ชี้ความขัดแย้งคือนักการเมืองรัฐบาลปิดประตูนิรโทษกรรม

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560 00:00:25 น.
ทีมข่าวการเมือง

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ หรือวันวาเลนไทน์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความปรองดองอย่างเป็นทางการ ภายหลังที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณากลั่นกรองเสนอคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) แบ่งออกเป็น 4 คณะ

โดยคณะที่มีความสำคัญและสังคมเฝ้าจับตาว่าจะสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาได้หรือไม่ คือคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรองหัวหน้า คสช.ในฐานะรองประธานเป็นโต้โผหลักในเรื่องนี้

คณะทำงานชุดดังกล่าวยังได้ตั้งคณะอนุกรรมการรับฟังความเห็นเพื่อสร้างความปรองดอง ที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับฟังความเห็นจากพรรคการเมืองต่างๆ อาทิ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคชาติพัฒนา ในส่วนพรรคเพื่อไทย คาดว่าจะมาให้ความเห็นในสัปดาห์หน้า เพื่อนำข้อเสนออย่างรอบด้านจากทุกฝ่ายเสนอต่อ ป.ย.ป.ออกเป็นมาตรการหรือกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง รวมทั้งมาตรการเยียวยาต่างๆ

สำหรับการรับฟังความเห็นของพรรคการเมืองส่วนใหญ่เห็นตรงกัน ต้องการให้รัฐบาลทหารคืนอำนาจให้แก่ประชาชนโดยเร็วผ่านการเลือกตั้ง โดยนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ  ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา เสนอให้ทุกฝ่ายลืมความขัดแย้งในอดีตและยอมถอยกันคนละก้าว พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เรียกร้องให้ทุกอย่างเดินไปข้างหน้าตามกระบวนการยุติธรรม เชื่อว่าจะสร้างความปรองดองได้ ยกเว้นกรณีประชาชนทั่วไปที่ร่วมชุมนุมและผิดกฎหมายพิเศษ กับความผิดที่เป็นความผิดเล็กน้อย ซึ่งเห็นว่านิรโทษกรรมได้เลย และไม่เชื่อเรื่องการให้สัตยาบันว่าจะทำให้เกิดความปรองดองได้

ส่วนพรรคเพื่อไทยมีความเป็นห่วงในเรื่องความเป็น กลางของ คสช. ที่ไล่เช็กบิลฝ่ายตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในระดับแกนนำ อีกทั้งยังมีบรรดาเครือข่ายเรียกร้องการปรองดองแบบสุดโต่ง เช่น นายชินวัตร หาบุญพาด อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และสมาชิกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระบุว่า ต้องเปิดใจกว้างและนิรโทษกรรมแบบสุดซอย คดีการเมืองทุกคดี, คดีผิดกระบวนการกฎหมายอาญา มาตรา 112 หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ และนิรโทษกรรมคดีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ด้วย

นอกจากนี้ทางด้านสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ก็ผลักดันข้อเสนอเรื่องการปรองดองเช่นกัน ภายใต้คณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษา รวบรวมความเห็น วิเคราะห์และสังเคราะห์ประเด็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทางการเมืองในคณะ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มีนายสังสิต พิริยะรังสรรค์ เป็นประธาน ที่ผ่านมาได้เชิญ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ และนายวุฒิสาร ตันไชย ในฐานะประธานคณะผู้วิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สถาบันพระปกเกล้า เข้ามาแลกเปลี่ยนความเห็น เพื่อผลักดันความเห็นเสนอต่อรัฐบาล ซึ่งเชื่อว่าคงเป็นแนวทางสอดคล้องกับคณะ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. ที่มีการสร้างความปรองดองตามกระบวนการยุติธรรม

ขณะที่ สนช.ก็ไม่น้อยหน้า โดยคณะกรรมาธิการการเมือง ที่มี นายกล้านรงค์ จันทิก เป็นประธาน ก็จ่อชงร่างกฎหมายอำนวยความยุติธรรมอาญา ระหว่างเหตุการณ์การชุมนุมตั้งแต่ปี 2548-22 พ.ค.2557 และเห็นควรลดโทษในผู้ต้องหา หรือจำเลยในคดีอาญาที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง แต่คดีที่เกี่ยวกับ การทุจริต หมิ่นเบื้องสูง รวมทั้งเจตนาฆ่า ไม่ได้ประโยชน์จากกฎหมายนี้

ทางด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ยืนยันหนักแน่นว่า จะไม่ยอมให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมตามที่นักการเมืองเรียกร้องอย่างแน่นอน

"ผมยังไม่เคยพูดเรื่องนี้สักคำ อย่าไปหวาดระแวงตรงนั้น ผมถามว่าถ้าตกลงเกี้ยเซี้ยอย่างที่ว่า มันทำได้ไหม สื่อยอมเหรอ ใครยอม ไม่รู้ แต่ขอให้ได้วิพากษ์วิจารณ์ไปด้วย ผมก็รู้ ผมยืนยันไปแล้ว ไม่มีการพูดเรื่องนิรโทษกรรม" นายกฯ กล่าวยืนยัน

สอดคล้องกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า เคยพูดไปแล้วเรื่องกระบวนการปรองดองจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม การนิรโทษกรรม การอภัยโทษ รวมถึงเรื่องในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งเราถามว่าในปัจจุบันนี้จนถึงอนาคต เราจะอยู่กันอย่างไรให้เกิดความปรองดองและสันติสุข สามารถนำประเทศเดินต่อไปข้างหน้าได้ ซึ่งถือเป็นคนละขั้นตอน อย่าเอาไปปนกัน

อย่างไรก็ตาม แม้การประชุมในสัปดาห์แรกพรรคการเมืองต่างๆ จะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็น และพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ ตามที่ คสช.ให้ข่าว แต่ก็ใช่ว่าแนวทางสร้างความปรองดองของ คสช.จะสำเร็จได้ง่ายๆ หากไม่มีการนิรโทษกรรมตามที่มีการเสนอ เพราะยังมีปัจจัยแทรกแซงอย่างเช่น กรณีที่ คสช.ยังดำเนินการไล่ล่าเอาผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ จากความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว โดยใช้คำสั่งทางปกครองสั่งยึดทรัพย์ 3.5 หมื่นล้านบาท ไม่นับคดีอาญาในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาในศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่คาดว่าจะพิพากษาภายในปี พ.ศ.2560

ไม่นับรวมบทบาทของตัวการคนสำคัญอย่าง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งยังมีพรรคเพื่อไทย และมวลชนเสื้อแดง เป็นขุมกำลังเคลื่อนไหวต่อสู้อยู่ ที่เชื่อว่าใช้เป็นเครื่องมือต่อรองสร้างความปรองดองให้แก่ตัวเองและคนในครอบครัว

จึงเป็นโจทย์ท้าทาย สำคัญที่ คสช.จะต้องประเมินความคุ้มได้คุ้มเสีย และจะเลือกแนวทางการสร้างความปรอง  ดองอย่างไรให้เห็นผลเป็นรูปธรรม และไม่มุ่งช่วยเหลือนักการเมืองหรือพรรคพวกตัวเอง ที่ล้วนแล้วมีส่วนสร้างความขัดแย้งในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ดังที่การแถลงข่าวของ พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะโฆษกและประธานคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ซึ่งสรุปภาพรวมหลังแลกเปลี่ยนความเห็นกับพรรคการเมืองในตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า

"ปัญหาหลักของความขัดแย้งคือปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน และการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ขณะที่ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้มีปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่คน ประชาชนไม่ไว้วางใจนักการเมือง เนื่องจากนักการเมืองไม่เคารพสิทธิและรับฟังกันและกัน ภายใต้รัฐธรรมนูญ และขาดสปิริตความรับผิดชอบ" โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าว

ดังนั้นหาก คสช.ยึดแนวทางของตัวเองตามที่นายกฯ ประกาศเอาไว้ โดยไม่นิรโทษกรรมช่วยนักการเมือง หรือแกนนำทุกกลุ่มอย่างเสมอภาค และปล่อยให้คดีความต่างๆ เดินหน้าไปตามกระบวนการยุติธรรม และจบลงที่ศาล ก็เชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นได้.

"ไม่นับรวมบทบาท  ของตัวการคนสำคัญอย่าง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งยังมีพรรคเพ อไทย และมวลชนเสื้อแดง เป็นขุมกำลังเคล อนไหวต่อสู้อยู่ ที่เช อว่าใช้เป็นเคร องมือต่อรองสร้างความปรองดองให้แก่ตัวเองและคนในครอบครัว"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง