นิรโทษกรรมต่างด้าวยกแผง!

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 15 กรกฎาคม 2560 00:00:31 น.

กรุงเทพฯ * อึ้ง! นิรโทษกรรมต่างด้าวยกแผง มีผลยกเลิกความผิดที่เกิดก่อน 23 มิ.ย.60 คณะกรรมการวิชาการศาลแจงข้อบังคับการใช้ ชี้เหตุกฎหมายเดิมถูกยกเลิกแล้ว โฆษกศาลเผยไม่จำเป็นต้องเป็นข้อบังคับ

เมื่อวันศุกร์ ผู้สื่อข่าวราย งานว่า สำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรมแจ้งว่า เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการวิชาการสำนักงานศาลยุติธรรมได้ประชุมเกี่ยวกับข้อสังเกตการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  (คสช.) ที่ 33/2560 เรื่องมาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ดังนี้ 1.พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับวันที่ 23  มิ.ย.60 โดยมาตรา 3 กำหนดให้ยกเลิก พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551

2.ความผิดเดิมตาม พ.ร.บ. มาตรา 9, 51 ฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตรงกับ  พ.ร.ก.มาตรา 8, 101, ความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรา 27, 54 ฐานห้ามรับคนต่างด้าวเข้าทำงานที่กำหนด  ตรงกับ พ.ร.ก.มาตรา 9, 102, ความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรา 9, 52 ฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้มีหนังสือแจ้งต่อนายทะเบียน ตรงกับ พ.ร.ก.มาตรา 59, 119 และความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรา 27, 54 ฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานกับตนเข้าทำงาน ตรงกับ พ.ร.ก.มาตรา 72, 122

3.การที่คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 33/2560 ข้อ 1 ให้มาตรา 101, 102, 119 และ 122 ของ พ.ร.ก.มีผลใช้บังคับวันที่ 1 ม.ค.61 โดยข้อ 6 ให้คำสั่ง คสช.นี้มีผลตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.60 ซึ่งตรงกับวันที่ พ.ร.ก.มีผลใช้บังคับนั้น ส่งผลให้เฉพาะมาตรา 101, 102, 119 และ 122 ซึ่งเป็นบทกำหนดโทษยังไม่มีผลใช้บังคับ จึงเกิดปัญหาทางปฏิบัติว่าการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นก่อน พ.ร.ก.มีผลใช้บังคับในวันที่ 23 มิ.ย.60 และความผิดที่เกิดขึ้นหลัง พ.ร.ก.มีผลใช้บังคับในวันที่ 23 มิ.ย.-31 ธ.ค.60 จะมีผลทางกฎหมายอย่างไรนั้น

คณะกรรมการวิชาการสำนักงานศาลยุติธรรมได้ประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เสียงข้างมากมีความเห็นว่าการที่คำสั่ง คสช.ที่ 33/2560 บัญญัติให้มาตรา 101, 102, 119 และ 122 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่  1 ม.ค.61 เป็นต้นไปนั้น มีผลว่าการกระทำความผิดที่กระทำลงในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.60 ถึงวันที่ 31 ธ.ค.60 เป็นการกระทำที่ไม่มีโทษ จึงไม่เป็นความผิดอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2  วรรคหนึ่ง ส่วนการกระทำความผิดที่เกิดก่อนวันที่ 23 มิ.ย.60 อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ซึ่งเป็นกฎหมายเก่าที่ถูกยกเลิกไปโดย พ.ร.ก.มาตรา 3 แม้ พ.ร.ก.จะยังกำหนดให้เป็นความผิด แต่ไม่มีโทษ จึงต้องถือว่า พ.ร.ก.เป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดให้การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ดังนั้นผู้กระทำความผิดก่อนวันที่ 23 มิ.ย.60 จึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดไป ไม่ว่าศาลจะพิพากษาคดีนี้เมื่อใดก็ตาม และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้าได้รับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงด้วย

ส่วนแนวทางปฏิบัติตามความเห็นดังกล่าวมีข้อพิจารณา ดังนี้ 1.ความผิดที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23  มิ.ย.-31 ธ.ค.60 (1) กรณีที่มีการยื่นคำร้องขอหมายจับในความผิดข้อหาดังกล่าว เนื่องจากการกระทำนั้นไม่เป็นความผิด จึงไม่มีเหตุออกหมายจับ (2) กรณีที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหา จึงไม่อาจพิจารณาให้ฝากขังต่อไปได้ ส่วนผู้ต้องหาที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังไปก่อนแล้วจึงต้องพิจารณาออกหมายปล่อยผู้ต้องหาหรือมีคำสั่งว่าการปล่อยชั่วคราวสิ้นสุดลง แล้วแต่กรณี โดยถือว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับเพราะเหตุมีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำความผิด ยกเลิกความผิด

(3) กรณีที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลย่อมถือเป็นเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 หากคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ เพราะถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย และ (4) คำสั่ง คสช.ที่ 33/2560 มีผลเป็นการยกเลิกความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 เฉพาะมาตรา 101, 102, 119 และ 122 เท่านั้น ข้อหาความผิดอื่นตาม พ.ร.ก.นี้ หรือตามกฎหมายอื่น เช่น ความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522  เป็นต้น ไม่ได้รับผลกระทบตามคำสั่ง คสช.ดังกล่าว

2.ความผิดที่เกิดขึ้นก่อนวัน ที่ 23 มิ.ย.60 ย่อมต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับคดีที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.-31 ธ.ค.60 ดังกล่าวข้างต้น และ 3.ความผิดที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.61 เป็นต้นไป ถือว่ามีความผิดและต้องรับโทษตาม พ.ร.ก.

วันเดียวกัน นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า  ถือเป็นข้อสังเกตของฝ่ายบริหารสำนักงานศาลยุติธรรมที่ได้พิจารณาตีความกฎหมายที่เผยแพร่ให้ผู้พิพากษาทั่วไปรับทราบ ซึ่งเป็นความเห็นที่ผู้พิพากษาสามารถจะนำไปพิจารณาประกอบการทำหน้าที่ตัดสินคดีได้ ไม่จำเป็นต้องกำหนดเป็นระเบียบข้อบังคับ.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง