คอลัมน์: รายงานพิเศษ: สื่อฯปะทะอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ผลประโยชน์ ปชช.เป็นเดิมพัน

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อังคารที่ 31 มกราคม 2560 00:00:38 น.

ประเด็นร้อนๆ ระหว่าง "สื่อมวลชน" กับ "อำนาจ รัฏฐาธิปัตย์" ผ่านตัวแทน กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน สปท. นำโดยพล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร  เป็นประธานกรรมาธิการฯ ได้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน หรือร่าง พ.ร.บ.คุมสื่อ ตามที่ 30 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนแถลงข่าวคัดค้าน ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา

ความเป็นมาของร่างกฎหมายดังกล่าวนี้ เดิมได้เดินตามเจตนารมณ์ของ รธน. 40 และ 50 ที่มุ่งคุ้มครองเสรีภาพ ตามกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพ แต่ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายและกติกากลางกำกับดูแล จนมาถึงการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 ทหารได้มีแนวคิดควบคุมสื่อเกิดขึ้น ผ่านการผลักดันกฎหมายคุมสื่อมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ กรธ.ยกร่างฯ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณเป็นประธาน ได้บัญญัติวางหลักให้มีกฎหมายจัดตั้งองค์กรวิชาชีพสื่อเอาไว้

แต่เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวไม่ผ่านความเห็นชอบจาก สปช. ที่ก็ยกร่างระดับร่าง พ.ร.บ.ที่สอดคล้องกัน แต่ทั้งสองร่างกฎหมายดังกล่าวก็ตกไปพร้อมสององค์กรดังกล่าวด้วย ก่อนที่ สปท. จะปัดฝุ่นนำร่างกฎหมายนี้ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง จนเป็นกฎหมายที่สื่อออกมาคัดค้านจนถึงที่สุด

สาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว คือกำหนดให้การจัดตั้งองค์กรวิชาชีพเพื่อกำกับดูแลกันเองของสื่อมวลชนต้องไปจดแจ้งกับสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ และจัดตั้ง "สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ"  โดยให้มีอำนาจขึ้นทะเบียน ออกและเพิกถอนในอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน และมีอำนาจสั่งปรับองค์กรสื่อมวลชนต่างๆ ที่ไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของสภาฯ ในอัตราสูงสุดถึง 150,000 บาท

คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ประกอบด้วยผู้แทนสมาชิกสภาวิชาชีพ 5 คน ปลัดกระทรวง 4 คนจากสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงการคลัง แล้วไปเลือกกกรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 4 คน รวมเป็น 13 คน

โดยผลกระทบจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ตามที่ 30 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน เล็งเห็นคือ ข้อ 1.ให้อำนาจแก่สภา วิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติในการขึ้นทะเบียน ออกและเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน รวมถึงการสั่งปรับในอัตราที่สูง ทำให้มีโอกาสที่ฝ่ายการเมืองจะเข้ามาแทรกแซงการใช้อำนาจนี้ผ่านตัวแทนของภาครัฐและกลุ่มจัดตั้งที่เข้ามาเป็นคณะกรรมการสภาวิชาชีพแห่งชาติ

ข้อ 2.เมื่อฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงการใช้อำนาจใน การขึ้นทะเบียน ออกและเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพฯ ก็จะทำให้การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนถูกแทรกแซง ถูกข่มขู่โดยใช้กฎหมายนี้มาเล่นงานไม่ให้ทำหน้าที่เสนอข่าวได้อย่างอิสระ ประชาชนก็จะไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารได้อย่างเต็มที่และรอบด้าน

ข้อ 3.ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่เกรงกลัวกฎหมายนี้ ก็จะไม่กล้าทำหน้าที่ของตนอย่างมีอิสระ ทำให้กระทบต่อสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน

ข้อ 4.ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนได้พัฒนาระบบการกำกับดูแลกันเองด้านจริยธรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อยกระดับความรับผิดชอบของสื่อมวลชนและตอบสนองความเปลี่ยนแปลงของสังคม รวมทั้งมุ่งมั่นที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป

นายเทพชัย หย่อง ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มองว่า ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวนั้นเป็นเหมือนการถอยหลังเข้าคลอง กลับไปในยุคที่อำนาจรัฐและการเมืองเข้ามามีอิทธิพลครอบงำการทำงานของสื่อได้มากกว่าที่เคยมีมา สำหรับโครงสร้างสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติจะมีกรรมการจำนวน 13 คน มีกรรมการจำนวน 4 คน ที่เป็นปลัดกระทรวงหรือตำแหน่ง ซึ่งชัดเจนว่าปลัดกระทรวงต้องเป็นคนที่สื่อถูกตรวจสอบ แต่กลับกันจะมาเป็นคนที่ตรวจสอบสื่อเสียเอง

" สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้คือการชงกฎหมายใส่พานให้กับนักการเมืองที่ต้องการกลับมาจะบริหารประเทศหลังจากการเลือกตั้ง ถือเป็นอันตรายที่ไม่ใช่ต่อผู้ทำวิชาชีพสื่อมวลชน แต่เป็นต่อเสรีภาพ การรับรู้ข่าวสาร และอันตรายต่อการตรวจสอบอำนาจรัฐของภาคประชาชน"

อย่างไรก็ดี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร  ประธาน กมธ. ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ก็ยังยืนยันเดินหน้าเต็มที่ โดยจะนำร่างกฎหมายเสนอต่อวิป สปท. ในวันที่ 2 ก.พ.นี้ ส่วนการบรรจุในวาระการประชุมของ สปท.ก็ขึ้นกับการพิจารณาของวิป สปท. ต่อไป และยืนยันว่ากฎหมายดังกล่าวนี้ ที่เปิดโอกาสให้ปลัด 4 กระทรวงเข้ามาทำหน้าที่ โดยเฉพาะปลัดกระทรวงการคลัง จะเข้าไปดูแลในเรื่องงบประมาณให้องค์กรวิชาชีพสื่อ สวัดิภาพสื่อให้ดีขึ้น

"ขอยืนยันว่า ทุกอาชีพก็ต้องมีสภาวิชาชีพข้ามาดูแล ทั้งสิ้น อาทิ แพทย์ ทนายความ แม้แต่วินมอเตอร์ไซค์ ที่ต้องมีการออกใบอนุญาตเพื่อป้องกันไม่ให้มีการคิดราคาเกินจริง ดังนั้นจึงอยากให้ทุกฝ่ายไม่ต้องกังวลสำหรับกฎหมายฉบับนี้ เพราะหากเราไม่ได้ทำผิดก็ไม่ต้องกังวลอะไร ส่วนในประเด็นที่ 30 องค์กรสื่อเป็นห่วงในเรื่องการแทรกแซงสื่อหรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพสื่อ หากมีการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ก็ต้องไปโทษ 5 กรรมการองค์กรวิชาชีพสื่อที่มาจากสื่อมวลชนว่าไม่ทำหน้าที่"

หลังจากนี้ต้องจับตาว่า เรื่องนี้จะจบลงอย่างไรเพราะทางด้านองค์กรสื่อฯ ก็ประกาศคัดค้านกฎหมายนี้จนถึงที่สุด ขณะที่ภาครัฐก็มีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์เป็นเครื่องมือผลักดันแบบสุดซอย โดยมีเสรีภาพการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนเป็นเดิมพัน.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง