสื้อได้อย่างสะดวก และสามารถที่จะนำบริการหรือข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้จริงไม่ต่างจากการใช้โทรศัพท์มือถือ เพียงแต่ไม่สามารถโทร.หาใคร หรือถ่ายรูปได้เท่านั้น

"A printable paper phone which helps you take a break from your digital world"

อันที่จริงก่อนหน้านี้ ก็มีความคิดในการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ในแนวบำบัดการเสพติดการใช้โทรศัพท์มือถือออกมา มากมาย ที่น่าสนใจอีกหนึ่งตัวก็คือ "Substitute Phone" หรือ "มือถือจำแลง" ซึ่งทางเว็บไซต์ https://www.beartai.com ได้เคยออกมาแนะนำเอาไว้ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยเป็นความคิดของ ดีไซเนอร์ชาวออสเตรียที่มีชื่อว่า Klemens Schillinger ที่เอาลูกหิน 5 ลูกมาฝังไว้ในกล่องที่มีรูปทรงคล้ายโทรศัพท์มือถือ เพื่อหวังให้คนเลื่อนลูกหินขึ้นลงซ้ายขวา แทนการสัมผัสกับหน้าจอแบบทัชสกรีน (Touch Screen) แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

กระนั้นก็ถือว่า เป็นความใส่ใจในอันดับต้นๆ สำหรับสถานะนักออกแบบเทคโนโลยี (User Experience) ที่มีต่อ ความหวาดกลัวของอันตรายจากโรคเสพติด มือถือ (Nomophobia) ที่กำลังสร้างปัญหาอยู่ในเวลานี้ ในขณะที่ผู้คนที่อยู่ในสายงานทางเทคโนโลยีส่วนใหญ่ของโลกใบนี้ กำลังคิดต่างออกไป

ตั้งแต่ปี 1997 (2540) B.J. Fogg นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาด้านพฤติกรรม เคยออกมาเตือนแล้วว่า ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์นั้น อยู่ในรูปแบบของการพึ่งพาอาศัยกัน ดังนั้น นักพัฒนาหรือนักออกแบบเทคโนโลยีอาจใช้ประโยชน์จากหลักการทางจิตวิทยา เพื่อชักนำมนุษย์ให้ ทำสิ่งที่พวกเขาอาจไม่อยากทำได้ จนเกิดเป็นคำศัพท์ใหม่ขึ้นมาว่า "Captology" ซึ่งมาจาก Computer Science และ Psychology คือการใช้เทคโนโลยีในการโน้มน้าวใจโดยที่ ผู้ใช้งานไม่รู้ตัว เพื่อให้พฤติกรรมในการ ใช้งานเป็นไปในรูปแบบที่นักพัฒนาหรือนักออกแบบเทคโนโลยีต้องการ จนปัจจุบันก็ได้พัฒนามาเป็นคำว่า "การออกแบบพฤติกรรม" (Behavior Design) ที่กลายเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตเทคโนโลยีแห่งอนาคตของบริษัทใหญ่ๆ ทั่วโลกในตอนนี้

เมื่อเราต้องมาอยู่ในยุคที่มนุษย์ให้ความสำคัญกับเครื่องมือ ที่พวกเขาสร้าง มากกว่าคนที่ใช้งาน แบบนี้ สัญชาตญาณของเรา พฤติกรรม ของเรา กลายเป็นเส้นชัยของพวกเขา ในการที่จะต้องเอาชนะให้ได้ และ ที่สำคัญก็คือ พวกเขาตั้งธงเอาไว้ว่า "เราต้องไม่รู้ตัว"

การมีกลุ่มคน แนวคิด หรือผลิตภัณฑ์บางอย่างเกิดขึ้นมา เพื่อบอกกับเราว่า "เธอๆ ทำแบบนี้มากไปมันอันตรายนะ ลองแบบนี้ซิ" นี่คือ "ทางรอด" ที่ต้องเอาใจช่วยถึงที่สุดแล้ว แม้ว่า "เจ้ามือถือกระดาษ" หรือ "Paper Phone"จะไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร (หรือไม่) แต่ก็ต้องถือว่า นี่คือการตะโกนที่ ดังที่สุดในขณะนี้ สำหรับการเตือน ถึงปัญหาเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีที่ "เกินพอดี" ของมนุษย์ ที่เกี่ยวโยงไปถึงแผนการตลาดอันเลือดเย็น และสมองอันชาญฉลาดแต่ร้ายกาจของมนุษย์ด้วยกันเอง

นี่อาจเป็นสงครามเย็นที่ร้ายกาจ กว่าการก่อการร้ายใดๆ ก็เป็นได้ หรืออาจเป็นเพียงแค่ความกังวล อันสุดโต่งของคนจำนวนไม่มากนัก แต่ถึงอย่างไรผลกระทบที่ปรากฏไปแล้ว อาทิ อันตรายต่อระบบสมอง สายตา และกล้ามเนื้อมัดต่างๆ, ความกังวลใจ ความกระวนกระวาย เมื่อ ข้างกายไม่มีโทรศัพท์มือถือ, สถิติ อาชญากรรมและความรุนแรงที่พุ่งขึ้น จากพฤติกรรมเลียนแบบบนโลกโซเชียล, โรคซึมเศร้า การเก็บตัว และภาวะการฆ่าตัวตาย ที่มีสาเหตุมาจากการกระทบกระเทือนทางจิตใจผ่านสื่อออนไลน์ ฯลฯ อาการ สถานการณ์ และภาวการณ์มากมายเหล่านี้ ก็น่าจะเป็นการการันตีได้อย่างดีว่า นี่ไม่ใช่เรื่องที่เราควรจะวางใจ


แท็ก คอลัมน์:   google   iphone  

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ