จากห้ามนั่งหลังกระบะถึง พ.ร.ก.ต่างด้าวม.44 รวดเร็ว แต่ 'ผิดพลาด' อีกคำรบ

ข่าวทั่วไป 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนพิเศษ 176 ง ได้เผยแพร่คำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 33/2560 เรื่องมาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว วัตถุประสงค์ของคำสั่งระบุว่า มีความจำเป็นต้องมีมาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านการใช้บังคับกฎหมาย

โดยสาระสำคัญของคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับนี้ คือ 1.ให้มาตรา 101 มาตรา 102 มาตรา 119 และมาตรา 122 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2561 เป็นต้นไป 2.ให้นายจ้างและคนต่างด้าวเร่งดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตาม พ.ร.ก. ให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 1 ม.ค.2561 3.ห้ามมิให้พนักงานเจ้า หน้าที่หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามกฎหมายหรือคำสั่งนี้ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ 4.ให้กระ ทรวงแรงงานดำเนินการแก้ไขหรือปรับ ปรุงกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว เพื่อเสนอต่อ ครม.ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ 5.ในกรณีที่เห็นสมควร นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้ คสช.เปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้ และ 6.คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.2560 เป็นต้นไป

โดยสรุปคือ การออกคำสั่งครั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาอันเกิดจากมาตรการใน พ.ร.ก.กำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 หรือ "พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว" ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา หลังจากเกิดปรากฏการณ์แรงงานต่างด้าวทะลักออกนอกประเทศ เพราะโทษตาม พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวรุนแรง มีการกำหนดโทษปรับขั้นต่ำ-ขั้นสูงถึง 400,000-800,000 บาท

ทว่า สาเหตุที่ คสช.ต้องออกคำสั่งตามมาตรา 44 ไม่ใช่เพราะโทษรุนแรงเกินไป หากแต่เป็นเพราะกฎหมายฉบับดังกล่าวออกมารวดเร็ว ทำให้แรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย ที่มีจำนวนประมาณ 1 ล้านคน รวมถึงที่ถูกกฎหมายในประเทศไทย ที่พะวงกับมาตรการอันเฉียบขาด ต่างทะลักออกนอกประเทศ จนเกิดภาวะขาดแคลนแรงงานฉับพลัน

ด้วยเหตุนี้ คสช.จึงจำเป็นต้องใช้คำสั่งตามมาตรา 44 เพื่อชะลอมาตรการใน 4 มาตราของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ออกไปก่อน เป็นเวลา 180 วัน เพื่อให้แรงงานกลับไปทำเรื่องให้ถูกต้องตามกฎหมาย

สำหรับเจตนาของรัฐบาลและ คสช. ในการออก พ.ร.ก. แทนที่จะออกเป็น พ.ร.บ.นั้น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า หากออกเป็น พ.ร.บ.ต้องใช้ระยะเวลายาวนาน 6 เดือน ต้องผ่านกระบวนการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือถ้าจะใช้มาตรา 44 ด้วยเนื้อหาของกฎหมายดังกล่าวที่เยอะเกินไป จึงไม่เหมาะสม จึงเลือกออกเป็น พ.ร.ก. ที่ตอบโจทย์ที่สุดคือ รวดเร็ว และรองรับเนื้อหาที่มากได้

แต่ความรวดเร็วนั้น กลับทำให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาคือ ผู้ประกอบการและแรงงานไม่มีเวลาได้ตั้งตัว จึงแก้ปัญหาโดยการปล่อยให้แรงงานกลับประเทศเพื่อป้องกันการกระทำผิดและโทษที่รุนแรง ที่สุดรัฐบาลและ คสช.เลยต้องหยิบมาตรา 44 ออกมาใช้เพื่อผ่อนปรนบางมาตราใน พ.ร.ก.ดังกล่าว เพื่อระงับปัญหาที่เกิดขึ้น

ซึ่งในความเป็นจริง ระยะเวลา 180 วันที่คำสั่งหัวหน้า คสช.ผ่อนปรน คือ ระยะเวลา 6 เดือน ที่นายวิษณุระบุว่า ยาวนานเกินไปถ้าจะออกเป็น พ.ร.บ. เท่ากับว่า ตอนนี้การออกเป็น พ.ร.ก. ที่ต้องการความรวดเร็ว กลับมีค่าไม่ต่างอะไรเลยหากตอนนั้นตัดสินใจออกเป็น พ.ร.บ.ตั้งแต่ทีแรก

ถือเป็นอีกครั้งที่ คสช.ใช้มาตรา 44 แก้ไขเนื้อหาในกฎหมายหรือคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ตัวเองเป็นผู้ออกเอง เพื่อแก้ไขปัญหาที่ตามมา เพราะถ้าจำกันได้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ได้มีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 14/2560 เรื่อง มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก

ปรากฏว่า ภายหลังออกคำสั่งครั้งนั้น ได้มีกระแสคัดค้านอย่างกว้างขวางถึงมาตรการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์และสังคม และรวดเร็วเกินไป ไม่มีเวลาปรับตัว โดยเฉพาะกรณีไม่รัดเข็มขัด และกรณีนั่งท้ายกระบะ และนั่งแค็บ จนมีผู้ทักท้วงออกมาจากทุกแวดวง กลายเป็นกระแสตีกลับไปยังรัฐบาลและ คสช. กระทั่งต่อมา "บิ๊กตู่" ต้องกำชับให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ทำการผ่อนปรนมาตรา 44 ออกไปก่อน

นอกจากนี้ ยังมีกรณีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 23/2560 เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาความต่อเนื่องของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ โดยให้สรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ ระหว่างรอ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ แต่ต่อมาเกิดปัญหาขึ้น ที่สุดต้องมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ออกมาอีกฉบับเพื่อยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับนั้น จะเห็นว่า ในความรวดเร็วเฉียบขาดของมาตรา 44 แสดงให้เห็นหลายครั้งว่า มีช่องโหว่เรื่องความรอบคอบและรอบด้านอยู่เช่นกัน นี่อาจเป็นสิ่งหนึ่งที่ คสช.ต้องพิถีพิถันมากกว่านี้ในคราวต่อไป

หรือถ้าจะมองในแง่ดีก็ไม่ผิดที่ต้องแก้ไข ผ่อนปรน เพราะ คสช.รับฟังความเห็นของเสียงท้วงติงที่เกิดขึ้น แต่การพลาดบ่อยๆ กลับต้องระวังเช่นกัน ไม่ให้คำว่า "รับฟัง" กับ "ผิดพลาด" มันกลายเป็นคำคำเดียว.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ