'คาดเบลต์แถวหลัง'รั้งความสูญเสีย

ข่าวบันเทิง 8 กันยายน พ.ศ. 2560 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

คนไทยติดอันดับโลกเสียชีวิตจากอุบัติ เหตุ และการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งมาจากความประมาท ทั้งง่วงแล้วขับ เมาแล้วขับ ลืมตรวจสอบสภาพความสมบูรณ์ของยานพาหนะให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ เช็กยาง ระดับน้ำในหม้อน้ำ รวมถึงการละเลยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางด้วยรถส่วนบุคคลหรือรถแท็กซี่ รถทัวร์ รถบัสก็ตาม

เข็มขัดนิรภัย หรือเบลต์ ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญช่วยป้องกันและบรรเทาอาการบาดเจ็บที่รุนแรง หรือสูญเสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ด้วยเหตุนี้ สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ บริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) และกรมการขนส่งทางบก จัดโครงการ "รณรงค์คาดเข็มขัดนิรภัยแถวหลัง" เพื่อเป็นการสร้างความตระหนักร่วมกันต่อผู้ใช้รถใช้ถนน และร่วมตอกย้ำมาตรการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ที่กำหนดให้ผู้โดยสารต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง

นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุนสนับ สนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของการดำเนินงานด้านปัจจัยเสี่ยง เนื่องจากคนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเป็นอันดับต้นๆ ของโลก องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงแนะนำการแก้ไขด้วยการใช้เข็มขัดนิรภัยซึ่งเป็น 1 ใน 5 ปัจจัยที่ควรเพิ่มความเข้มข้น สอดคล้องกับผลสำรวจในปี 2559 ว่า มีผู้โดยสารที่นั่งตอนหน้าคาดเข็มขัดนิรภัยเพียง 60% เท่านั้น เห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่ยังคงละเลยถึงความสำคัญของอุปกรณ์ดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยออกกฎหมายให้ผู้โดยสารคาดเข็มขัดนิรภัยในทุกที่นั่ง เนื่องจากจะช่วยลดความรุนแรงจากการเกิดอุบัติเหตุได้ถึง 34-40% เพราะจะเกิดแรงปะทะเทียบเท่ากับตกตึก 5 ชั้น และคนที่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยอาจกระเด็นทะลุกระจกออกมานอกรถได้ในกรณีที่รถคันนั้นวิ่งมาด้วยความเร็วเพียง 60 กม.ต่อ ชม.

"มูลนิธิไทยโรดส์สำรวจภาพรวมผู้โดยสารรถแท็กซี่สาธารณะที่นั่งเบาะหลัง พบว่า มีผู้คาดเข็มขัดนิรภัยเพียง 3% เท่านั้น ในขณะที่มีผู้ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยถึง 97% สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ไม่เฉพาะเพียงช่วงเทศกาลที่มีคนใช้รถใช้ถนนจำนวนมากเท่านั้น แต่ต้องสร้างความตระหนักในทุกวันอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง สสส.พร้อมสนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์และมีประโยชน์ต่อสังคม เพื่อหวังลดจำนวนการเกิดอุบัติเหตุ ลดการเจ็บป่วยและการสูญเสีย จึงได้เกิดกิจกรรมที่ช่วยสร้างความตระหนักรู้เท่าทันอุบัติเหตุทางถนนขึ้น" กรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. กล่าว

ขณะที่ นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) เครือข่ายที่ดำเนินงานป้องกันอุบัติเหตุและความปลอดภัยทางถนนที่เข้มแข็งของ สสส. อธิบายการขับเคลื่อนงานว่า ที่ผ่านมา สคอ.ทำงานร่วมกับเพื่อนภาคีมาโดยตลอด เช่น มูลนิธิเมาไม่ขับ มูลนิธิไทยโรดส์ เรียกได้ว่าเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสังคมที่ก้าวไปพร้อมๆ กัน ทั้งฝ่ายนโยบายและภาคสังคม แผนต่อไปของการ "รณรงค์คาดเข็มขัดนิรภัยแถวหลัง" ของหน่วยงานจะกระตุ้นให้เกิดกลไกจังหวัดในการใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นผ่านเวทีคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน และประสานงานกับกองบังคับการตำรวจจราจรกลาง เพื่อขอความร่วมมือในการกวดขันผู้โดยสารรถสาธารณะหรือรถแท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพื่อเป็นการนำร่อง

ด้าน นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวถึงมาตรการคาดเข็มขัดนิรภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสารว่า บทลงโทษตามกฎหมายจราจรทางบกฯ ตามมาตรา 113 หากผู้โดยสารในรถยนต์ส่วนบุคคล รถกระบะ รถแท็กซี่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยจะมีโทษปรับที่นั่งละไม่เกิน 500 บาท หากเป็นรถโดยสารขนาดใหญ่ อาทิ รถตู้โดยสาร รถทัวร์ รถบรรทุกสินค้า (ตามกฎหมายขนส่ง) หากไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ผู้ขับขี่มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท ส่วนผู้โดยสารมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ทั้งนี้ กฎหมายยังกำหนดไว้ด้วยว่าผู้ขับขี่ต้องคาดเข็มขัดและมีหน้าที่แนะนำให้ผู้โดยสารปฏิบัติตาม หมายความว่าผู้โดยสารทุกที่นั่งต้องคาดเข็มขัดนิรภัย

สำหรับตัวแทนกลุ่มแท็กซี่ไทยอินเตอร์เพื่อการท่องเที่ยว นายวิสุทธิ์ รุ่งโรจน์สกุลพร ผู้ประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่สาธารณะกว่า 20 ปี แสดงความคิดเห็นว่า ในฐานะผู้ใช้รถใช้ถนนต้องขอบคุณผู้สนับ สนุนที่ทำให้เกิดโครงการเพื่อสังคมดีๆ เพราะคนส่วนใหญ่ยังละเลยการคาดเข็มขัดนิรภัย เมื่อภาครัฐออกกฎหมายบังคับใช้อย่างชัดเจน ภาคสังคมก็ตอบรับการณรงค์ให้เกิดการกระตุ้นจิตสำนึกที่ดี ไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสารชาวไทยหรือต่างชาติ อีกทั้งทางกลุ่มฯ มีแนวทางให้ผู้ขับขี่ฝึกพูดภาษาอังกฤษพื้นฐานเพื่อใช้สื่อสารสำหรับชาวต่างชาติด้วยประโยคง่ายๆ สั้นๆ แต่ได้ใจความ ฟังแล้วเข้าใจว่าปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายให้คาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง

"เป็นการพูดย้ำพร้อมๆ กับการใช้สื่อในรถ เช่น seat belt please, now have a new raw all seats. เพราะนอกจากจะเป็นชื่อเสียงของกลุ่มฯ แล้ว ยังเป็นชื่อเสียงของประเทศด้วย" โชเฟอร์วิสุทธิ์กล่าว

ขณะที่เสียงจากผู้ประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน น.ส.พิมพ์ประวีณ์ สมยาสุสรณ์ เล่าย้อนเหตุการณ์ 18 ปีที่แล้วว่า เดิมทีเป็นพนักงานบริษัทจิวเวลรี่แห่งหนึ่งในตำแหน่งประสานงานการผลิต วันเกิดเหตุบริษัทได้พาไปเลี้ยงสังสรรค์ ขากลับตนนั่งเบาะหลังบริเวณหลังคนขับโดยไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย เมื่อรถพุ่งชนเกือกม้าบริเวณจุดกลับรถ แรงกระแทกทำให้ร่างตกลงมาตรงที่วางเท้าและเบาะนั่งด้านหน้าล้มลงทับ เพียงเสี้ยววินาทีจากที่เคยเป็นเสาหลักของครอบครัว กลับต้องเป็นผู้พิการ จากอุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้กระดูกต้นคอหักทับเส้นประสาท ส่งผลให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตั้งแต่หัวไหล่จนถึงปลายเท้า

"หากในวันนั้นเลือกที่จะคาดเข็มขัดนิรภัย วันนี้คงไม่ต้องใช้ชีวิตบนรถเข็นวีลแชร์แบบนี้ อยากฝากให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการคาดเข็มขัดนิรภัย" พิมพ์ประวีณ์บอก

แค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น หากทุกคนตระหนักถึงความปลอดภัย หยิบเบลต์ขึ้นมาคาด ไม่เพียงแต่ลดการบาดเจ็บและสูญเสียต่อตนเอง ยังเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้ร่วมทางอีกด้วย.

บรรยายใต้ภาพ

รณรงค์คาดเข็มขัดนิรภัยแถวหลัง สร้างความตระหนักต่อผู้ใช้รถใช้ถนน

วิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กก.กองทุน สสส. รณรงค์คาดเบลต์แถวหลัง

กมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก

พรหมมินทร์ กัณธิยะ ผอ.สคอ.

วิสุทธิ์ รุ่งโรจน์สกุลพร แท็กซี่ไทยร่วมรณรงค์

พิมพ์ประวีณ์ สมยาสุสรณ์


แท็ก แท็กซี่  

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ