คุยสันติสุข-พาคนกลับบ้าน-สามเหลี่ยมศก.ยังไม่ตอบโจทย์ 'ดับไฟใต้'

ข่าวทั่วไป 26 สิงหาคม พ.ศ. 2560 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

เมือง ไม้ขม รายงาน แม้ว่ากรณีการปล้นชิงรถยนต์จากเต็นท์รถมือสองชื่อ วังโต้คาร์เซ็นเตอร์ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.นาทวี จ.สงขลา โดยเป็นการ ปฏิบัติการ ของ แนวร่วม ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น เพื่อนำไปประกอบเป็น คาร์บอมบ์ เพื่อก่อวินาศกรรมใน 7 หัวเมืองหลัก ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจของ 7 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะผ่านไปแล้ว 1 สัปดาห์

และรถจำนวน 6 คัน ที่ปล้นไปจากเต็นท์รถมือสอง รวมทั้งรถกระบะอีก 1 คัน ที่ปล้นชิงจากพ่อค้าขายปลาจาก อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เพื่อใช้ในการเป็น พาหนะ ในการนำ แนวร่วม ไปปล้นรถยนต์ที่ วังโต้คาร์เซ็นเตอร์ ก็พบแล้วทั้งหมด ทั้งที่อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ และที่ถูกนำไปทำ คาร์บอมบ์ ซึ่งกลายเป็นเศษเหล็กไปแล้ว 2 คันด้วยกันแต่ดูเหมือนทั้งหมดจะเป็นเรื่องที่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เนื่องจาก ปฏิบัติการ ของ โจรใต้ หรือ แนวร่วม ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น มีประเด็นมากมายที่เป็น โจทย์ ให้กับเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ทำการ ขบคิด และดำเนินการแก้ เงื่อนปม ต่างๆ ซึ่งเป็นที่มาของปัญหา เป็นที่มาของการก่อการร้าย

ซึ่งยิ่งมีการ สืบค้น ก็ยิ่งเห็นถึง ยุทธศาสตร์ และ ยุทธวิธี ของขบวนการบีอาร์เอ็น ทั้งในงาน การเมือง และงาน การทหาร และหากเจ้าหน้าที่ทำการศึกษาปฏิบัติการของบีอาร์เอ็นครั้งนี้ให้ดี และไม่ปล่อยทิ้ง กลางคัน อย่างหลายๆ เหตุการณ์ที่แล้วๆ มา ก็จะเป็นประโยชน์ในการ สู้รบ กับบีอาร์เอ็น ทั้งในทาง การเมือง และ การทหาร

ประเด็นแรก การตายของหนึ่งในกลุ่ม แนวร่วม ทั้งหมด ที่ถูกเจ้าหน้าที่ วิสามัญ ที่จุดตรวจ เกาะหม้อแกง ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี บอกอะไรต่ออะไรเกี่ยวกับการนำคนเข้าสู่ขบวนการได้มากมาย

อาทิ บีอาร์เอ็นมี ยุทธวิธี ในการนำนักเรียน นักศึกษา ที่เล่าเรียนทางศาสนา ซึ่งเป็นคนที่สังคมให้การยอมรับ และสนับสนุนให้เป็น ผู้นำ ในเรื่องของ ศาสนา เข้าสู่ขบวนการ ซึ่งนักศึกษาคนนี้ไม่อาจจะเป็นแค่หนึ่งในร้อย หรือหนึ่งในพัน ที่ถูกนำเข้าสู่ขบวนการ

และนอกจากนักศึกษาผู้นี้แล้ว ยังมี เครือข่าย ซึ่งอาจจะเป็นผู้นำศาสนา เจ้าของโรงเรียน เจ้าของปอเนาะ นักศึกษาในสถานศึกษาอีกจำนวนมากที่อยู่ในขบวนการ ทั้งที่เป็นชุดที่ ปฏิบัติงาน และ

ชุดที่อยู่ระหว่างการ บ่มเพาะ เพื่อให้เป็นกองกำลังอย่างสมบูรณ์แบบซึ่งจากการตรวจสอบประวัติของนักศึกษาผู้เสียชีวิต ในขณะที่เตรียมนำรถยนต์ที่ประกอบเป็น คาร์บอมบ์ ไปก่อวินาศกรรม พบว่า เกี่ยวพันกับโรงเรียนสอนศาสนาที่ผู้ตายทำงานอยู่ และเกี่ยวกับบุคคลอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง

โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ไม่มีโอกาสรู้เลยว่า โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา และปอเนาะต่างๆ มีคนของบีอาร์เอ็นเป็นครู เป็น อุสตาซเป็นนักเรียน นักศึกษา อยู่เท่าไหร่ และมีโรงเรียนปอเนาะที่อยู่ภายใต้การ ชี้นำ ของบีอาร์เอ็นอยู่กี่โรงหากคนเหล่านี้ไม่ไปก่อเหตุ และเสียชีวิตคา หลักฐาน หรือมีหลักฐานในการก่อเหตุจากกล้องวงจรปิด เจ้าหน้าที่ก็จะไม่รู้เลย

นี่คือ อันตราย จากการที่หน่วยงานของรัฐพยายามคิดเอาเองว่า การ ให้ ในสิ่งที่ สถานศึกษา เหล่านี้ต้องการ จะเป็นการสร้าง สำนึก ให้เป็นสถานศึกษาที่ดี และบุคคลเจ้าของสถานศึกษามีความ สำนึก ใน บุญคุณ ต้องไม่ทำในสิ่งที่เป็น ภัย ต่อ มาตุภูมิ ซึ่งการคิดที่ว่านี้อาจจะเป็นการมอง โลกสวย ที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงก็เป็นได้เรื่องที่เกิดขึ้นจึงเป็น โจทย์ สำหรับกระทรวงศึกษาธิการ และ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ตลอดถึงศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จะต้องให้ความ ใส่ใจ อย่าง จริงจัง กับสถานศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และปอเนาะต่างๆ ในพื้นที่

ไม่ใช่หวาดระแวง แต่เป็นการป้องกันอย่าให้โรงเรียนและปอเนาะเหล่านี้กลายเป็นสถานที่ บ่มเพาะ และ ผลิต นักก่อการร้าย โดยมีกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้สนับสนุนในเรื่องของ งบประมาณเรื่องที่บีอาร์เอ็นเข้าไปมีอิทธิพลในโรงเรียนสอนศาสนาและปอเนาะตาม ยุทธศาสตร์ การศึกษา เพื่อให้เกิดการศึกษา เชิงเดี่ยวเพื่อใช้เป็นที่ เลือกคน และ สร้างคน ที่มีคุณภาพเข้าสู่ขบวนการแบ่งแยกดินแดน จึงไม่ใช่เรื่องที่ถูก แต่งขึ้น จากงาน การข่าว แต่เป็นเรื่องจริง

เพียงแต่เป็นเรื่องจริงที่ฝ่ายความมั่นคงพยายามที่จะ ปฏิเสธในขณะที่กระทรวงศึกษายังไม่ยอมเชื่อว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว และมีอยู่จริง

เพราะหากยอมรับว่าเรื่องนี้เป็น เรื่องจริง เท่ากับเป็นการ ตบหน้า ตนเอง ที่อยู่กันอย่างไร จึงปล่อยให้เกิดความ ล้มเหลว ในการแก้ปัญหา ไฟใต้ ที่แต่ละหน่วยงานใช้งบประมาณอย่างมหาศาล แต่กลายเป็นความ ล้มเหลว และถูก หลอกลวง มาโดยตลอดในส่วนของการ สืบสวน เพื่อการจับกุม แนวร่วม หรือ โจรใต้ชุดนี้ เจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับ แนวร่วม หน้าเดิมๆ ที่เคยก่อเหตุในพื้นที่ 4 จังหวัด และบางคนเคยก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ตอนบนมาแล้วอย่าง โชกโชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แนวร่วม เหล่านี้ยังคง วนเวียน ในพื้นที่ เพื่อรอโอกาสในการก่อเหตุครั้งใหม่ไม่ได้หลบหนีไปยังประเทศมาเลเซีย หรืออาจจะไปๆ มาๆ ระหว่าง 2 ประเทศ ที่มีชายแดนติดต่อกัน

ประเด็นนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่า ปฏิบัติการ ติดตาม ไล่ล่า โจรใต้ หรือ แนวร่วม ที่มี หมายจับ ทั้ง ป.วิอาญา และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะ โจร ยังเคลื่อนไหวไปมาในพื้นที่ได้ และวนเวียนระหว่างบ้านตัวเองกับบ้านเพื่อน โดยมีหลักฐานที่ปรากฏชัด นั่นคือ เมียโจร ท้องป่อง มีลูกคนแล้วคนเล่า ทั้งที่เวลาเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ ทั้งพ่อ แม่ และเมีย โจร จะพูดอย่าง ฉะฉาน ว่าหนีไปหลายปีแล้ว

ไม่อยากจะบอกว่า เรา ล้มเหลว ในการ ปฏิบัติการ ไล่ล่าคนทำผิด แต่อยากจะบอกว่า เจ้าหน้าที่ยังเข้าไม่ถึง เป้าหมา ยังไม่สามารถทำให้หมู่บ้าน หรือ กำปง ในพื้นที่ เป็นหมู่บ้านที่ปลอดโจร เมื่อ โจร ยังเคลื่อนไหวในหมู่บ้านได้ มวลชน ก็ยังเป็นของ โจร ซึ่งคนเหล่านี้อาจจะเป็นทั้ง แนวร่วม ที่แท้จริง และ แนวร่วม จำยอม แต่สุดท้ายทั้ง จริง และ จำยอม ก็คือ มวลชน ของบีอาร์เอ็นนั่นเองและหาก แนวร่วม ระดับ หัวกะทิ ซึ่งเป็นฝ่าย ทหาร ของบีอาร์เอ็น ยังสามารถเคลื่อนไหวอย่าง อิสระ และฝ่าย บ่มเพาะ ยังสามารถสร้าง เซลล์ ใหม่ เพื่อ เติมเต็ม ให้กับขบวนการได้ และหากฝ่าย การเมือง ของบีอาร์เอ็นยังสามารถ เคลื่อนไหว ในการ ปลุกระดม เพื่อเติมคนเข้าสู่ขบวนการได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างคนที่สังคมยอมรับและเชื่อถือ เหมือนกับการสร้าง นักปฏิวัติของขบวนการ อย่างที่เห็นกันชัดๆ ในขณะนี้

คิดหรือว่า เวที พูดคุยสันติสุข โครงการ พาคนกลับบ้าน และ สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยังยืน จะเป็นเครื่องมือในการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นได้ในเร็ววัน.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ