คอลัมน์กรองสถานการณ์: 2 ส.ค.พิพากษาคดี 7 ต.ค.51'สมชาย-บิ๊กจิ๋ว-พัชรวาท' ระทึก

ข่าวทั่วไป 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

วันพุธที่ 2 สิงหาคม 2560 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดอ่านคำพิพากษาในคดีสลายการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือคดี 7 ต.ค.51 ที่มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 471 รายอันเป็นคดีที่ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสองอดีตนายกรัฐมนตรี คือ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) รวมถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.ที่เป็นน้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ บิ๊ก คสช. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นจำเลยที่ 1-4 ตามลำดับ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และ พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ.2542 ในเหตุการณ์ 7 ต.ค.51 คดีดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งคดีใหญ่ทางการเมืองที่น่าสนใจ เพราะจำเลยล้วนแล้วแต่เป็นนักการเมือง อดีตนักการเมือง อดีตบิ๊กตำรวจคนสำคัญ อีกทั้งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองครั้งสำคัญของการเมืองไทย

ในการสู้คดีของคู่ความนั้น ฝ่าย ป.ป.ช.ได้ยื่นบัญชีพยานบุคคลไว้ 67คน ขณะที่จำเลยก็ยื่นบัญชีพยานไว้เป็นจำนวนมากพอสมควร แต่สุดท้ายคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ได้นำพยานที่ยื่นบัญชีไว้ต่อศาลมาเบิกความครบทั้งหมด โดยมีการตัดพยานบางคนออกเพื่อให้ทันกรอบเวลาและแนวทางสู้คดี

สำหรับพยานในคดีนี้องค์คณะมีการแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มหลัก แยกได้ดังนี้

1.พยานฝ่ายผู้กล่าวหา 2.พยานในการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ ที่มีการประชุมกันตอนห้าทุ่มของวันที่ 6 ต.ค.51 ที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งใช้เป็นสถานที่ทำงานของนายกฯ และ ครม. อันเป็นการประชุม ครม.นัดพิเศษไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าวันเกิดเหตุ หลังพันธมิตรฯ เคลื่อนตัวจากทำเนียบรัฐบาลมาล้อมรัฐสภาในช่วงค่ำวันที่ 6 ต.ค.51 ทำให้นายสมชายที่ตอนนั้นได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีและต้องนำ ครม.เข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภาต้องเรียกประชุม ครม.เป็นการด่วนที่สนามบินดอนเมืองเพื่อหาหนทางเข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

3.พยานในการประชุมระหว่างตัวแทนฝ่ายรัฐบาลคือ พล.อ. ชวลิต รองนายกรัฐมนตรี กับตำรวจที่รับผิดชอบการดูแลสถานการณ์การชุมนุม ที่มีการประชุมเป็นกรณีเร่งด่วนตอนตีหนึ่งซึ่งถือว่าเข้าสู่ช่วงวันที่ 7 ต.ค.51 แล้ว ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยในที่ประชุม พล.อ.ชวลิตได้แจ้งถึงผลการหารือของรัฐบาลที่ให้ตำรวจทราบว่ารัฐบาลต้องเข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 7 ต.ค.

4.พยานที่เกี่ยวข้องกับการเปิดทางเข้าประตูรัฐสภาในช่วง เช้าวันที่ 7 ต.ค. ซึ่งทำให้มีผู้บาดเจ็บทั้งที่หน้ารัฐสภา ถนนอู่ทองใน และสี่แยกการเรือน 5.พยานผู้เชี่ยวชาญด้านการพิสูจน์ศพ การตรวจและการใช้แก๊สน้ำตา และผู้เชี่ยวชาญด้านการสลายการชุมนุม 6.พยานฝ่ายพันธมิตรฯ

ในสำนวนของ ป.ป.ช.ในคดีนี้ที่มีการชี้มูลและยื่นฟ้องเอาผิดจำเลยทั้งหมด ได้ย้ำว่าการเข้าสลายการชุมนุมของตำรวจตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 7 ต.ค.51 จนกระทั่งถึงช่วงเย็นและค่ำของวันดังกล่าว ตำรวจมีการทำเกินกว่าเหตุ อีกทั้งวิธีการสลายการชุมนุมของตำรวจเช่นการยิงแก๊สน้ำตา ก็เป็นการปฏิบัติที่ผิดขั้นตอน ทำไม่ถูกวิธี

ป.ป.ช.จึงระบุในสำนวนการไต่สวนว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จำเลยที่มีทั้งนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ผบ.ตร. และ ผบช.น..ในเวลานั้น ถือว่ามีส่วนต้องรับผิดชอบในการป้องกันและระงับเหตุได้ โดยเฉพาะหลังจากนายสมชายได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้วในช่วงเช้าวันที่ 7 ต.ค. ที่ตอนนั้นมีคนบาดเจ็บแล้ว รัฐบาลถือว่ามีอำนาจเต็มที่แล้วหลังแถลงนโยบาย ก็สามารถสั่งให้ตำรวจยุติได้ แต่ก็ยังมาเกิดเหตุในช่วงเย็นถึงค่ำของวันที่ 7 ต.ค.ที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต จึงถือว่าทั้งหมดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

อย่างไรก็ตาม สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้แถลงปิดคดีด้วยวาจาต่อศาลฎีกาฯ เมื่อ 30 มิ.ย.60 โดยคำแถลงดังกล่าวสมชายได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาตามคำฟ้องของ ป.ป.ช. และย้ำว่าการชุมนุมของพันธ มิตรฯ ที่ก่อนหน้านั้นได้เข้าไปในทำเนียบรัฐบาล ศาลปกครองเคยมีคำพิพากษามาแล้วว่าไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ จึงไม่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และขอปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำการอันใดเลยที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ชุมนุม

บทสรุปของคดี 7 ต.ค.51 จะเป็นเช่นใด รอฟังคำพิพากษาที่จะออกมาในวันที่ 2 ส.ค.นี้กันต่อไป.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ