คอลัมน์: ท่านขุนน้อย: อัยการชวนชิม

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม 2560 00:00:44 น.
ณ ลีลาแห่งบุปผากระบี่

กรณี อัยการหิวลาบ จะลุกลามบานปลายไปสู่การ ปฏิรูปอัยการ ดังที่หลวงพ่อ พุทธะอิสระ ได้ออกมาบิณฑบาตหรือไม่ อย่างไร นำไปสู่การหยิบมาใช้เป็นแบบอย่าง แนวทางในการ ปฏิรูปตำรวจ ได้มาก-น้อยเพียงไหน อันนั้น...คงต้องเฝ้าติดตามกันไปเป็นระยะๆ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...ผลกระทบจากกรณีดังกล่าว ได้ทำให้ ร้านลาบป้าแดง อุบล 5  แทบไม่ไหวจะขาย ไม่ไหวจะต้อนรับลูกค้า ที่แห่มากินลาบ ชนิดมืดฟ้ามัวดิน...

ว่ากันว่า...อันที่จริง ร้านลาบป้าแดง อุบล 5 ที่ตั้งอยู่บนถนนบางแสน สาย 2 แถวสี่แยกข้าวหลาม ก็ขายดิบ ขายดี ระดับพ่อครัว แม่ครัว เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าสายตัวแทบขาด เพราะไม่ใช่มีเพียงฝีมือในการทำลาบให้สุดแซ่บ สุดสะเด็ดสะระตี่ แต่เพียงเท่านั้น บรรดาเมนูอื่นๆ ประเภทปากเป็ด ส้มตำแคบหมู ต้มแซ่บเอ็นหมู ตลอดไปจนคอหมูย่างไม่ติดมัน ฯลฯ ต่างถือเป็นตัวเรียกลูกค้าให้แวะมา  เชลล์ชวนชิม กันชนิดมิได้ขาด แต่เมื่อต้องเจอกับ  อัยการชวนชิม ขึ้นมาเป็นข่าวใหญ่ ข่าวดัง ไปทั่วทั้งบ้าน ทั้งบาง งานนี้...เลยเล่นเอา ป้าแดง แทบสลบเหมือด เนื่องจากบรรดาลูกค้าแห่กันมาชิมตามคำเชิญชวนของ  อัยการ ชนิดยิ่งกว่าการเข้าคิวรอซื้อไอโฟน ไอแพด รุ่นใหม่ๆ ไม่รู้กี่สิบ กี่ร้อยเท่า...

นี่...อันนี้นี่แหละ ที่ต้องเรียกว่าเป็นสิ่งน่าคิด น่านำมา  ปฏิรูป หรือไม่ อย่างไร ก็แล้วแต่บรรดาผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้รับผิดชอบจะนำไปพิจารณากันต่อ คือลักษณะ อุปนิสัย ที่แสดงออกถึง ความเป็นไทยๆ อันมีทั้งแง่บวก แง่ลบ อยู่ภายในตัว คือในด้านหนึ่ง อาจ มองเป็นผลดีในการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการใช้จ่ายตลอดไปจนถึงการท่องเที่ยว คือถ้าลองเป็นข่าวใหญ่ ข่าวดัง ขึ้นมาเมื่อไหร่แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอัน ขายได้ ไปด้วยกันทั้งสิ้น ขนาด ร้านลาบป้าแดง เคยลงทุนโฆษณาออกรายการทีวง-ทีวี ไม่รู้ต่อกี่ครั้ง กี่ครา แต่ยังไม่ดัง ไม่ขายได้ เท่ากับการอาศัย  อัยการหิวลาบ เป็นตัวพรีเซนเตอร์ ไม่ต่างไปจากกรณี  น้องเปรี้ยว ฆาตกรสาวฆ่าหั่นศพ ที่ถูกเอามานำเสนอเป็นตัวโฆษณาขายกระเป๋า ขายเครื่องสำอาง ชนิดแม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังต้องขอ เซลฟี กับเธอกันเห็นๆ ก่อให้เกิดผลในแง่ลบตามมา ชนิดต้องย้ายเข้าประจำกรุกันเป็นกระบิๆ...

คือ ความเป็นไทยๆ ในแง่นี้...คงปฏิเสธไม่ได้ว่า มันมีมาตั้งแต่โบร่ำ โบราณ จนอาจถือเป็น ความไทยแท้แต่โบราณ เอาเลยก็ว่าได้ ไม่งั้น...คงไม่มีฉายานาม ไทยมุง ปรากฏให้เห็นตั้งแต่ยุคพระเจ้าเหายังใส่กางเกงหูรูด เรียกว่า...อะไรที่ดัง ที่เด่น ที่เป็นจุดสนใจ ของผู้คนทั้งหลาย มักต้องถูก ไทยมุง โผล่เข้าไปสอดแทรก นำเอาสิ่งที่ว่ามันขยายผล ไปตามความคิดความรู้สึกของตัวเอง ผิดบ้าง ถูกบ้าง มั่วบ้าง ไม่มั่วบ้าง ไปตามสภาพ ยิ่งในโลกยุคใหม่ที่สื่อสารเทคโนโลยีมันก้าวหน้า ก้าวไกล จนทำให้ช่องทางในการขยายผลเป็นไปได้แบบกว้างขวาง รุนแรง และรวดเร็วยิ่งขึ้น ความเป็น ไทยมุง จึงยิ่งได้รับการยกระดับ พัฒนา ยิ่งขึ้นไปตามนั้น...

แต่สิ่งที่ดูจะไม่ได้เกิดการยกระดับ พัฒนา เอาเลยแม้แต่น้อย ภายใต้การนำเอาแต่ละสิ่ง แต่ละอย่าง มา ขยายผล ตามสัญชาตญาณแห่งความเป็น ไทยมุง ก็คือการแยกผิด แยกถูก แยกดี แยกชั่ว ออกมาให้ชัดๆ ขอเพียงให้สิ่งนั้นๆ เป็นอะไรที่ดัง ที่เด่น ที่เป็นจุดสนใจ สิ่งนั้นๆ ย่อมสามารถนำมา ขายได้ โดยไม่ต้องสนใจผลกระทบในทางบวก หรือลบ จนทำให้ความเป็นไทยมุงในยุคดิจิตอล ออกจะเป็นอะไรที่น่าห่วง น่ากังวล มิใช่น้อย โดยเฉพาะในช่วง ระยะผ่าน ที่จะต้องผ่านจากความเป็นเผด็จการ ไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยกันอีกครั้ง การปฏิรูปอะไรต่อมิอะไร โดยไม่คิด ปฏิรูปไทยมุง เอาเลยแม้แต่น้อย เผลอๆ...อาจส่งผลให้ แผ่นดินอันงดงอม หวนกลับคืนมาสู่สังคมไทย ไม่ต่างไปจากช่วง ทศวรรษแห่งความมืดมน ได้ไม่ยากซ์ซ์ซ์...

อันที่จริง...เคยมีภาคเอกชนประเภท มูลนิธิ องค์กร  ฯลฯ บางกลุ่ม บางเหล่า ที่พอมองเห็นความน่าห่วง น่ากังวล ของความเป็นไทยมุง ที่ออกไปทางมั่วๆ ไม่คิดจะแยกผิด แยกถูก แยกดี แยกชั่ว ให้ชัดๆ และเคยพยายามที่จะหาทางลูบๆ หรือปฏิรูปอยู่บ้างตามสมควร เช่น มูลนิธิมั่นพัฒนา ที่ออกมารณรงค์เรื่อง อย่าให้ใครว่า...ไทย อยู่ซักพักใหญ่ๆ แต่ช่วงนี้...ไม่รู้ว่าได้ลงมือลูบ หรือรูด ไปแล้วถึงขั้นไหน และระหว่างที่ลูบไป-ลูบมา รูดไปรูดมา มันจะตามทันความเปลี่ยนแปลงกระแสความเป็นไปของสังคม ที่ไหลเชี่ยว ไหลแรง หรือไม่ เพียงใด ก็ยากที่จะสรุปได้ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...ด้วยเหตุเพราะปราศจากการแยกผิด แยกถูก แยกดี แยกชั่ว ให้ชัดๆ นี่เอง ที่ทำให้ ทศวรรษแห่งความมืดมน มันถึงได้ครอบงำสังคมไทยได้ยืดเยื้อ ยาวนานนับเป็นสิบๆ ปี เกิดการแยกกลุ่มไทยมุงออกเป็นฝ่ายๆ มีทั้งไพร่มุง อำมาตย์มุง ไปตามความเด่น ความดัง ความเป็นที่สนใจของแต่ละฝ่าย ชนิดความผิด ความถูก ความดี ความชั่ว กลายเป็นเรื่องของการ สีซอให้ควายฟัง ไปจนได้...

ก็เอาเป็นว่า...ระหว่างคิดจะปฏิรูปอะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่ อย่าลืมคิดถึงการปฏิรูปความเป็นไทยมุงไปด้วยก็แล้วกัน เพราะมีแต่ประชาชน หรือปวงชนชาวไทยที่พอแยกผิด แยกถูก แยกดี แยกชั่ว ออกจากกันได้อย่างชัดเจนเท่านั้น ที่จะสามารถประคับประคอง ความเป็นประชาธิปไตย ที่ยั่งยืน ที่มีศีล มีธรรม ให้ดำรง คงอยู่ โดยไม่ต้องหวนกลับไปสู่ ทศวรรษแห่งความมืดมน กันอีกครั้ง...

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Confucius  (อีกครั้ง)... Men's natures are alike; it is their habits that carry them far apart.- ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเหมือนกัน อุปนิสัยใจคอของมนุษย์ต่างหาก ที่ทำให้เขาแยกห่างออกจากกัน...

ข่าวที่เกี่ยวข้อง