'กอด'...ทำไม??? มหัศจรรย์

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 13 สิงหาคม 2560 00:00:38 น.

"อุ่นใดๆ โลกนี้มิมีเทียบเทียม อุ่นอกอ้อมแขนอ้อมกอดแม่ตระกอง รักเจ้าจึงปลูก รักลูกแม่ย่อมห่วงใย ไม่อยากจากไปไกล แม้เพียงครึ่งวัน ให้กายเราใกล้กัน ให้ดวงตาใกล้ตา ให้ดวงใจเราสองเชื่อมโยงผูกพัน- เพลงอิ่มอุ่น ของศิลปิน ศุ บุญเลี้ยง บทเพลงที่สะท้อนถึงความผูกพันระหว่างแม่กับลูกได้เป็นอย่างดี

ผศ.แพทย์หญิงปราณี เมืองน้อย จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ มหาราชินี (รพ.เด็ก) กรมการแพทย์ กล่าวว่า "อ้อมกอดนับเป็นยามหัศจรรย์ที่ช่วยให้คนเราอบอุ่น ปลอดภัย ส่งต่อความรักความผูกพันระหว่างกัน การกอดยังช่วยกระตุ้นพัฒนาการให้แก่ลูกน้อยในแต่ละช่วงวัย นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาความทุกข์ร้อนได้หลากหลาย ทั้งคลายความกังวล บรรเทาความเจ็บป่วย"

วันนี้คุณกอด...ลูกหรือยัง??? จากการศึกษาของนักจิตวิทยา Karen Grewen, Ph.D., of the University of North Carolina, ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Psychosomatic Medicine พบว่า ในระหว่างที่ให้คู่รักกอดกัน สามารถกระตุ้นฮอร์โมนแห่งความสุข ออกซีโตซิน (oxytocin) ได้อย่างชัดเจน และลดฤทธิ์ของฮอร์โมนแห่งความเครียดคอร์ติซอล (cortisol) ได้อย่างดี นอกจากนี้ยังพบว่าคนที่ไม่ได้รับการกอดจะมีความดันโลหิตและจังหวะการเต้นของหัวใจสูงกว่าคนที่ได้รับการกอดอย่างชัดเจน ซึ่งภาวะดังกล่าวนับว่าไม่ดีต่อสุขภาพ การกอดช่วยเยียวยา ปลอบโยน ลดความกังวล ความวิตกกังวล ซึมเศร้า และความเหงาโดดเดี่ยว เป็นพลังจากการสัมผัสเนื่องจากทำให้คนเรามีโอกาสได้ฝึกปฏิสัมพันธ์กันภายใต้ความไว้วางใจ ความเชื่อใจ

จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Psychological Sciences ซึ่งรวบรวมการศึกษาประโยชน์ของการกอดจากหลายสถาบันพบว่าการกอดมีประโยชน์มากมาย ดังนี้

1.ลดความรู้สึกกลัวตาย (กอดช่วยชีวิต) พบว่า แม้แต่การกอดตุ๊กตาหมีก็ยังช่วยลดความกลัวตายได้ หากได้กอดคนที่ยังมีชีวิตยิ่งทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น ในปี คศ.1995 ในอเมริกามีคู่แฝดคลอดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักน้อย แฝดคนหนึ่งสุขภาพดี ส่วนอีกคนมีแนวโน้มจะเสียชีวิต หลังจากทดลองนำมานอนในตู้อบเดียวกัน ให้สัมผัสซึ่งกันและกัน พบว่าแฝดอีกคนสามารถมีชีวิตรอดได้อย่างอัศจรรย์

2.ลดความรู้สึกโดดเดี่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนสูงอายุหรือคนป่วยที่มีความเปราะบางเรื่องสุขภาพ ทำให้หลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียดออกมามาก และยิ่งทำลายระบบภูมิคุ้มกันทำให้สุขภาพย่ำแย่มากขึ้น

3.ช่วยให้เด็กเจริญเติบโตและพัฒนาการดีขึ้น มีการศึกษาในยุโรปพบว่าเด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามักมีการเจริญเติบโตทางร่างกายและสติปัญญาไม่ดี (Frank DA, Klass PE, Earls F, Eisenberg L) แต่หลังจากทำการกระตุ้นโดยการสัมผัส การกอดวันละ 20 นาที นาน 10 สัปดาห์ เด็กกลุ่มนี้มีการพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (Casler, Lawrence) สำหรับเด็กคลอดก่อนกำหนดหรือเด็กอ่อนในปัจจุบันมีการกระตุ้นให้แม่ลูกได้สัมผัสกันและกันโดยการอุ้มแบบจิงโจ้ (Kangaroo care) พบว่ามีผลดีต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพเด็กอย่างมาก

4.กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข ออกซีโตซิน (oxytocin) ช่วยลดความวิตกกังวลและความเครียดได้ เช่น ในเวลาที่มารดาคลอดบุตรจะมีออกซีโตซินหลั่งออกมาอย่างมากจนทำให้แม่ลืมความเจ็บปวดทั้งหมดจากการคลอดบุตรได้  และยังเรียกได้ว่าเป็นฮอร์โมนของความผูกพัน การมีกันและกัน ช่วยทำให้นอนหลับฝันดี สำหรับเพศชายฮอร์โมนตัวนี้ยังช่วยทำให้ผู้ชายมีทักษะการสร้างความผูกพันและแสดงความรักใคร่ได้ดีขึ้น ความหวานในชีวิตคู่จะมีอย่างต่อเนื่องหากคนเราได้กอดกัน

5.ลดความเครียด ทำให้ควบคุมอารมณ์และแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ดี มีการศึกษาพบว่าเด็กที่ได้รับการกอดตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิตจะมีทักษะการจัดการความเครียดได้ดี การกอดช่วยลดความเครียดให้เด็ก ทำให้เด็กอาละวาดน้อยลง

6.กระตุ้นสารสื่อประสาทหลายชนิดที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายดี เช่น โดปามีน (Dopamine) ทำให้คนเรารู้สึกดี (Serotonin) ช่วยลดความเจ็บปวดและอารมณ์ดี และ (Oxytocin) ที่ทำให้คนเราเกิดความพึงพอใจ.

ประโยชน์ของการกอดเด็กแต่ละช่วงวัย

* กอดลูกในครรภ์ ตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์ก็เปรียบเสมือนได้รับการกอดจากแม่ที่อุ้มท้อง หลังคลอดจนโต มนุษย์เราก็ยังโหยหาการกอดการสัมผัสอยู่เสมอ เชื่อหรือไม่ว่ายิ่งอายุมาก คนเรายิ่งต้องการการกอดในชีวิตประจำวัน

* ต้อนรับสู่โลกด้วยกอดแรกเกิด อ้อมกอดอันแสนอบอุ่นที่ช่วยปลอบให้ทารกน้อยคลายความกลัวของอุณหภูมิที่แตกต่างระหว่างครรภ์และโลกภายนอก ทำให้เจ้าตัวเล็กหยุดร้องไห้ รู้สึกอุ่นสบาย มั่นคงปลอดภัย และได้สัมผัสความอบอุ่นของแม่ผ่านอ้อมกอดเป็นครั้งแรก เกิดความรู้สึกไว้วางใจในโลกใหม่ที่เขาออกมาสัมผัส

* กอด 6 เดือนแรก พบว่าเด็กที่ได้รับอ้อมกอดอย่างอบอุ่นทุกๆ วัน จะเป็นเด็กที่มีความผูกพันทางอารมณ์ที่ดีกับแม่ตั้งแต่แรกเกิด และเมื่อเขาเติบโตขึ้นจะมีการพัฒนาการทางด้านอารมณ์ที่ดีกว่า เป็นเด็กร่าเริง โดยแม่สามารถโอบกอดลูกทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง ผ่านการให้นมลูก หรือการกล่อมนอน เพื่อทำให้ลูกรับรู้ถึงสัมผัสและสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกได้อย่างแน่นแฟ้นขึ้น และส่งผลให้พัฒนาการด้านอารมณ์ของลูกจะดีขึ้น

* กอดระหว่าง 7 เดือน ถึง 1 ขวบครึ่ง ส่งเสริมความมั่นใจและมองโลกในแง่ดี ในช่วงนี้พัฒนาการด้านการเรียนรู้โลกกว้างถูกกระตุ้นรอบด้าน ทำให้ลูกน้อยพยายามหยิบจับ คว้าทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเรียนรู้ด้วยตัวของเขาเอง พอถึงช่วงนั่ง หรือลุกเดินนั้น ทุกย่างก้าวของการพัฒนาการพ่อแม่ควรอยู่ใกล้ๆ และกอดลูกอย่างสม่ำเสมอ ให้กำลังใจ และชื่นชมในความก้าวหน้าของลูก ซึ่งทำให้ลูกเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่มีความมั่นใจและมองโลกในแง่ดี และมีภาวะอารมณ์ที่ดีมากขึ้น

* กอดระหว่าง 1 ขวบครึ่ง - 3 ขวบ นับเป็นช่วงที่สิ่งแวดล้อมเข้ามามีอิทธิพลต่อตัวลูกมากขึ้น คนเป็นพ่อและแม่ควรหาเวลากอดลูกอย่างสม่ำเสมอ หรือจะหอม เพื่อให้เขารู้ว่าเราไม่ได้อยู่ห่างและได้รับความรักความอบอุ่นเสมอ ซึ่งส่งผลให้ลูกเติบโตเป็นเด็กที่มีทัศนะคติที่ดี อารมณ์ดี พร้อมทั้งมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น

* กอดลูกตั้งแต่ 3 ขวบเป็นต้นไป โลกใหม่ๆ สิ่งใหม่ๆ  เพื่อนใหม่ๆ และสังคมใหม่ๆ จะส่งผลต่อบุคลิกภาพและอารมณ์ของลูก อาทิ บางคนขี้อายและเก็บตัว บางคนร่าเริงและกล้าแสดงออก หรือบางคนดื้อและก้าวร้าว การปรับและควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมเหล่านี้ที่ดีที่สุด คือ การกอดและการพูดคุย เพื่อเป็นการสร้างให้ลูกรับรู้ถึงความรักและความใส่ใจที่พ่อและแม่มีต่อลูกในทุกๆ จังหวะชีวิต ซึ่งเมื่อพ่อแม่ทำอย่างต่อเนื่อง ลูกจะรับรู้และค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรวมถึงภาวะด้านอารมณ์ได้ดีขึ้น

การ "กอด" นับเป็นยาวิเศษที่หาง่ายได้ทุกที่ทุกเวลา ดังนั้นเราควรใส่ใจและหันมา  กอดลูกตั้งแต่วันนี้ เพราะมีส่วนช่วยในทุกด้านของพัฒนาการทั้งร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ ส่งผลให้ลูกเป็นคนดีและเข้าถึงจิตใจและเห็นใจคนอื่นได้ในอนาคต ดังนั้น ในวันนี้เราควรจะเริ่มกอดกันและกัน ไม่ต้องรอเทศกาลใดๆ เพราะเราสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง