ข่าวอินโฟเควสท์
17:00 ผู้นำชาติสมาชิก EU หารือประเด็นผู้อพยพวันนี้ หวังแก้ปัญหาข้อพิพาท   กลุ่มผู้นำชาติสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) บางส่วนได้เข้าร่วมการประชุมที่กรุงบรัสเ…
16:28 แบงก์ชาติจีนประกาศลดสัดส่วนการกันสำรองธนาคารพาณิชย์ เริ่ม 5 ก.ค.   ธนาคารกลางจีน (PBOC) ประกาศปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ใน…
15:12 กระทรวงคลังจีนเผยกำไรรัฐวิสาหกิจ 5 เดือนแรกพุ่งขี้น 20.9% ทะลุ 1.29 ล้านล้านหยวน   กระทรวงการคลังจีนเปิดเผยว่า กำไรของรัฐวิสาหกิจจีน (SOE) ในช่…

คอลัมน์: เกาะติดเศรษฐกิจ: แผนฯ 12 VS Thailand 4.0 (3)

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 22 สิงหาคม 2559 00:00:19 น.

"ประเทศไทย 4.0" หรือ "Thailand 4.0" เป็นคำใหม่ที่ถือว่าฮอตฮิตที่สุดในขณะนี้สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และผู้วางนโยบายของไทย  ซึ่งฮิตพอๆ กับกระแสโปเกมอนโก ที่ทุกคนต้องพูดถึง ทำความเข้าใจและปฏิบัติตามให้ได้

ประเทศไทยต้องการหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายประเทศไทยเข้าสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed Country)ในปี 2579 ตามวิสัยทัศน์ของร่างแนวคิด "แผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี  (พ.ศ.2560-2579)" โดยใช้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ "Thailand 4.0" เป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อให้การผลิตสินค้าและบริการปรับเปลี่ยนจากการได้กำไรต่อหน่วยต่ำ หรือที่ผลิตมากแต่ได้กำไรน้อย (More for Less) ไปสู่การผลิตสินค้าและบริการที่มีกำไรต่อหน่วยสูง (High Value Added) หรือที่ผลิตน้อยและได้กำไรมาก (Less for More) ผ่านการนำ "วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม" เข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจและธุรกิจให้มากขึ้น

"Thailand  4.0" ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในขณะนี้นั้น คงต้องยกเครดิตเต็มๆ ให้กับ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่เป็นผู้คิดคำ ตลอดจนแนวคิดและกลยุทธ์ต่างๆ ของ Thailand 4.0 จนทำให้รัฐบาลได้นำแนวคิดเรื่องนี้มาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ

สำหรับผมนั้น Thailand 4.0 หรือประเทศไทย 4.0 เป็นคำที่จำง่ายและสะดวกในการตีความและจินตนาการต่อเนื่องได้อย่างรวดเร็ว เพราะเข้ากับยุคสมัยของโทรศัพท์มือถือยุค 4G ที่ได้ผ่านการพัฒนามาแล้ว 4 ยุค หรือ 4 generation ซึ่งโทรศัพท์มือถือยุค 1G คือยุคแรกที่โทรศัพท์ไร้สายใช้เพื่อการโทร.คุยติดต่อด้วยเสียงอย่างเดียว ต่อมาได้พัฒนาเข้าสู่ยุค 2G คือยุคที่สองที่โทรศัพท์ไร้สายสามารถสื่อสารระหว่างกันด้วยการพูดคุยและเติมด้วยการส่งข้อความ

การพัฒนาได้ต่อเนื่องมาสู่ยุคที่ทำให้คนทั้งโลกใช้โทรศัพท์มือถือได้เต็มประสิทธิภาพขึ้นด้วยการสื่อสารกันด้วยเสียง ข้อความ ภาพ และเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ตลอดจน social network ได้อย่างดีในยุคที่สามหรือยุค 3G ล่าสุดคือโลกยุค 4G หรือยุคที่ 4 ที่เติมการสื่อสารให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้การทำงานและการทำธุรกิจผ่านระบบโทรศัพท์มือถือทำงานได้ครอบคลุม มีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากขึ้น จนทำให้เกิดความสำคัญที่เปลี่ยนแนวคิดการดำเนินธุรกิจของโลก คือ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต หรือ Internet of Things (IoT)

ซึ่ง Internet of Things หรือ IoT เป็นสิ่งที่ทุกคนคาดว่าในปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้นี้ บุคคล (Customer : C)  ธุรกิจ (Business : B) และรัฐบาล (Government : G) สามารถติดต่อสื่อสารหรือทำธุรกิจธุรกรรมระหว่างกันได้อย่างรวดเร็วผ่านคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอินเทอร์เน็ตในโลกยุคดิจิตอล 4G ที่ไร้พรมแดน จนทำให้แนวคิด C to C, C to B, C to G, B to B, B to G และ G to G เกิดได้แพร่หลายกว้างขวางมากขึ้นในอนาคต ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น  การใช้บัตรพร้อมเพย์ที่รัฐบาลและธนาคารพาณิชย์สนับสนุนให้ประชาชนใช้แทนเงินสดในปัจจุบัน

IoT ทำให้เกิดแนวคิดต่อไปว่าในอนาคตเครื่องจักรอุปกรณ์ (Machine : M) จะสามารถสื่อสารติดต่อพูดคุยกันเองโดยอัตโนมัติและสามารถทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมนุษย์จะใช้เวลาน้อยลงในการเข้าไปดูแลการทำงานของเครื่องจักรกลต่างๆ หรือ M to M เช่น รถยนต์สามารถเคลื่อนตัวไปถึงที่หมายได้เองผ่านการใช้ GPS จนทำให้เกิดคำที่ทั้งโลกตื่นตัวและใช้มากขึ้นคือ "อุตสาหกรรม 4.0" หรือ "Industry 4.0" ซึ่งผมคิดว่าเป็นรากฐานของแนวคิด Thailand 4.0 ที่เชื่อมโยงกับแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงครับ

"Industry 4.0" มาจากชื่อนโยบายอุตสาหกรรมแห่งชาติของประเทศเยอรมนีที่ประกาศเมื่อปี ค.ศ.2013 ซึ่งมีแนวคิดว่าโลกจะเข้าสู่ช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ภายใน 20 ปีข้างหน้า เพราะทุกประเทศมีการเชื่อมต่อกันอย่างไร้พรมแดนในทุกมิติ ทั้งความร่วมมือทางการค้า ความร่วมมือด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ทำให้หลายประเทศจำเป็นต้องปรับตัวสู่การพัฒนาในยุคอุตสาหกรรม 4.0 ตามกันไป เพื่อเพิ่มศักยภาพของตนเองในการแข่งขันของประเทศ มาดูยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในแต่ละยุคกันก่อนดีกว่าครับ

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 (Industry 1.0) เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1784 คือ ยุคของการใช้พลังงานจากไอน้ำ แทนการใช้แรงงานคนหรือสัตว์ หรือพลังงานธรรมชาติ เป็นยุคที่เริ่มต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรม สำหรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 (Industry 2.0)เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1870 เป็นการเปลี่ยนจากการใช้เครื่องจักรไอน้ำ มาใช้พลังงานไฟฟ้า ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตมาเป็นระบบโรงงาน ที่ผลิตสินค้าได้จำนวนมาก และต้นทุนการผลิตไม่สูง จนถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 (Industry 3.0) เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1969 ซึ่งเป็นยุคของการใช้อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีระดับสูง มีการปรับปรุงกระบวนการผลิตและระบบบริหารจัดการด้านคุณภาพ มีการใช้เครื่องจักรอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์ในการผลิตแทนแรงงานคนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น

สำหรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4  (Industry 4.0) คือการนำเทคโนโลยีดิจิตอลและอินเทอร์เน็ตมาใช้ในกระบวนการผลิตสินค้า จุดเด่นที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือสามารถเชื่อมความต้องการของผู้บริโภคแต่ละรายเข้ากับกระบวนการผลิตสินค้าได้โดยตรง โดยใช้กระบวนการผลิตที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิตอลครบวงจรแบบในลักษณะ Industrial automation  เพื่อให้เป็น "โรงงานอัจฉริยะ" หรือ "Smart Factory" สิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานแนวคิดของ Thailand 4.0 ครับ คุยต่อในครั้งหน้าครับ.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง