คอลัมน์: กรองสถานการณ์: 'อัยกร่าง' จุดกระแสร้อง 'ปฏิรูปอัยการ'!

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม 2560 00:00:21 น.

ผลพวงจากคลิป "อัยการหิวลาบ" ที่มีการเผยแพร่ตามโซเชียล บันทึกเสียงอัยการจากกรุงเทพฯ สั่งตำรวจสายตรวจโรงพักแสนสุข จ.ชลบุรี ให้นำทางพาไปร้านลาบ ด้วยน้ำเสียงแสดงอำนาจบาตรใหญ่ จนถูกนำมาล้อเรียนเรียก "อัยกร่าง" กลายเป็นชนวนให้สังคมกลับมาตั้งคำถามอีกครั้งถึงเวลา "ปฏิรูปอัยการ" หรือยัง???ขนาด "พระพุทธะอิสระ" เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา ก็โพสต์เฟซบุ๊กเปิดประเด็นถามนายกรัฐมนตรีถึงการ "ปฏิรูปอัยการ" เมื่อไหร่จะทำ โดยย้อนความไปถึงกรณีในอดีตที่มีการถอนฟ้องพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่สืบพยานถึง 2 ปากสุดท้าย อัยการที่สั่งฟ้องกลับถอนฟ้อง และกล่าวถึงคดีเงินทอนวัดที่ จ.สงขลา ที่บอกว่ารับเงินทอนเพื่อจะไปแบ่งให้กับวัดต่างๆ ไม่ผิดระเบียบ แล้วอัยการก็เชื่อ

ยิ่งช่วงนี้รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างการเดินหน้า "ปฏิรูปตำรวจ" ต้นธารกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ประสิทธิภาพการทำงานด้านกฎหมาย ด้านความยุติธรรมดีขึ้น "อัยการ" ซึ่งก็ถือเป็นอีกหนึ่งต้นธารกระบวนการยุติธรรม ก่อนที่จะนำคดีต่างๆ ขึ้นสู่กระบวนการศาล พอมีเรื่อง "อัยกร่าง" เกิดขึ้น การทำงาน การสั่งคดีที่หลายครั้งหลายหนดูจะขัดสายตาชาวบ้าน ขัดความรู้สึกสังคม ก็เลยทำให้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับการ "ปฏิรูปอัยการ" ด้วยเช่นกันจะว่าไปแนวคิดการ "ปฏิรูปอัยการ" ไม่ใช่เพิ่งมีการจุดประกายขึ้นมา ก่อนหน้านี้ก็มีการหยิบยกมาหารือพูดคุยกันอยู่เรื่อยๆ ขนาดในเวทีเสวนาเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2560 ก็มีเสียงเรียกร้อง "ปฏิรูปอัยการ" ควบคู่ไปด้วย

โดย "มูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย" มีข้อเสนอการ "ปฏิรูปอัยการ" ว่า ต้องมีกฎหมายพิเศษควบคุมความเป็นกลางทางการเมืองของอัยการอย่างเคร่งครัด การดำเนินการให้คณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง และการพิจารณาสั่งคดีของพนักงานอัยการต้องกระทำโดยองค์คณะ กรณีสั่งไม่ฟ้องจะต้องเปิดเผยคำวินิจฉัยส่วนตน โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถมีความเห็นแย้งได้

ทั้งนี้ "จันทิมา ธนาสว่างกุล" สำนักงานที่ปรึกษากฎหมาย สำนักงานอัยการสูงสุด ก็บอกถึงการทำงานของอัยการที่มีข้อจำกัดในเรื่องของการค้นหาความจริง

"สำนวนอยู่ในมือของพนักงานสอบสวนหรือตำรวจ ไม่ได้ให้อัยการเข้าร่วมสอบสวนแต่อย่างใด อีกทั้งองค์กรอัยการไม่ได้ถูกฝึกทักษะความรู้เรื่องการสอบสวน การปฏิรูปจึงต้องพัฒนาบุคลากรอัยการให้มีทักษะด้านการสอบสวน และต้องมีกฎหมายรองรับ"

อย่างไรก็ดี ทางอัยการเอง โดย ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด เคยมีหนังสือข้อเสนอในการร่างรัฐธรรมนูญ ส่งถึงนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 10 พ.ย.2558 ที่อาจจะเรียกว่าเป็นข้อเสนอปฏิรูปอัยการได้เช่นกัน

นั่นคือ ขอให้พนักงานอัยการมีอำนาจสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวน, คำสั่งไม่ฟ้อง ถอนฟ้องต้องแสดงเหตุผลประกอบ รวมทั้งต้องให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถเข้าถึงได้ง่าย ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะต้องให้ประชาชนเข้าถึงได้ด้วย และข้าราชการอัยการต้องไม่เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่นของรัฐ ในทำนองเดียวกัน หรือห้างหุ้นส่วนบริษัท ไม่เป็นที่ปรึกษาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใด

ทว่าดูเหมือนข้อเสนอต่างๆ เหล่านี้ก็ยังไม่มีการขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรมเท่าใดนัก เห็นได้จากในช่วงต้นปีที่ผ่านมา แม้จะมีการเสนอ "ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมระเบียบข้าราชการอัยการ" ในประเด็นเกี่ยวกับอัยการอาวุโส แต่ก็ไม่พบมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการ "ปฏิรูปอัยการ" ตามที่มีการเสนอเอาไว้เลย

พอ "อัยการ" มาเกิดเรื่อง เกิดราว เกิดข่าวฉาว ที่ถึงแม้สังคมจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องส่วนบุคล ไม่ใช่องค์กร แต่พอมีปลาเน่าตัวเดียวก็เหม็นไปทั้งข้อง เสียงเรียกร้อง "ปฏิรูปอัยการ" จึงถูกจุดประกายขึ้นมาใหม่อีกรอบ.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง