คอลัมน์: ไทยโพสต์: เดินไปตามช่องทาง

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 4 สิงหาคม 2560 00:00:10 น.

ท่าทีจากฝ่ายต่างๆ เริ่มนิ่งมากขึ้น หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษายกฟ้องคดีสลายการชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือคดี 7 ต.ค.2551 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประ มวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีกล่าวหาว่า เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 รัฐบาลนายสมชายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมจากกลุ่ม พธม. ที่ปิดล้อมทางเข้ารัฐสภา ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักสากล จนมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และผู้บาดเจ็บ 471 ราย

โดยแม้ปฏิกิริยา ความเห็น จะมีออกมาจากฝ่ายต่างๆ บ้าง แต่ก็จะพบว่าอยู่ในกรอบที่ควรจะเป็น คือการเคารพต่อคำตัดสินของศาลฎีกา แต่ก็มีความเคลื่อนไหวของบางฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายอดีตเครือข่ายพันธมิตรฯ ที่ก็เป็นการเคลื่อนไหวในลักษณะการกำหนดท่าที โดยมุ่งเน้นไปที่การหารือกันว่า จะทำอย่างไรกันต่อไปหลังจากนี้ โดยเฉพาะการอุทธรณ์คดีตามช่องทางที่รัฐธรรมนูญมาตรา 195 บัญญัติเปิดช่องให้ฝ่ายโจทก์สามารถยื่นอุทธรณ์คดีได้ภายในไม่เกินสามสิบวันหลังศาลฎีกามีคำพิพากษา

อย่างเช่นการที่อดีตเครือข่ายพันธมิตรฯ อย่างนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บอกว่า อดีตแกนนำพันธมิตรฯ จะมีการนัดหารือกันในวันที่ 4 ส.ค.ที่บ้านพระอาทิตย์ ซึ่งแกนนำพันธมิตรฯ นักกฎหมาย ตัวแทนผู้เสียหายที่ได้รับผล กระทบจากเหตุการณ์ 7 ตุลา จะมาพูดคุยหารือ ดูกรอบแนวทางการต่อสู้คดี แนวทางที่เตรียมนำเสนอ ป.ป.ช. เพื่อยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาฯ ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ระบุไว้

อดีตแกนนำพันธมิตรฯ บอกว่า หากมีการอุทธรณ์อาจจะเกิดการเปลี่ยนสาระสำคัญของคดีได้ อยากให้ ป.ป.ช. ได้พิจารณาใช้สิทธิอุทธรณ์ ถ้าไม่อุทธรณ์ก็ต้องมีคำอธิบาย ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดข้อเคลือบแคลงสงสัยต่อการทำหน้าที่ และอาจถูกตั้งข้อกล่าวหา ละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อีกทั้งยังจะเป็นการรักษาสิทธิเพื่อทำให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเหยื่อ ผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สำคัญคำพิพากษาอาจกลายเป็นบรรทัดฐานต่อการชุมนุมของประชาชนในอนาคตตามสิทธิอาจกระทำได้ยาก หรือกระทำไม่ได้เลย และตำรวจอาจย่ามใจทำการปราบปรามได้ง่ายขึ้น อันเนื่องจากผลของคำพิพากษาที่ออกมา อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าญาติผู้ที่ได้รับผล กระทบจากเหตุการณ์รู้สึกผิดหวัง แต่ทั้งหมดก็เคารพคำพิพากษาจากศาล ก็ยังมีกำลังใจ เห็นว่ากระบวนการทางศาลยังเปิดประตูอยู่ ไม่ได้ปิดเสียทีเดียว และหวังอยากให้ป.ป.ช.ใช้สิทธิ์ในการอุทธรณ์

ขณะที่ท่าทีจากฝ่ายการเมืองก็มีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างเช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัว หน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า การยกฟ้องการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเป็นบรรทัดฐานต่อคดีสลายการชุมนุมปี 53 ที่ตัวนายอภิสิทธิ์เป็นจำเลยอยู่ในชั้นศาลอาญาหรือไม่ การชุมนุมแต่ละครั้งมีข้อเท็จจริงที่อาจไม่เหมือนกัน แต่ว่า เมื่อมีคำพิพากษาออกมาก็เป็นธรรมดาที่มีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ทุกคนต้องให้ความเคารพกระบวนการยุติธรรม ถ้าทางโจทก์เขาอุทธรณ์ ต้องไปรอดูอีกว่าจะมีผลอย่างไร จะไปเปรียบแต่ละการชุมนุมด้วยกันไม่ได้ ต้องดูข้อเท็จจริง และการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐประกอบด้วย

นายอภิสิทธิ์บอกว่า เหตุการณ์การชุมนุมในปี 2553 สิ่งที่ชัดคือ ทางรัฐบาลขณะนั้นได้ยื้อเรื่องต่อศาล โดยศาลวินิจฉัยแล้วว่าเป็นการชุมนุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ทางผู้ชุมนุมยังได้ใช้อาวุธต่อเจ้าหน้าที่ในวันที่ 10 เม.ย.53 อีกทั้งมาตรการที่ใช้กับผู้ชุมนุมก็มีการประกาศเป็นพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังนั้น การจะนำส่วนใดของคำพิพากษาไปเทียบเคียงกับกรณีอื่นๆ ต้องดูว่ามีข้อเท็จจริงตรงกันหรือไม่

ทั้งนี้ รธน.มาตรา 195 บัญญัติไว้วรรคหนึ่งว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภาย ในสามสิบวัน นับแต่วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา การวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตามวรรคสี่ ให้ดำเนินการโดยองค์คณะของศาลฎีกา ซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาอาวุโสซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาซึ่งไม่เคยพิจารณาคดีนั้นมาก่อน และได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวนเก้าคน โดยให้เลือกเป็นรายคดี และเมื่อองค์คณะของศาลฎีกาดังกล่าวได้วินิจฉัยแล้ว ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา

ทางเดินต่อไปของคดีนี้ จะจบอย่างไร หากทุกฝ่ายเคารพขั้นตอนทางกฎหมาย และทำไปตามช่องทางที่ รธน.บัญญัติไว้ ทุกอย่างก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแต่อย่างใด.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง