คอลัมน์ส่อง...เกษตร: วิจัย พัฒนา ส่งเสริม กับกระบวนการพัฒนาการเกษตร (1)

ข่าวทั่วไป 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 —หนังสือพิมพ์แนวหน้า

สมชาย ชาญณรงค์กุล

"อดีตเป็นเรื่องบอกปัจจุบันและอนาคต"ข้อความนี้ผ่านหูผ่านตาผมมานาน และส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นจริง เพราะเรื่องราวของอดีตมักจะส่งผลมาถึงปัจจุบันและสะท้อนไปถึงอนาคตบ่อยครั้ง

การพัฒนาทางการเกษตรก็เช่นกัน หากพิจารณาการเกิดขึ้นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่เริ่มแรกในชื่อต่างๆ นับเป็นเวลามากกว่า 125 ปี การพัฒนาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในแต่ละช่วงเวลา ส่งผลต่อการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทยมา โดยตลอด ช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี 2475 สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว เป็นกระทรวงที่เกิดขึ้นมาก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีหน่วยงาน ภายใต้ในระดับกรมที่สำคัญมารองรับการปฏิบัติในขณะนั้นอยู่แล้ว ต่อมาในปี 2486 เริ่มมีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาการเกษตร ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยน ที่สำคัญของการพัฒนาการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการเพิ่มศักยภาพการผลิตเพิ่มผลผลิต เพื่อนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จึงเริ่มนำเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่มาใช้ เริ่มมีการทำการวิจัย ศึกษา ค้นคว้าอย่างจริงจัง เพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับระบบการเกษตรของประเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลา ดังกล่าว เพื่อทำหน้าที่ในการผลิตบุคลากรทางการเกษตร มาป้อนให้กับเป้าหมายการพัฒนาการเกษตรในขณะนั้น

ในช่วงเวลากว่า 20 ปีนั้น ประเทศไทยทุ่มเทด้านการวิจัยและพัฒนาทางการเกษตรสมัยใหม่อย่างหนัก และต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบของมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยที่เปิดสอนทางด้านการเกษตรและเทคโลยีที่เกี่ยวข้อง เห็นความจำเป็นในการส่งต่อองค์ความรู้เหล่านี้ลงไปสู่เกษตรกรให้ได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งรับผิดชอบงานดังกล่าว จึงปรับตัวเองอีกครั้ง เพื่อให้งานวิจัยและพัฒนาสำหรับการทำการเกษตรสมัยใหม่สามารถถ่ายทอดไปสู่เกษตรกรอย่างเกิดผลเป็นรูปธรรม หน่วยงานที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้จึงเกิดขึ้น รวมงานประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ ฝึกอบรม ทุกลักษณะของกรม/กองต่างๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยุคนั้น จัดตั้งกรมส่งเสริมการเกษตรขึ้น เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2510 เพื่อทำหน้าที่ในการนำองค์ความรู้จากทุกหน่วยงาน ที่ทำงานวิจัยและพัฒนาไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกร นำไปปฏิบัติให้เห็นผล สร้างผลผลิตให้สูงขึ้นตรงกับความต้องการของตลาดทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ หลังจากการเกิดขึ้นของกรมส่งเสริมการเกษตร 9 ปี มีการขยายผลของการส่งเสริมการเกษตรให้กว้างขวางมากขึ้น ด้วยการกู้เงินจากธนาคารโลก จำนวน 3,000 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเยอะมากในยุคนั้น มาเพื่อดำเนินการเรื่องนี้โดยเฉพาะ มีการขยายอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ส่งเสริม การเกษตร ขยายรูปแบบ ขยายพื้นที่ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ จังหวัด และภาค ทำงานสอดประสานกัน ภายใต้ระบบ Training and visiting ภายใต้สมมุติฐานที่ว่าเมื่อมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากแหล่งวิจัยต่างๆ ให้กับเกษตรกรแล้ว เกษตรกรจะสามารถนำไปพัฒนาระบบการผลิตของตนให้ได้ตามเป้าหมาย มีการประเมินผลและการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมทั้งมีความพยายามอีกหลายๆทาง เพื่อพัฒนาเกษตรกรให้มีความอยู่ดีกินดี มีความมั่นคงในอาชีพ นโยบายต่างๆ มุ่งไปยังจุดเดียวกัน ส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมีโอกาส มีการทำแปลงสาธิต อบรมให้เข้าร่วมงาน ดูงาน หรือแม้แต่คัดเลือกเกษตรกรผู้นำ (CoF) โดยยึดหลักให้เกษตรกรผู้นำเป็นผู้ช่วยของนักส่งเสริมการเกษตรในระดับพื้นที่ การคัดเลือกเกษตรกรผู้นำในยุคนั้น เป็นเกษตรกรที่มาจากคำถามว่า หากเกิดปัญหาทางเกษตรขึ้นภายในหมู่บ้าน ใครคือผู้ที่เกษตรกรเข้ามาสอบถามปัญหาหรือขอคำปรึกษามากที่สุด ผู้นั้นก็จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเกษตรกรผู้นำ เพื่อให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว และเกิดผลดีที่สุด

เวลาผ่านไปจากจุดนั้นราว 10-15 ปี เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านนโยบายและอื่นๆ ที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายในการวางตำแหน่งของนักส่งเสริมการเกษตร มีการนำนักส่งเสริมการเกษตรไปใช้ในงานอื่นๆที่ไม่ใช่งานการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตร กลายเป็นเครื่องมือในการทำงานของนักการเมืองแทน งานพัฒนาการเกษตรของประเทศที่ผิดไปจากกรอบและหลักการทางวิชาการที่ชัดเจนจึงเริ่มต้นและขยายวงไปอย่างรวดเร็ว เกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ ขอคุยต่อตอนหน้าครับ


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ