ส่อวุ่น.ใช้ม.44แก้พรก.ต่างด้าว

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 10 กรกฎาคม 2560 00:00:16 น.

กรุงเทพฯ * โฆษกอัยการสูงสุด ออกโรง ม.44 พ.ร.ก.ต่างด้าว ชะลอบทลงโทษ 4 มาตรา หวังแก้ปัญหาค้ามนุษย์ นักกฎหมายชี้ ส่อเค้าวุ่นเกิดปัญหาแนวทางการฟ้องคดี เปิดช่องคนทำผิดลอยนวล ขณะที่ศาลระยองประเดิมยกฟ้องคดีต่างด้าวรายแรก

เมื่อวันอาทิตย์ เรือโทสมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีที่ คสช.ใช้ ม.44 ให้ชะลอหรือเลื่อนการบังคับใช้ชะลอบทลงโทษ 4 มาตราของ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ว่า เกี่ยวกับเรื่องการบังคับใช้กฎหมายในส่วนของทางสำนักงานอัยการสูงสุดจะมีสำนักงานวิชาการคอยเฝ้าระวังในเรื่องการปฏิบัติอยู่ เพราะเมื่อหากมีกฎหมายออกมาแล้วทำให้การปฏิบัติยังเข้าใจไม่ตรงกัน สำนักงานวิชาการโดยสำนักงานอัยการสูงสุดที่ดูแลเรื่องนี้อยู่จะเสนออัยการสูงสุดเพื่อที่จะออกหนังสือเวียนชี้แจง และแนะแนวทางกำหนดแนวปฏิบัติที่เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายออกมาอย่างรีบด่วน ส่วนในการปฏิบัติตอนนี้เมื่อมีกฎหมายออกมาประกาศใช้ทางอัยการจะเอากฎหมายมาตีความ แต่ก็ยังอาจตีความไม่ตรงกัน เพราะเป็นเรื่องใหม่ ส่วนเรื่องที่มีคำพิพากษาที่ศาลระยองออกมาในเรื่องนี้นั้น ตนเองยังไม่ทราบในรายละเอียดข้อเท็จจริง

ผู้สื่อข่าวถามว่า การออกข้อยกเว้นเรื่องการรับผิดของกฎหมายจะมีส่วนเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้หาผลประโยชน์หรือไม่ เรือโทสมนึกกล่าวว่า เท่าที่ดูกฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะส่งผลไปถึงการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์เพื่อไม่ให้ประเทศไทยถูกตำหนิในเรื่องนี้จากประชาคมโลก

"มองว่าไม่ได้เป็นการสร้างโอกาสในการหาผลประโยชน์กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งเรื่องการหาผลประโยชน์เป็นเรื่องของตัวบุคคล จะไปเหมาทั้งหมดไม่ได้ รัฐบาลออกกฎหมายตรงนี้มาส่วนหนึ่งเพราะเรื่องปัญหาการค้ามนุษย์ เพื่อให้แรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานโดยถูกต้อง และไม่ได้ถูกตำหนิจากนานาชาติว่าเราใช้แรงงานลักลอบเข้าเมือง แต่บางทีการออกกฎหมายมาครั้งแรกอาจจะขาดตกบกพร่องไม่รัดกุมอยู่บ้าง แต่เมื่อรัฐบาลเห็น ความจำเป็นก็ออกกฎเกณฑ์มาอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งความตั้งใจของรัฐบาลคงอยากแก้ปัญหาให้ครบถ้วนเพื่อประโยชน์ของชาติที่สุด" เรือโทสมนึกกล่าว

ขณะที่แหล่งข่าวนักกฎ หมายระดับสูงในกระบวนการยุติธรรม กล่าวว่า สำหรับการออกกฎหมายดังกล่าวเป็นการงดใช้โทษ เนื่องจากคำสั่ง คสช.ให้ระงับการดำเนินคดี ซึ่งตรงนี้ถือว่ากฎหมายจะมีผลย้อนหลังในทางที่เป็นคุณไม่ใช่โทษที่สามารถทำได้ ทำให้คดีที่อัยการฟ้องให้ลงโทษอยู่แล้ว ก็ไม่สามารถลงโทษได้ หรือคดีที่มีการฟ้องไปก่อนหน้านี้ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีตัวอย่างคดีที่อัยการฟ้องมาแล้วแต่ศาลก็ไม่ได้ลงโทษ เพราะคำสั่ง คสช.มีผลย้อนหลัง ช่วงนี้มาตราตามคำสั่ง  คสช.จึงต้องงดการลงโทษไปก่อน เนื่องจากโทษตามกฎหมายเดิมจะไม่มีตาม พ.ร.ก.ตัวใหม่ที่เพิ่งออกมา และคำสั่ง คสช.ที่ให้งดเว้นโทษระบุไว้

"เมื่อกฎหมายบอกไม่ต้องรับโทษผู้ต้องหายิ่งไม่ต้องกลัวความผิด แต่จะมองได้ในแง่มุมของความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ที่ตอนแรกบอกให้รับโทษ แต่พอมาตอนหลังกลับบอกไม่ต้องรับ ทำให้สะท้อนถึงการไม่กลั่นกรองกฎหมายที่รอบคอบ ทำให้คนมองว่าเพราะ สนช.ไม่ได้มาจาก ส.ส.ที่ใกล้ชิดกับประชาชน กระบวนการออกกฎหมายที่ออกมาขาดการสอบถามความเห็น นึกจะออกกฎหมายก็ออก" แหล่งข่าวระบุ

แหล่งข่าวกล่าวต่อไปว่า ส่วนอีกปัญหาคือเรื่องการบังคับใช้ย้อนหลัง ซึ่งเรื่องดังกล่าว อาจจะกระทบการสั่งสำนวนของอัยการในช่วงนี้ ในเมื่อจากกฎหมายตามประกาศ คสช.ยกเว้นโทษตาม พ.ร.ก.คนต่าง ด้าว ฉบับใหม่ เพราะ พ.ร.บ.คนต่างด้าวฉบับเดิมนั้นถูกยกเลิกไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ถือว่ากระทบกับนโยบายการสั่งคดีอัยการโดยตรง ซึ่งก็มีคดีตัวอย่างคือคดีที่อัยการฟ้องตามกฎหมายเก่า แต่ต่อมามีคำสั่ง คสช.งดเว้นโทษ ศาลก็เลยไม่ลงโทษตามที่อัยการฟ้องให้ยกฟ้องไป

"มีความผิดตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม ม.37 (1) ประกอบ ม.75 ที่ พ.ร.ก.ไม่ยกเว้นบังคับโทษ แต่ปกติอัยการจะไม่ฟ้องให้ลงข้อหานี้ เพราะโทษตาม พ.ร.บ.ต่างด้าวแรงกว่า แต่น่าสนใจว่าถ้าอัยการจะมาฟ้องให้ลงโทษตาม กม.คนเข้าเมืองข้างต้นจะเป็นอย่างไร ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายว่าจะปล่อยไปก่อน หรือว่ายังจะฟ้อง แต่เป็นข้อหาที่เบาหน่อย คือถึงจะลงโทษตาม พ.ร.ก.ต่างด้าวไม่ได้ แต่ลงตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ได้แต่ในความเห็นผมว่าสมควรน่าจะปล่อยไปก่อน ในเมื่อโทษตาม พ.ร.ก.แรงกว่า และเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวกัน มิฉะนั้นจะมาขอให้ลงโทษ เพิ่มโทษให้หนักขึ้นในภายหลังไม่ได้" แหล่งข่าวนักกฎหมายกล่าว

มีรายงานว่า สำหรับคดีลักษณะความผิดที่เป็นเกี่ยวกับคดีคนต่างด้าว ที่ศาลจังหวัดระยองมีคำพิพากษาไปนั้น เป็นคดีหมายเลขดำที่ 5116/2560 ที่พนักงานอัยการจังหวัดระนอง ยื่นฟ้อง นายคอน ไม่มีนามสกุล ในความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง และ พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว

ซึ่งศาลจังหวัดระยองมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 22, 62 วรรคหนึ่ง, 81 เรียงกระทงลงโทษฐานตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานไม่เข้าช่องทางตามที่กำหนด จำคุก 4 เดือน ปรับ 4,000 บาท ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน ปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 8 เดือน ปรับ 8,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 4 เดือนปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 1 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.การทำงานคนต่างด้าวพ.ศ.2551 เห็นว่าภายหลังการ กระทำผิดมี พ.ร.ก.บริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มาตรา 3 (1) บัญญัติให้ยกเลิก พ.ร.บ.คนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 8 บัญญัติให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิด มาตรา 101 กำหนดโทษสำหรับความผิดดังกล่าวไว้ แต่ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 มีคำสั่ง คสช.ที่ 33/2560 เรื่องมาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว

คือข้อ 1.ให้มาตรา 101 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกรา คม 2561 เป็นต้นไป และข้อ 6 คำสั่งให้บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป ซึ่งมีผลให้กำหนดโทษที่บัญญัติไว้ในมาตรา 101 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม  2561 เป็นต้นไป ซึ่งส่งผลให้กำหนดโทษในมาตรา 101 ยังไม่บังคับใช้ และถือว่า พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ยังไม่ได้กำหนดโทษสำหรับความผิดดังกล่าว

จึงเป็นกรณีที่กำหนดโทษของกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดแตกต่างข้อกำหนด แตกต่างกับกำหนดโทษของกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิด จึงให้ใช้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำ งานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ที่ไม่มีกำหนดโทษไว้สำหรับความผิดดังกล่าว ซึ่งเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3 การกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวจึงไม่มีกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลย ให้ยกฟ้องความผิดฐานนี้.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง