ยาหอมไทยและสมุนไพรฤทธิ์เย็นลดอาการวูบวาบสาวใหญ่วัยทอง

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 30 มิถุนายน 2560 00:00:15 น.

เคยไหมที่คนหลัก 5 หลัก 6 เกิดร้อนวูบวาบขึ้นมาจนแทบอยากถอดเสื้อทิ้ง บ้างก็เกิดอาการหงุดหงิด ลูกๆ หลานๆ และคนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาการดังกล่าวนั้น สาววัยหมดประจำเดือนหลายคนต้องเคยพบเจอ แต่ทว่าก็สามารถช่วยคลายอาการได้ง่ายๆ โดยเฉพาะการใช้ "ยาหอมสมุนไพร" และพืชผัก, ผลไม้, ถั่วเหลือง ที่อยู่รอบๆ ตัวเรา เพื่อมามิกซ์แอนด์แมตช์ในการดูแลตัวเอง หรือรับมือกับช่วงวัยทอง

เริ่มกันที่ นพ.ก้องศาสดิ์ ดีนิรันดร์ สูติ-นรีเพทย์ โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท กล่าวว่า "อาการร้อนวูบวาบของสาววัยนี้ คาดว่าน่าจะเกิดจากปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายที่ลดลงอย่างชัดเจน เลยไปส่งผลกระทบต่อการทำงานของต่อมไฮโปธาลามัส (ศูนย์ควบคุมในสมอง) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความร้อนของเลือดในร่างกาย ทำให้รู้สึกร้อน บางคนมีรอยแดงบริเวณผิวหนังร่วมด้วย ซึ่งเกิดจากความร้อนที่อยู่ในเลือดใต้ผิวหนัง เมื่อร่างกายร้อน ต่อมไฮโปธาลามัสก็พยายามจะทำให้เย็นลง โดยการปรับอุณหภูมิในเลือดให้ลงไปอยู่ที่ระดับประมาณ 37 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดอาการร้อนวูบวาบ บางคนอาจมีเหงื่อออกร่วมด้วย เพราะความร้อนในร่างกายจะไปกระตุ้นต่อมเหงื่อให้ทำงานเพื่อให้ร่างกายเย็นเร็วขึ้น ส่วนใหญ่มักมีเหงื่อออกช่วงกลางคืน ทำให้ตื่นขึ้นมาตอนกลางคืน ตามมาด้วยอาการนอนไม่ค่อยหลับ วันรุ่งขึ้นจึงอ่อนเพลีย และอาจมีอาการปวดศีรษะตามมา

จากงานวิจัยในสหรัฐอเมริกาพบว่า อาการร้อนวูบวาบส่วนใหญ่เกิดจากการลดลงอย่างชัดเจนของการไหลเวียนเลือดในสมอง ที่ไม่สอดคล้องกับการลดลงอย่างเฉียบพลันของค่าเฉลี่ยความดันโลหิต และจะรู้สึกร้อนวูบวาบอย่างต่อเนื่องประมาณ 4-8 นาที และพบว่ามีการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดสมองน้อยลง 5% ขณะเกิดอาการ ดังนั้น "การกินอาหารที่ถูกต้อง" มีส่วนช่วยให้ฮอร์โมนที่ลดลงนิ่งขึ้น และยังช่วยลดอาการร้อนวูบวาบและเหงื่อออกกลางคืนด้วย จากงานวิจัยพบว่า ถั่วเหลืองมีส่วนช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ เพราะมี "สารเดดซีน" และ "จีนิสทีน" ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ และเป็นไฟโตเอสโตรเจนที่เป็นสารประกอบธรรมชาติ สามารถออกฤทธิ์ทางชีววิทยาคล้ายฮอร์โมนเอสโตเจนในเพศหญิง สาววัยนี้จึงควรรับประทานเต้าหู้ นมถั่วเหลือง เต้าฮวย ฟองเต้าหู้ ฯลฯ

ควรเลี่ยงสิ่งที่จะไปกระตุ้นให้เกิดอาการดังกล่าว เช่น หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ กาเฟอีน อาหารรสเผ็ดจัด อยู่ในที่ร้อน ความเครียด ใส่เสื้อผ้ารัดรูป หรือเสื้อผ้าที่ถ่ายเทอากาศได้ไม่ดี เลี่ยงสูบบุหรี่ หรือไปอยู่ในบริเวณที่มีควันบุหรี่มาก ควรออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักตัว เช่น เดินเร็ว ยกน้ำหนัก เล่นโยคะท่ายกขาทั้ง 2 ข้างขึ้นวางบนกำแพง (วิปาริตา คารานิ) เพราะช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น

แม้ว่าอาการวัยทองจะมีสาเหตุมาจากทางฮอร์โมนในร่างกาย ต้องการการใส่ใจดูแลสุขภาพโดยรวม เช่น เรื่องอาหาร การออกกำลังกาย แต่การดูแลสภาพจิตใจก็เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจิตใจที่ผ่อนคลาย ไม่เครียด หากิจกรรมที่ชอบทำ ไม่กดดันตัวเองมาก หรือหมกมุ่นกับปัญหาต่างๆ มากเกินไป จะมีส่วนช่วยลดอาการวัยทองลงได้ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะตัวของผู้มีอาการวัยทองเท่านั้น แต่ลูกหลานและคนรอบข้างก็สามารถช่วยกันดูแลร่วมกันได้ด้วยครับ"

ด้าน พท.นภาพร หงษ์สิทธิชัยกุล แพทย์แผนไทย คลินิกปราณะ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบำบัดอาการวัยทองด้วย "ยาหอม" ว่า "ชื่อก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นยาที่มีกลิ่นหอม เพราะประกอบด้วยดอกไม้และเครื่องหอมหลากชนิด เช่น "ยาหอมอินทจักร์"ช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกกลางคืน ปรับสมดุลอารมณ์ และยังช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น ซึ่งปัจจุบันถูกบรรจุอยู่ในรายชื่อบัญชียาหลักแห่งชาติ ในหมวดสมุนไพรรักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต ที่ประกอบด้วย ดอกมะลิ, ดอกพิกุล, ลูกจันทน์ ,โกฐสอ เหง้าขิง, อบเชย, ดอกกระดังงาพิมเสน, ดอกบุนนาค, หญ้าฝรั่น ฯลฯ ช่วยเพิ่มความดัน และช่วยให้หลอดเลือดเล็กที่ไปเลี้ยงสมองขยายตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น แต่ควรปรึกษาแพทย์หากจะรับประทานคู่กับยาในกลุ่มกันเลือดเป็นลิ่ม และยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด

นอกจากนี้ยังมี "ยาหอมนวโกฐ " ที่ช่วยความแรงในการบีบตัวของหัวใจ และช่วยเพิ่มความดันโลหิตเล็กน้อย ช่วยให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองขยายตัว และเลือดไปเลี้ยงสมองได้ง่ายขึ้น ช่วยให้หลับสบายและคลายเครียด ที่สำคัญ พืชผักสมุนไพรอย่าง "ฟักเขียว" และ "ว่านหางจระเข้" ที่มีฤทธิ์เย็น ช่วยขับความร้อนให้กับร่างกาย เป็นสิ่งที่ผู้สูงวัยสามารถบริโภคได้ โดยการนำฟักเขียวไปหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปต้มจนสุก และอาจนำมาใส่น้ำเชื่อม เติมน้ำแข็ง เพื่อให้ดื่มง่ายขึ้น หรือทำเป็นวุ้นว่านหางจระเข้ โดยนำมาล้างน้ำเอายางสีเหลืองออก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ลอยแก้วกินกับน้ำเชื่อม และอาจใส่ใบเตยลงในน้ำเชื่อมเพื่อเพิ่มความหอม และใบเตยยังมีฤทธิ์เย็น เป็นการช่วยปรับอุณหภูมิในร่างกายให้เย็นขึ้น และช่วยขับความร้อนออกจากร่างกาย

แต่การรับประทานสมุนไพรฤทธิ์เย็นควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกาย หากรับประทานในปริมาณมากอาจทำให้ร่างกายเย็นเกินไป โดยสามารถสังเกตอาการเย็นเกิดได้จากสีหน้าที่อาจซีดลง ตาแฉะ มีขี้ตามาก หายใจไม่อิ่ม มือ-เท้าซีด เย็น รู้สึกหนาวสั่น เท้าบวม เย็น ขอบตา หนังตาบวมตึง ฯลฯ ถ้ามีอาการดังกล่าวควรลดปริมาณในการรับประทานสมุนไพรฤทธิ์เย็น และค่อยๆ ปรับหาปริมาณที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย".

บรรยายใต้ภาพ
ยาหอมสมุนไพรไทย และการบริโภคถั่วเหลืองช่วยปรับสมดุลให้ร่างกาย ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ดี จึงลดอาการร้อนวูบวาบในคนอายุหลัก 5 หลัก 6 ได้
นพ.ก้องศาสดิ์ ดีนิรันดร์
พท.นภาพร หงษ์สิทธิชัยกุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง