คอลัมน์: โลกใบใหม่: โศกนาฏกรรมความเชื่อกับขบวนการใช้ทุนสั่งสมบุญ เพื่อขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้า!

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 11 มีนาคม 2560 00:00:49 น.
อภิชาต ทองอยู่
tapichart@hotmail.com

ตลอดช่วงกว่าสิบวันที่ผ่านมา การจัดการกับวัดธรรมกายที่ "ดีเอสไอ" เร่งค้นหาตามตัว "ธัมมชโย" ในฐานะผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการ แต่มีการขัดขวางจนบานปลายกลายเป็นคดีความเพิ่มขึ้นอีกมากมาย ขยายวงไปถึงกลุ่มคนใกล้ชิดผู้ต้องหา! จนกระทั่งมีการถอดยศปลดสมณศักดิ์ผู้ต้องหาและพระผู้ให้ความร่วมมือกับผู้ต้องหา กลายเป็นข่าวใหญ่ต่อเนื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง!

ปรากฏการณ์ธัมมชโยกับธรรมกาย ที่จริงแล้วพฤติกรรมของสงฆ์กลุ่มนี้ สร้างความกังวลใจของสังคมมาได้ระยะหนึ่งพอสมควรทีเดียว จากคำสอน รูปแบบการจัดตั้ง ความใหญ่โต ความมั่งคั่ง การขยายตัว และความโยงใยกับการเมืองที่ไม่เปิดเผยอย่าง มีนัยสำคัญ ซึ่งหากพิจารณาดูก็จะเห็นว่า การเกิด และความเคลื่อนไหวของธรรมกาย ไม่ได้เป็นการปรากฏเกิดเป็นตัวตนแบบเอกเทศในฐานะลัทธิใดลัทธิหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น ลัทธิเซน ลัทธิเต๋า ที่ทำให้ผู้คนมองแยกแยะให้ต่างจากการปฏิบัติตัวของสงฆ์ไทยในพุทธศาสนา ซึ่งหากเปิดตัวเป็นลัทธิเอกเทศ ธรรมกายก็อาจใช้คำสอนและแนวทางปฏิบัติที่ต่างจากพุทธศาสนาได้แบบเฉพาะตน แต่วัดธรรมกายที่ธัมมชโยเป็นผู้นำได้ก่อเกิดจากความเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนาในประเทศไทย ที่ได้บวชและขยายพื้นที่แห่งตัว บนพื้นฐานกฎกติกาของพระพุทธศาสนา จึงแน่นอนว่าต้องประพฤติปฏิบัติตามกฎหมายสงฆ์และกฎหมายบ้านเมืองไทย! ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่ มั่งคั่ง มีผู้คนเคารพศรัทธามากเพียงใดก็ตาม!

สถานการณ์กรณีธัมมชโยที่กำลังเดินหน้างวดเข้าทุกทีนั้น มีผลให้ผู้คนหวั่นไหวถึงอนาคตการอยู่ร่วมกันในสังคม และต่างก็เฝ้าดูว่า "ความเชื่อ" กับ "กฎหมาย" ที่เผชิญหน้ากันอยู่ว่าจะนำพาบ้านเมืองไปสู่ผลสรุปแบบใด? เพราะเมื่อธรรมกายเผชิญหน้ากับกฎหมายบ้านเมือง ก็มีการสร้างกลไกกระบวนการบิดพลิ้วต่อต้านแข็งขืน! จนดูเหมือนกฎหมายบ้านเมืองไม่ได้มีไว้สำหรับผู้นำและฝูงชนในอาณาจักรธรรมกาย! แถมมีการสื่อสารอธิบายความสารพัดวาทกรรม/มีการผลิตสื่อที่สุดจะดรามาหลากแง่มุมสู่สังคมในช่วงเวลาที่หนีการตรวจสอบจับกุม! แต่ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเช่นไร เสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการทำงานการบริหารจัดการขององค์กรศาสนาและคณะสงฆ์ ก็ดังกระหึ่มบ้านเมืองขึ้นแล้ว! นับแต่เกิดปัญหาในวงการสงฆ์มากมายหลายเรื่อง สังคมไทยปรารถนาให้มีการสังคายนาวงการสงฆ์ในทุกมิติ เพื่อให้เหมาะสมเท่าทันโลกยุคใหม่และความซับซ้อนของปัญหาที่เกิดขึ้นต่อพระสงฆ์ คณะสงฆ์ วงการพุทธศาสนา การบริหารจัดการวัด ศาสนสถาน และสมบัติของศาสนา รวมทั้งการพัฒนามาตรการที่จะช่วยปกป้องปัญหาที่สร้างความแปดเปื้อนทั้งหลายที่พบจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้น! เพราะเหตุว่าความซับซ้อนของสังคมข้างหน้าอาจสร้างปัญหาจากการสร้างความเชื่อ สร้างลัทธิที่ผิดแผก หรือสร้างกลไกอำพรางมุ่งกอบโกยโภคทรัพย์-ความมั่งคั่ง จากความเชื่อ/ความอ่อนแอของสังคม จนสั่งสมเลื่อนไหลเป็นอาชญากรรมขึ้นอีกได้

กรณีดังกล่าว ประสบการณ์ในโลกสมัยใหม่ การสื่อสารยุคใหม่ และการปรับตัวของสังคมได้มีบทเรียนจากลัทธิที่เป็นภัยต่อชีวิตและสังคมหลายกรณี จากหลายศาสนา ไม่ว่าในสังคมตะวันตกหรือตะวันออก! จากการสำรวจความเชื่อและการกลืนกลายทางศาสนาพบว่า โลกทุกวันนี้มีองค์กรและลัทธิศาสนาอุบาทว์อยู่กว่า 5,000 องค์กร/ลัทธิ โดยเฉพาะในอเมริกา มีเกือบ 3,000 องค์กร/ลัทธิ ที่รัฐบาลเฝ้าติดตามอยู่! ซึ่งอเมริกานับเป็นประเทศที่มีเสรีภาพเรื่องความเชื่อที่เปิดมากที่สุด แต่ก็เผชิญกับปัญหาอาชญากรรมความเชื่อที่รุนแรงมากด้วย!

กรณีของเจ้าลัทธิอย่างนายเจมส์ โจนส์ หรือจิมส์ โจนส์ ผู้นำศาสนาอุบาทว์ "โบสถ์ของประชาชน" ที่สร้างบทเรียนที่สยดสยองเมื่อ 3 ทศวรรษก่อน! จากการที่นายเจมส์ได้ทุ่มโปรโมตตัวเองผ่านสื่อสารพัดชนิดในอเมริกาจนมีชื่อเสียงโด่งดังในทศวรรษ 70 ได้รับเลือกเป็นนักบวชดีเด่น 1 ใน 100 ของอเมริกา ได้รับยกย่องเป็นนักสิทธิมนุษยธรรม และได้รางวัลมาร์ติน ลูเธอร์คิง ในฐานะผู้ประกอบการกุศลดีเด่นในช่วงปี 2520 ต่อมาได้ยกตัวเป็นผู้วิเศษเหนือผู้อื่น สร้างคำสอนเทศนาในแบบของตน สร้างความเชื่อศรัทธาอย่างงมงาย ได้รับเงินบริจาคโดยอาศัยศาสนาจากทั้งผู้คนและผู้มั่งมีมากมาย ต่อมามีสาวกที่ผิดใจกับเจมส์ โจนส์ ได้ออกมาเปิดโปงความเหลวแหลกของนายโจนส์และลัทธินี้ เมื่อถูกทางการสืบสวน โจนส์ได้ประกาศกับสาวกว่า ถูกรัฐบาลอเมริกันประทุษร้าย จึงจัดการย้ายสำนักจากป่าเร็ดวูด แคลิฟอร์เนีย ไปตั้งนอกประเทศที่ป่าเมืองร้อนของยูกันดา อเมริกาใต้ อพยพสาวกไปอยู่ร่วมกันเป็นอาณาจักร มีการจัดตั้งกองกำลังปกป้องตัวเอง โดยอ้างว่าป้องกันการโจมตีจากกองทัพอเมริกา ในอาณาจักรใหม่ โจนส์ บังคับให้สาวกทุกคนสละทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดให้ศาสนาของเขา มีการทำงานและฟังเทศนาของตนทุกวัน จุดจบของลัทธินี้เกิดเพราะผู้แทนสมาชิกรัฐสภาอเมริกัน พาผู้สื่อข่าวไปสังเกตการณ์ที่อาณาจักรของนายโจนส์ แต่ช่วงขากลับถูกลอบยิงเสียชีวิตพร้อมผู้สังเกตการณ์ 5 คน หลังเหตุการณ์นี้นายโจนส์รู้ชะตากรรมตัวเอง เลยกล่าวอ้างการอุทิศชีวิต โดยจัดเทศนาและกล่อมให้สาวกในโจนส์ ทาวน์ทั้งหมด ดื่มน้ำผลไม้ผสมไซยาไนด์พร้อมกัน สาวกทุกคนตั้งแต่เด็กถึงคนแก่ต่างเชื่อในคำของเจมส์ โจนส์! เมื่อกองทหารยูกันดามาถึงหลังการดื่มน้ำผลไม้ผสมยาพิษราว 12 ชั่วโมง ทหารก็พบซากศพเกลื่อนรวม 914 ศพ กับพาสปอร์ต 803 เล่ม และเงินกว่าล้านดอลลาร์สหรัฐ นี่คือจุดจบของลัทธิอุบาทว์ ที่มีผู้นำเพ้อเพี้ยนอย่างอเนจอนาถ!

ในโลกตะวันออกก็มีลัทธิอุบาทว์ที่ใช้ความเชื่อสร้างความมั่งคั่ง สร้างอาณาจักรขึ้นมา แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยการก่ออาชญากรรมที่ผู้นำลัทธิต้องจบอนาคตตัวเองลงอย่างอัปยศ! ที่ญี่ปุ่น มีอาชญากรรมคดีอาญาที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่เกิดจากความเชื่อความศรัทธาของ "ศาสนาโอมชินรีเกียว" โดยมี โซโก๊ะ อาซาฮารา เป็นศาสดา ผู้นำศาสนานี้อ้างว่า เป็นองค์การแห่งความจริงใจที่ถือศาสนาพุทธดั้งเดิมและโยคีอินเดียเป็นคำสอน สามารถเปิดดึงศักยภาพพิเศษที่แฝงในตัวตนคนเราออกมา เพื่อเข้าสู่ชั้นที่สูงสุดของโลกได้! แต่เมื่อเหตุการณ์เศร้าสลดในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินโตเกียวหลายแห่งถูกปล่อยแก๊สพิษ เมื่อมีนาคม 2538 ทำให้คนเกือบ 5,000 คน บาดเจ็บและเสียชีวิต 12 คน ทางการญี่ปุ่นตามจับอาซาฮารา ผู้นำโอมชินรีเกียว เจ้าลัทธิที่มีเงินมากมายนับพันล้านเยน พร้อมผู้สงสัยอีก 400 คน ส่งตัวขึ้นดำเนินคดีอาญาข้อหาหนัก เป็นอันปิดฉากการเผชิญลัทธิอุบาทว์ของชาวญี่ปุ่น!

ในความเป็นจริง ยังมีกรณีลัทธิอุบาทว์อีกมากมาย ซึ่งว่าไปแล้วก็ล้วนเป็นโศกนาฏกรรมความเชื่อ กับขบวนการใช้ทุนสั่งสมบุญ เพื่อตะกายไปขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้ากันทั้งนั้น น่าจะได้เวลาปฏิรูปองค์กรสงฆ์อย่างจริงจังกันซะทีแล้ว ประเทศไทย!.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง