จ่อเชือดทนายแสบอม5ล้านคดีรถชน สภาทนายสอบด่วนถ้าผิดลบชื่อฟ้องซ้ำ

ข่าวบันเทิง 30 มิถุนายน พ.ศ. 2560 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

เผยทนายแสบกล่อมถอนฉ้อโกง สภาทนายความตั้งแท่นสอบทนายอมเงินน้องบีม 5 ล้านหลังอาสาว่าความคดีรถชนแล้วเจ้าทุกข์ร้องเรียน กรุงเทพฯ * สภาทนายความเตรียมเชือดทนายแสบอมเงินน้องบีม 5 ล้าน หลังบริษัทรถพ่วงยอมจ่ายเหตุพนักงานขับรถชนพ่อตาย ตัวเองพิการ รอผลสอบ หากผิดจริงลบชื่ออกจากทะเบียนพร้อมช่วยว่าความให้ผู้เสียหาย ตำรวจเผยหลอกแม่เด็กให้ถอนแจ้งความคดีฉ้อโกง อ้างไม่งั้นไม่มีสิทธิว่าความหาเงินมาชดใช้ จากข้อมูลของสภาทนายความ นายพิสิษฐ์เคยถูกกรรมการสภาทนายความลงมติห้ามทำการเป็นทนายความ ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2550 ถึง 17 ตุลาคม 2552

นายสรัลชา ศรีชลวัฒนา เลขาธิการสภาทนายความ ชี้แจงเมื่อวันที่ 29 มิถุนายนนี้ กรณีนายพิสิษฐ์ ทนายความ ยักยอกเงินค่าเสียหายที่ได้จากการสู้คดีของ ด.ญ.ภัทรดา แก้วผ่อง หรือน้องบีม ผู้พิการจากการถูกรถพ่วงชน ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบผู้เสียหายเข้ามาร้องเรียนว่าถูกนายพิสิษฐ์ที่อ้างว่าเป็นทนายความ ช่วยเหลือผู้เสียหายแล้วยักยอกเงินผู้เสียหายไป อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่านายพิสิษฐ์ได้ขึ้นทะเบียนกับสภาทนายความจริง ขณะนี้ตนได้ส่งเรื่องให้นายสุนทร ทรัพย์ตันติกุล ประธานกรรมการมรรยาท สภาทนายความ เรียกนายพิสิษฐ์มาสอบถามถึงข้อเท็จจริง หากผลสอบออกมาว่านายพิสิษฐ์ยักยอกเงินตามที่ผู้เสียหายกล่าวหาจริง คือตระบัดสินลูกความ ก็จะมีบทลงโทษสูงสุด คือการลบชื่อออกจากสารบบสภาทนายความ นอกจากนี้ก็จะถูกดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ผู้อื่นด้วย

เขากล่าวว่า สภาทนายความจะเชิญเจ้าของบริษัทรถพ่วงมาสอบถามว่าได้ชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายจริงหรือไม่ จ่ายให้กับใคร จำนวนเท่าใด เมื่อใด มีใครเซ็นชื่อรับเงินไป และไปตรวจสอบผลคดีที่ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วยว่า ศาลมีคำสั่งในคดีอย่างไร เมื่อตรวจสอบทุกๆ ด้านแล้ว ความจริงทั้งหมดจะค่อยปรากฏชัดเจนขึ้น

นายสรัลชากล่าวอีกว่า เรื่องนี้สภาทนายความต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด เพราะสร้างความเสื่อมเสีย และความเสียหายอย่างมาก ส่วนที่นายพิสิษฐ์อ้างว่าเป็นทนายความอาสานั้น เป็นการเข้าใจผิด เพราะนายพิสิษฐ์ดำเนินการส่วนตัวโดยที่สภาทนายความไม่ทราบเรื่องมาก่อน และไม่ได้จัดให้นายพิสิษฐ์เป็นทนายความอาสาจากสภาทนายความเข้าไปช่วยเหลือผู้เสียหายแต่อย่างใด

"ทางสภาทนายความจะได้จัดเตรียมทนาย ความอาสาไว้คอยช่วยเหลือผู้เสียหาย ทั้งการฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง และความผิดทางอาญาข้อหาลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ ฉ้อโกงทรัพย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย" นายสรัลชากล่าว

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจาก น.ส.พรทิพย์ จันท รัตน์ อายุ 44 ปี ร้องเรียนว่าถูกทนายความอาสาโกงเงินไปกว่า 5 ล้านบาท หลังเกิดเหตุรถพ่วงชนสามีเสียชีวิต ลูกสาวคือ ด.ญ.ภัทรดา หรือน้องบีม อายุ 14 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส กลายเป็นคนพิการต้องนั่งวีลแชร์ คดีขึ้นสู่ศาล โดยศาลมีคำสั่งให้บริษัทรถพ่วงคู่กรณีจ่ายเงินค่าเสียหายให้กับครอบครัว 5 ล้านบาท แต่ทางบริษัทรถพ่วงไม่จ่ายเงินจำนวนดังกล่าว ระหว่างนั้นนายพิสิษฐ์ซึ่งได้ไปทำบุญที่วัดชลประทาน พบกับผู้เสียหายที่ตระเวนขายของ จึงสอบถามพร้อมเสนอตัวเป็นทนายความติดตามเร่งรัดเงินค่าเสียหาย และในที่สุดได้ยักยอกเงินนั้นไป

ด้าน พล.ต.ต.ธีระพงษ์ วงษ์รัฐพิทักษ์ ผบก.น.7 ได้เรียกประชุมพนักงานสอบสวน สน.บางยี่ขัน ที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว เพื่อหาทางช่วยเหลือผู้เสียหาย ก่อนกล่าวว่า รู้สึกเห็นใจผู้เสียหาย และจะหาทางช่วยเหลือให้ได้มากที่สุด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ทำสำนวนอย่างละเอียด รอบคอบ รัดกุม โดยทราบว่ามีการแจ้งความดำเนินคดีกับทนายคนดังกล่าวและพวกรวม 3 คน ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและปลอมแปลงเอกสาร เมื่อวันที่ 28 เม.ย. แต่ต่อมาวันที่ 8 ก.ค. น.ส.พรทิพย์ ผู้เสียหาย ได้เดินทางมาขอถอนแจ้งความข้อหาฉ้อโกง เพราะถูกเกลี้ยกล่อมว่าถ้าทนายความมีคดีติดตัวจะไม่สามารถว่าความหาเงินมาชดใช้หนี้สินจำนวนดังกล่าวได้ ส่วนคดีปลอมแปลงเอกสาร อัยการได้สั่งให้สอบเพิ่มเติม ซึ่งทางพนักงานสอบสวนก็ดำเนินการจนเสร็จสิ้น โดยขณะนี้ได้ส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อรอให้ชี้ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ