คอลัมน์เวทีสาธารณะ: กองสลาก ยุค 4.0 โปร่งใส ตรวจสอบได้?

ข่าวทั่วไป 17 กันยายน พ.ศ. 2560 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน ถูกสังคมจับตาอย่างต่อเนื่อง สำหรับร่าง พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (ฉบับที่.. ) พ.ศ... โดยล่าสุดได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นไปเมื่อสิงหาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางการตั้งข้อกังขา ในเนื้อหาของร่างกฎหมาย อาทิ การเพิ่มคำว่า รูปแบบ เข้าไปในอำนาจหน้าที่ของบอร์ด ซึ่งสามารถทำให้ออกสลากชนิดใหม่ๆ ได้ และออกได้ง่ายโดยผ่านแค่มติบอร์ดสลากทั้ง 11 คน ขณะเดียวกัน ยังรวมถึงในส่วนของกองทุนสลากกินแบ่งเพื่อพัฒนาสังคม สูงสุดไม่เกิน 1 พันล้านบาท ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกล้วงลูกจากฝ่ายการเมืองมาใช้ประโยชน์

ธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน ตั้งข้อสังเกตว่า เผือกร้อนของร่างกฎหมายนี้ด้วยโดยเฉพาะในประเด็นเงินกองทุนพัฒนาสังคม หรือ กองทุนหนึ่งพันล้าน ที่กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ประเด็นสำคัญ คือการเปิดโอกาสให้ข้อสุดท้าย คือตอบสนองนโยบายรัฐบาล โดยให้สำนักงานกองสลากใช้อย่างอิสระ และให้ใช้ง่ายๆ โดยอำนาจพิจารณาของผู้อำนวยการกองสลาก ไม่มีคณะกรรมการ ไม่มีส่วนร่วมในการตรวจสอบใดๆ และไม่มีข้อกำหนดใดถือเป็นเรื่องอันตราย และเป็นที่หมายปองของฝ่ายการเมืองในท้ายที่สุด

ขณะที่ รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไปแก้บางเรื่อง ที่จะทำให้ตัวเองมีอำนาจมากขึ้น และปลดล็อกบางเรื่องที่ เพื่อจะทำให้ออกสลากรูปแบบใหม่ได้มากขึ้น

"ในอดีต เมื่อไปกำหนดรูปแบบหรือจะออกอะไรใหม่ ต้องขออนุมัติจาก ครม. แต่ร่าง กม.ตัวนี้ กลับไปปลดล็อกว่าตัวเองจะกำหนดเอง ซึ่งหมายความว่ามีสิทธิ์ที่จะออกรูปแบบอะไรก็ได้ และไม่มีการผ่าน ครม.ด้วย โดยบอร์ดสามารถทำได้เองแลย และอยู่ในเงื่อนไขที่ไม่มีคณะกรรมการกำกับเลย นี่คือประเด็นปัญหาเรื่องใหญ่ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งหากบอร์ดจะรับผิดชอบเรื่องนี้ ครม.ต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลให้ชัดเจน"

ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพนันกล่าวถึงกองทุนพัฒนาสังคม ซึ่งหนึ่งในวัตถุประสงค์ ระบุเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลว่า ตรงนี้คือปัญหา เพราะจะเป็นการก่อให้เกิดกลไกการใช้เงินที่ไม่มีอะไรกำกับเลย ว่าจะใช้เงินอย่างไร จ่ายอย่างไร หรือมีสัดส่วนเท่าไหร่ ซึ่งตอนนี้รัฐบาลพยายามที่จะดำเนินโครงการประชานิยม และพื้นที่ตรงนี้จะกลายเป็นช่องทางซึ่งรัฐบาลไหนมาก็อยากจะเข้ามาใช้เงินตรงนี้ หรือเอาตรงนี้ไปใช้สั่งได้ง่าย ไม่ต้องมีการผ่านอะไรเลย ซึ่งตรงนี้จะเป็นปัญหา

ควรจะตัดวัตถุประสงค์ข้อ 5 ทิ้งไป หรือ หากว่าอยากให้มีข้อ 5 อยู่ให้ได้ ต้องมีคณะกรรมการที่มีความชัดเจน แต่ในความจริงแล้วการมีกองทุน ไม่ว่าจะเป็น 500 หรือ 1000 ล้าน เมื่อมีการจัดสรร โดยปกติต้องมีคณะกรรมการติดตามประเมินผล ว่าเงินทั้งหลายที่ใช้ไปใช้ทำอะไร จัดสรรไปอย่างไร ได้ผลขนาดไหน และมีรายงานสู่สาธารณะ

"โลกเข้าสู่โลก 4.0 ไม่ใช่หมกเม็ดกันอยู่ อย่างเดิม ซึ่งต้องมีความโปร่งใส ประเทศไทย 4.0 ที่รัฐบาลพูดถึงนั้นต้องหมายถึง มีความโปร่งใสมากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งต้องมีคณะกรรมการจัดสรรมาพิจารณา เมื่อไม่มีกระบวนการก็ง่ายที่จะทำตัวแบบเถ้าแก่ ก็คืออยากทำอะไรก็ทำไป ไม่มีแผนงานระบบกำกับ ไม่มีการตรวจสอบ แต่ควรมีคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรเรื่องงบประมาณ ซึ่งก็ควรอยู่กับกระทรวงการคลัง ในฐานะที่เป็นกระทรวงที่รับผิดชอบต่อ พ.ร.บ.ฉบับนี้ และในคณะกรรมการจัดสรรนี้ ก็ต้องมีการออกกฎ กติกา ต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่จะต้องมาติดตามและประเมินผล และจัดทำรายงานเผยแพร่สู่สาธารณชนอย่างชัดเจน ว่าเงินเอาไปใช้ทำอะไร ซึ่งจะทำให้การใช้เงินโปร่งใสมากขึ้น ไม่ใช่ว่ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว แต่ไม่รู้รับผิดชอบอะไร"

อย่างไรก็ตาม สังคมยังต้องช่วยกันจับตา ติดตาม ตรวจสอบร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะเสนอร่าง พ.ร.บ.กลับไปยังกระทรวงการคลังในเดือนตุลาคมนี้ ก่อนเสนอ ครม.พิจารณา รวมทั้งสำนักงานกองสลากก็มีความท้าทาย ว่าจะขับเคลื่อนไปสู่กองสลาก 4.0 ตามแนวทางประเทศไทย 4.0 ได้หรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญอย่างความโปร่งใส?.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ