ข่าวอินโฟเควสท์
09:59 บลจ.ยูโอบี ออกกองทุนลงทุนตราสารหนี้ทั่วโลก IPO 24-28 พ.ค. รับตลาดผันผวน   นางสาวรัชดา ตั้งหะรัฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจ บลจ.ยูโอ…
09:58 ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว: นิกเกอิปิดเช้าลบ 146.67 จุด วิตกสงครามการค้ากระทบแนวโน้มเศรษฐกิจโลก   ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดภาคเช้าปรับตัวลงในวันน…
09:50 (เพิ่มเติม)กลยุทธ์การลงทุนรอบเช้าวันที่ 24 พฤษภาคม 2562   โบรกเกอร์ แนวรับ แนวต้าน กลยุทธ์ จากบทวิเคราะห์ ASL 1,600 1,620 ซื้อเล่นรอบเมื่อปรับท…
09:39 จับตาหุ้นเด่นวันนี้   นสพ.รายงาน มีลุ้นไปต่อ เก็งกำไร SAWAD เข้าคำนวณ SET50 เดือนมิ.ย.นี้ เตรียมเพิ่มทุน BFIT มากกว่า 50% รับผลประโยชน์เต็มๆ ขณ…
09:37 ก.ยุติธรรมสหรัฐแจ้งข้อหาใหม่"จูเลียน แอสซานจ์"อีก 17 กระทง ข้อหาจารกรรมข้อมูลลับ   กระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้แจ้งข้อหาใหม่ 17 กระทงต่อนายจูเลียน แ…

สนช.-สปท.แม่น้ำ 2 สาย คสช.ขับเคลื่อน ปรองดอง-นิรโทษกรรมเสนอได้ แต่ใครเจ้าภาพ?

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พุธที่ 11 มกราคม 2560 00:00:31 น.

เข้าสู่ปี 2560 การขับเคลื่อนเรื่อง ปฏิรูปประเทศปรองดอง เห็นได้ชัดว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พยายามจะชูประเด็นนี้เป็นธงหลักในการทำงานในรอบปีนี้ให้มากขึ้นกว่า 2 ปีที่ผ่านมาของ คสช. ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ คสช.เริ่มมองเห็นแล้วว่า ปัจจุบันก็ถือว่า คสช.จะเข้าสู่ปีที่ 3 ของการทำรัฐประหารแล้ว แต่ผลงานเรื่องปฏิรูป-ปรองดอง ที่พลเอกประยุทธ์ประกาศไว้เมื่อวันทำปฏิวัติ 22 พ.ค.2557 ดูเหมือนจะไม่มีความคืบหน้าออกมาเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้

"ตามสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขตปริมณฑล และพื้นที่ต่างๆ ของประเทศหลายๆ พื้นที่ เป็นผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บ และเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง และเหตุการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มขยายตัว จนอาจเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงที่ จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์ สินของประชาชนโดยรวมนั้น เพื่อให้สถานการณ์ดังกล่าวกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ประชาชนในชาติเกิดความรัก ความสามัคคี เช่นเดียวกับห้วงที่ผ่านมา

ตลอดจนเพื่อเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ เพื่อให้เกิดความชอบธรรมกับทั่วทุกฝ่าย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วย กองทัพบก กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงมีความจำเป็นต้องเข้าควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป" (คำประกาศรัฐประหาร 22 พ.ค.57 โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา)

จากคำประกาศดังกล่าว จะเห็นได้ว่า มีการให้สัญญาประชาคมเรื่องปฏิรูปไว้ดังนี้
เพื่อเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ เพื่อให้เกิดความชอบธรรมกับทั่วทุกฝ่าย
ขณะที่เรื่องการสร้างความปรองดอง ความสามัคคีอยู่ในคำประกาศ คสช. ฉบับแรกที่ว่า
เพื่อให้สถานการณ์ดังกล่าวกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ประชาชนในชาติเกิดความรัก ความสามัคคี เช่นเดียวกับห้วงที่ผ่านมา

ทั้ง 2 เรื่องพบว่า หลายฝ่ายยังมองว่า แม้แม่น้ำ 5 สายของ คสช. จะพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้ผ่านกลไกต่างๆ เช่น ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือการออกกฎหมายบางฉบับ แต่ก็ยังไม่โดนใจประชาชนเท่าที่ควร

หากโฟกัสไปที่เรื่อง การสร้างความปรองดอง จะเห็นได้ว่า ที่ผ่านมากลไกแม่น้ำ 5 สายของ คสช.พยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้มาตลอด มีการศึกษา เสนอแนะ จัดทำรายงาน จัดประชุม เปิดเวทีเสวนาเรื่องนี้ มาหลายครั้งหลายชุด

อาทิ ข้อเสนอของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ และคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง (คศป.) ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เสนอแนวทางการสร้างความปรองดองและการนิรโทษกรรมคดีการเมืองที่มีข้อเสนอ เช่น หากรัฐบาลมีความประสงค์จะนำ "การนิรโทษกรรม" มาใช้ในการเสริมสร้างความปรองดอง นำชาติสู่สันติสุข สิ่งสำคัญที่ควรทำคือ การดำเนินการในหลายระดับอย่างเป็นกระบวนการ โดยให้ความสำคัญกับการแสวงหาข้อตกลงระหว่างคู่ขัดแย้ง ทั้งในระดับแกนนำและผู้สนับสนุน รวมทั้งสร้างให้เกิดบรรยากาศที่พร้อมรองรับการปรองดอง และมีความเข้าใจในขอบเขตของการนิรโทษกรรมในระดับสังคมในวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม หลังมีการเสนอรายงานดังกล่าว และ สปช.ลงมติเห็นชอบข้อเสนอต่างๆ ที่ถูกส่งต่อไปยังรัฐบาล คสช.ก็เงียบหายไปตามความคาดหมาย

เช่นเดียวกับฝ่าย ทหาร-คสช. ก่อนหน้านี้ก็เคยมีการตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) โดยมี พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ เป็น ผอ.ศปป.คนแรก แต่ทำงานไปได้สักระยะมีการเรียกคู่ขัดแย้งทางการเมืองหลายคน นักวิชาการ ไปให้ความเห็น ถึงตอนนี้ศูนย์ดังกล่าวก็ไม่ได้มีบทบาทอะไร ไม่มีการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม

ตัวอย่างข้างต้นจึงแสดงให้เห็นว่า ที่ผ่านมาเรื่องการสร้างความปรองดอง ดูเหมือน คสช.เองก็ตั้งหลักไม่ถูกว่าจะทำอย่างไร จะเริ่มต้นที่จุดไหน เพราะมีการศึกษา มีการทำข้อเสนอต่างๆ ออกมามากมาย ไม่ใช่แค่นี้ จนเกิดหลายแนวคิด สารพัดข้อเสนอ

สาเหตุหลักที่ทำให้การขับเคลื่อนเรื่องปรองดอง ไม่คืบหน้า ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะ ยังหา เจ้าภาพหลัก ไม่ได้ ผนวกกับ คสช.-รัฐบาล เองก็คงมองว่า ตัวเองปัจจุบันก็เป็น คู่ขัดแย้ง ทางการเมืองไปด้วยกับบางฝ่าย โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย-นปช.-คนเสื้อแดง

ดังนั้นหาก คสช.จะมารับบทเจ้าภาพเรื่องนี้ ก็คงติดขัด ไม่ได้รับความร่วมมือใดๆ ขณะเดียวกัน หากจะไปใช้กลไกบางอย่าง เช่น การใช้มาตรา 44 หรือการออกมติ ครม.เพื่อเยียวยาปัญหาต่างๆ ก็อาจไม่ได้รับการยอมรับ เพราะไม่ว่าจะทำแบบไหน ก็ต้องมีอีกฝ่ายไม่เห็นด้วย อาจเสี่ยงที่จะเสียแนวร่วมของตัวเอง เลยทำให้ที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ก็เลยไม่ได้ขยับอะไรเรื่องนี้จริงจัง แต่ก็มีข่าวว่า ก็พยายามจะหาช่องทางอยู่เหมื อนกัน ว่าจะให้กลไกอื่นๆ ไปขับเคลื่อนแทน เช่น สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนปฏิรูประเทศ เป็นต้น

ในส่วนของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถือเป็นอีกหนึ่งแม่น้ำ 5 สาย คสช.ที่น่าจับตามอง เพราะต้องไม่ลืมว่า สนช.คือฝ่ายนิติบัญญัติ ที่นอกจากเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แล้ว รธน.ฉบับชั่วคราวปี 2557 ยังให้อำนาจ สนช.เสนอชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.หรือเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ได้ ยิ่ง สนช.ชุดนี้มีที่มาเหมือนกันคือ มาจาก คสช. หาก สนช.มีความเห็นเป็นเอกภาพ การผลักดันร่าง พ.ร.บ.ต่างๆ ออกมาให้มีผลบังคับใช้ จึงทำได้อย่างมีเอกภาพและรวดเร็ว หาก สนช.ส่วนใหญ่เอาด้วย ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว กับการเสนอแก้ไขมาตรา 7 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ ในเรื่อง อำนาจการเสนอแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งสุดท้ายที่ประชุม สนช.ก็เห็นชอบ 3 วาระรวด ดังนั้นหาก สนช.เอาด้วยกับเรื่องการสร้างความปรองดอง โดยผ่านกลไกทางกฎหมาย ยิ่งหากมีสัญญาณมาจาก คสช.ด้วยแล้ว ก็อาจเห็นมีประเด็นให้ต้องติดตาม

ซึ่งล่าสุดมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เพราะพบว่าทาง คณะกรรมาธิการการเมืองของ สนช. ที่มีกล้านรงค์ จันทิก เป็นประธาน ได้มีการศึกษาเรื่องการสร้างสังคมสันติสุข การสร้างความปรองดองมาหลายเดือนแล้ว โดยมีการตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ คือ คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความยุติธรรม ที่มี ภัทรศักดิ์ วรรณแสง รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1/อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม/สนช. เป็นประธาน

เบื้องต้นมีข่าวว่า อนุ กมธ.ชุดนี้มีการคุยกันถึงเรื่องการสร้างความปรองดอง และมีการคุยกันถึงเรื่องการร่าง พ.ร.บ.สำคัญหนึ่งฉบับเพื่อนำไปสู่การปรองดอง การนิรโทษคือ "ร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความยุติธรรมทางอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับมูลเหตุจูงใจทางการเมือง พ.ศ...." หรืออาจใช้ชื่อ "ร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความยุติธรรม เพื่อสนับสนุนกระบวนการสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ..." ที่พิจารณา กันมาหลายครั้งแล้ว และมีการเสนอให้ที่ประชุมใหญ่ กมธ.การเมืองพิจารณา ซึ่งที่ประชุมก็เห็นด้วยในหลักการ แต่ยังท้วงติงในรายละเอียดบางเรื่องอยู่ และเป็นห่วงเรื่องการสื่อสารกับสังคมให้เข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องการนิรโทษกรรม จึงทำให้ยังไม่ได้ข้อสรุปจากที่ประชุม กมธ.ชุดใหญ่อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางกระแสข่าวว่า สนช.หลายคน โดยเฉพาะที่อยู่ใน กมธ.การเมือง พยายามจะไม่อยากให้เป็นข่าว จนกว่าจะได้ข้อสรุปจัดทำเป็นรายงานอย่างเป็นทางการออกมา

ข่าวแจ้งว่า สนช.บางคนมองว่าเรื่องนี้ค่อนข้างอ่อนไหว มีผลทางการเมืองสูง จึงต้องคุยกันหลายรอบว่าจะเอาด้วยหรือไม่ อย่างไร ซึ่งหากเสียงส่วนใหญ่เอาด้วย สั่งให้เดินหน้า ก็อาจมีการจัดทำรายงานเสนอไปยังประธาน สนช. และต้องดูว่าหากเสนอไปแล้ว รัฐบาลจะรับลูกไปออกเป็นกฎหมายหรือไม่ หรือจะให้ สนช.ร่วมกันลงชื่อเสนอเป็นร่าง พ.ร.บ.ให้ที่ประชุม สนช.พิจารณาได้หรือไม่ ซึ่งขั้นตอนตรงนี้ คาดว่าคงต้องคุยกันอีกหลายรอบ จนกว่าจะได้ข้อสรุป

"หลักการใหญ่เท่าที่คุยกันแบบไม่เป็นทางการใน กมธ.ก็มีการแสดงความเห็นกันหลากหลาย แต่หลักๆ คือหากจะเดินหน้าเรื่องนี้ หลักการและเหตุผลของการผลักดันให้มีการออกกฎหมายเพื่อสร้างความปรองดอง จะต้องไม่ใช่ การออกกฎหมายเพื่อนิรโทษกรรม ที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง แต่เป็นเรื่องการอำนวยความยุติธรรมทั้งระบบ เพื่อทำให้ทุกฝ่ายยอมรับและเป็นบันไดไปสู่การปรองดอง การพูดคุยกัน

เท่าที่หารือกับ สนช.ด้วยกันเอง ก็ยังไม่ตกผลึกในเรื่องนี้ ยังมีความเห็นที่หลากหลายกันอยู่ บางส่วนก็เห็นว่าหากจะทำเรื่องนี้จริง โมเดลที่อาจเป็นไปได้ ข้อเสนอของ กมธ.ปรองดองชุด ดร.เอนก น่าจะเป็นแนวทางที่พอรับกันได้ แต่ก็มีบางคนไม่เห็นด้วย คงอีกสักระยะกว่า สนช.จะคุยกันเรื่องนี้ลงตัว" แหล่งข่าวใน สนช.คนหนึ่งให้ข้อมูล โมเดลข้อเสนอเพื่อสร้างความปรองดอง สังคมสันติสุข ที่ กมธ.ของ สนช.กำลังศึกษาอยู่ สุดท้ายจะพัฒนาถึงขั้นนำเสนอเป็นร่าง พ.ร.บ.ส่งไปให้รัฐบาลและ สนช.ผลักดันให้เป็นกฎหมายได้หรือไม่ เช็กกระแสความเห็นของคนใน กมธ. รวมถึง สนช.บางส่วนพบว่า ดูเหมือนจะยังไม่มั่นใจเต็มร้อยนัก เหมือนกับรอสัญญาณอะไรบางอย่างอยู่?.

กมธ.สภาขับเคลื่อนฯ ดันโมเดล ยอมรับผิดพักการลงโทษ

อีกหนึ่งแม่น้ำ 5 สาย คสช.ที่ขยับเรื่องปรองดอง นิรโทษกรรม โดยไม่รอ สนช. ก็คือสภาขับ          เคลื่อนปฏิรูปประเทศ ที่ล่าสุด กมธ.ขับเคลื่อน    การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ที่มีเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน ได้มีข้อเสนอเบื้องต้นผ่าน รายงานเรื่อง "การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง" ที่เตรียมนำเสนอให้ที่ประชุม สปท.พิจารณา

สาระสำคัญที่น่าสนใจก็เช่น กมธ.มองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่มีมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานนับ 10 ปีนั้น มีสาเหตุหลักที่เกิดจากจากความขัด    แย้งทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ทางสังคม และกระบวนการ ยุติธรรม แต่เมื่อเจาะลึกลงไปเฉพาะความขั ดแย้งทางการเมือง ได้พบว่า สาเหตุความขัดแย้งที่นำพาให้สังคมไทย มาสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อและเกิดการเผชิญหน้าอย่างรุนแรง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 ถึง พ.ศ.2557 คือ ความขัดแย้งระหว่างนักการเมือง หรือนักการเมืองเป็นฝ่ายที่ก่อให้เกิดขึ้นเป็นส่วนใหญ่ที่เป็นตัวเริ่มต้นของ ความแตกแยกและความขัดแย้งของคนในชาติ อันเนื่องมาจากความต้องการแสวงหาอำนาจและแสวงหาผลประโยชน์จากกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งการแข่งขันช่วงชิงอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินที่ผ่านมา ทำให้นักการเมืองของแต่ละพรรคการเมืองไม่อาจแสวงหาจุดร่วมกันได้ด้วยการออมชอมหรือการประนีประนอมกัน

ข้อเสนอดังกล่าว มีการเสนอมาตรการแก้ปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมืองและสร้างความปรองดอง โดยจำแนกการแก้ปัญหาออกเป็น 3 ระดับ ระยะแรก ปัญหาทางการเมืองที่ผ่านมา ซึ่งเนื้อหาอ้างอิงไปถึงต้นเหตุของความขัดแย้ง ระยะที่สองปัญหาการเมืองในปัจจุบันนั้น ในรายงานเสนอให้มีการปฏิรูปให้แล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้งหลายด้าน อาทิ การสร้างความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองอย่างยั่งยืน ให้มีการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ เพื่อฟื้นฟูและสร้างประเทศให้เจริญรุ่งเรือง ประชาชนมีความผาสุก ให้กระบวนการยุติธรรมเกิดความเชื่อมั่นต่อการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

โดย กมธ.ระบุถึงการแก้ปัญหาคนที่ต้องคดีในช่วงวิกฤติการเมืองที่ผ่านมา โดยแยกออกเป็น (1) มาตรการแก้ปัญหาต่อกลุ่มแกนนำผู้สั่งการ และฝ่ายประชาชน (2) ใช้มาตรการทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ต่อผู้ชุมนุมทางการเมือง โดยหลักการของการให้โอกาส

"ให้โอกาสผู้ถูกล่าวหาทางอาญาที่เกี่ยวกับการเมือง และยังหลบหนีอยู่ในประเทศและอยู่ต่างประเทศ โดยให้ได้กลับเข้ามาประเทศไทย พร้อมให้มีการใช้หลักทรัพย์ประกันตัว (ปล่อยตัวชั่วคราว) ไปต่อสู้คดีได้ทุกกรณี ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติไว้ ส่วนคดีความที่ได้มีคำพิพากษาและคดีได้ถึงที่สุดไปแล้ว อันมิใช่คดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 211 และมิใช่คดีที่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน ให้ชะลอการลงโทษไว้ก่อนและให้ ปล่อยตัวไป โดยมีเงื่อนไขห้ามบุคคลดังกล่าวกระทำการใดๆ ที่เกี่ยวกับการเมืองไม่ว่าจะอยู่เบื้องหน้าหรือเบื้องหลังปัญหาการเมืองไทย".

ข่าวที่เกี่ยวข้อง