หลวงพ่อวัดทุ่งศรีเมือง อุบลราชธานี เทศนาธรรม ความสามัคคี โดยมีธรรมนำสู่ความสุขสงบสันติ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 24 กันยายน 2560 00:00:43 น.
สราวุฒิ ศรีธนานันท์

พระครูวิโรจน์ รัตนโนบล หรือหลวงปู่จัน    เจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมือง อ.เมือง จ.อุบล ราชธานี เจ้าคณะอำเภอบุณฑริก จ.อุบล ราชธานี ได้เทศนากับญาติโยมที่มาร่วมพิธีการหล่อเทียนเข้าพรรษาและการแห่เทียนเข้าพรรษาที่มีประวัติแต่สมัยพระพุทธองค์ว่า เวลาเข้าพรรษา พระภิกษุต้องอยู่ประจำวัด และต้องศึกษาพระธรรมวินัย จำเป็นต้องมีแสงสว่าง จึงมีการใช้เชิงผึ้งร้างที่เรียกกันว่าขี้ผึ้งมาหล่อเทียนเพื่อจุดใช้สำหรับพระปฏิบัติธรรมในเวลากลางคืน จึงมีประเพณีหล่อเทียนเข้าพรรษาแต่นั้นมา ก่อนจะเข้าพรรษาต้องมีพิธีหล่อเทียน และต่อมาก็มีพิธีแห่เทียนมาเสริมให้เป็นมงคลในชีวิตเพิ่มขึ้น และวัดทุ่งศรีเมืองเป็นวัดหนึ่งที่จัดพิธีแห่เทียนทุกปีจนเป็นประเพณีของวัดทุ่งศรีเมืองไปแล้ว

มีญาติโยมถามอาตมาว่า จัดพิธีหล่อเทียนและแห่เทียนวันเข้าพรรษาได้บุญตรงไหน? อาตมาตอบไปว่า ได้บุญตรงที่ การมีความตั้งใจจะมาทำบุญและร่วมพิธีทำบุญในการหล่อเทียนพรรษา การหล่อเทียนเข้าพรรษานั้นหล่อคนเดียวไม่ได้ ต้องใช้คนหลายคนมาช่วยกัน ที่เรียกกันตามประสาพื้นบ้านว่า ลงแขก แต่ถ้าเป็นทางธรรมจะเรียกกันว่า สามัคคีธรรม หรือธรรมที่ต้องร่วมกันทำจนสำเร็จ และหลักธรรมหัวข้อสามัคคีธรรมนี้ ไม่เคยขาดธรรมะข้อนี้ไปจากประเทศไทย

สังเกตได้ เวลาประเทศไทยเกิดภัยพิบัติต่างๆ เช่น อุทกภัย คือ น้ำท่วม วาตภัย คือ ภัยจากลมพายุ และอัคคีภัย คือ ภัยเกิดจากไฟไหม้ และภัยพิบัติต่างๆ ที่ต้องสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน คนไทยก็จะช่วยกันบริจาคทรัพย์สินต่างๆ เช่น ยารักษาโรค เครื่องอุปโภคบริโภค ร่วมช่วยผู้ประสบภัยโดยไม่ต้องมีการร้องขอ เพียงทราบข่าวคราวต่างๆ จากสื่อมวลชน จากสื่อของรัฐ ก็จะระดมทุนมาช่วยกัน จนประเทศไทยพ้นวิกฤติไปได้ด้วยใช้หลักสามัคคีธรรม และไม่ใช่แต่ในประเทศเท่านั้น คนไทยในต่างประเทศเห็นการตกทุกข์ได้ยากของคนไทย ก็ช่วยกันส่งทรัพย์สินและกำลังใจไปช่วยเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน

หลักสามัคคีธรรมนั้นมาจากการเสียสละ เสียสละทรัพย์ เสียสละแรงงาน เสียสละทั้งกายและใจในการให้ทาน คือ การทำบุญ และหลักธรรมะข้อหนึ่งขององค์พระสัมมาสัมมาพุทธเจ้า ทรงกล่าวไว้ว่า "ปัญญา โล กัสมิง แสงสว่างในโลกนี้เกินจากปัญญาไม่มี" พระภิกษุสามเณร เวลาเข้าพรรษาต้องอยู่แต่ในวัด ออกจาริกหรือเดินทางออกจากวัดเกิน 1 ยามไม่ได้ หรือพักค้างคืน หรือจำวัดที่ไหนไม่ได้ ต้องอยู่แต่ในวัดเท่านั้น

องค์พระสัมมาพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ในเวลาถึงกาลเข้าพรรษา ให้พระภิกษุสามารถเดินทางไปไหนก็ได้ แต่ต้องกลับมาก่อนตะวันตกดิน ส่วนกลางคืนก็ต้องกลับวัดก่อนฟ้าสาง มิเช่นนั้นจะหลุดจากการจำพรรษาในปีนั้น เรียกกันว่า แหกพรรษา คือการนับเป็นพรรษาไม่ได้ สรุปคือ พระภิกษุรูปหนึ่ง บวชมาเป็นเวลา 9 ปี หรือ 9 พรรษา พอพรรษาที่ 10 เกิดไปค้างที่อื่นๆ ไม่ใช่ที่พำนักของตนเป็นเวลาเกิน 1 คืน ถือว่าขาดพรรษา ไม่ครบ 90 วัน หรือ 1 พรรษา พระรูปนั้นจะได้ชื่อว่า บวชเต็ม 10 พรรษาไม่ได้ เพราะขาดไป 1 ราตรี นับแล้วก็ได้เพียง 9 พรรษาดังเดิม บางคนเข้าใจผิดคิดว่าได้ครบพรรษาเหมือนเดิม ไม่ใช่แล้ว

การประกอบพิธีทำบุญ คือ การให้ทาน เป็นทานอันยิ่งใหญ่ ยิ่งการให้ทานด้วยแสงสว่างที่ส่องทางธรรมได้ พระเณรเมื่อเข้าพรรษาต้องศึกษาธรรมและพระธรรมบาลี การที่ญาติโยมถวายเทียนเข้าพรรษาแด่พระ เมื่อพระนำไปใช้ในการกำเนิดแสงสว่าง ให้เรียนหนังสือ ให้ศึกษาพระธรรม พระวินัยได้ตามปกติเหมือนเวลากลางวัน คือความสว่างจากปลายเทียนที่จุดไฟ สว่างแทนแสงพระอาทิตย์และพระจันทร์ ทำให้ไม่มีปัญหาและอุปสรรคในการเล่าเรียนธรรมะที่เรียกกันว่า "ส่องธรรม หรือแสงสว่างในการปฏิบัติธรรม

เมื่อมีแสงสว่างเกิดขึ้น ก็ก่อเกิดปัญญา คือ ปัญญา โลกัสมิง หรือแสงสว่างเกินจากปัญญาไม่มีในโลกนี้ เมื่อมองเห็นปัญญาก็ต้องนำพา "สติ" มาประกอบด้วย คือ การมองเห็นด้วยกาย คือสายตา แต่การมองเห็นหลักธรรม คือ การมองเห็นด้วย "ใจ" เห็นธรรมะ หรือเรียกกันแบบปฏิบัติธรรมชั้นสูง ที่มีความหมายว่า มี "ดวงตาเห็นธรรม" คือ การหลุดพ้น เรียกว่าการหลุดพ้นจาก วัฏสงสาร หรือหลุดพ้นจากกิเลส คือ โลภ โกรธ และหลง ถ้าเป็นพระภิกษุ พระปฏิบัติธรรมขั้นสุดยอดนี้ เรียกว่า ปรินิพพาน คือ การสำเร็จจากการปฏิบัติธรรมชั้นสูงเข้าสู่พระนิพพาน

ซึ่งในโลกนี้และในขณะนี้ไม่มีแล้ว ผู้ที่จะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ที่โอ้อวด หรืออวดอุตริมนุส   ธรรมว่าสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ในขณะนี้มันไม่มีแล้ว บางรายกล่าวไปถึงว่า เป็นพระพุทธเจ้ามาจุติใหม่ ยิ่งบ้าไปกันใหญ่ หลังจากพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วยังไม่มีพระภิกษุรูปใดเป็นพระอรหันต์และปรินิพพาน มีแต่การกล่าวอ้างว่าตนเองปรินิพพานแล้ว มันไม่ถูกต้อง ถ้าเป็นพระภิกษุถือว่าเป็นปาราชิก คือ ขาดจากความเป็นพระโดยเด็ดขาด เป็นอาบัติร้ายแรงที่สุดในจำนวน 4 ข้อ

ที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่า เป็นข้อห้ามพระภิกษุ ต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ที่เรียกกันว่า ปาราชิก 4 คือ การฆ่าสัตว์ หรือการทำร้ายพระพุทธเจ้าจนได้รับบาดเจ็บ หรือการทำร้ายบิดามารดาของพระภิกษุเอง หรือการทำร้ายครูบาอาจารย์จนได้รับบาดเจ็บ ถือว่าเป็นปาราชิก การลักทรัพย์เกิน 1 มะสก คือ เกิน 1 บาทขึ้นไป ถือว่าเป็นปาราชิก การประพฤติผิดในกาม คือ ไปร่วมประเวณีในขณะที่เป็นพระภิกษุถือว่าเป็นปาราชิก การอวดอุตริมนุสธรรม คือการโอ้อวดว่าสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ปรินิพพานแล้ว เก่งกว่าพระพุทธเจ้าอีก พระภิกษุรูปนั้นเป็นปาราชิก ขาดจากการเป็นพระ

หลังจากคุยกับพระภิกษุรูปหนึ่งในวัดทุ่งศรีเมืองแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งในวัดทุ่งศรีเมือง เนื่องจากท่านเจ้าอาวาสไม่อยู่ ก็เดินไปที่ราชรถที่หล่อด้วยเทียนเหลืองอร่ามทั้งคันรถ ที่นั่นเป็นโรงหล่อเทียนโดยตรง มีคราบเทียนไขเยอะแยะมากมาย หลังจากบันทึกภาพแล้ว มองรอบๆ ตัว มันมืดๆ ครึ้มๆ วังเวงอย่างไรชอบกล เหมือนมีคนมองอยู่หลายสายตา ทั้งๆ ที่เวลาเที่ยงกว่าๆ แต่มันเย็นๆ กายชอบกลอย่างไรก็ไม่รู้ เมื่อบันทึกภาพเสร็จก็ออกไปจากจุดนั้น กลับมาที่พัก

ยามที่โรงแรมที่เป็นคนในพื้นที่บอกว่า ตรงพื้นที่หล่อเทียนของวัดทุ่งศรีเมือง เดิมเป็นลานประหารนักโทษในอดีตและต่อมาทางวัด จัดให้เป็นที่เผาศพกลางแจ้ง ที่เรียกกันว่า เชิงตะกอน เผาศพมาเป็นร้อยๆ พันๆ ศพแล้ว พื้นที่ตรงจุดนั้นเรียกกันว่า ป่าช้าเก่า ที่ฝังคนตาย ภายหลังทางวัดสร้างเตาเผา หรือฌาปนกิจสถานขึ้น พื้นที่ตรงนั้นจึงไม่ได้ใช้ ทางวัดทุ่งศรีเมืองจึงใช้พื้นที่ตรงนั้นเป็นที่สำหรับหล่อเทียนพรรษา และเป็นที่เก็บเครื่องมือหล่อเทียนพรรษาแต่นั้นมา ไม่มีใครกล้าเข้าไปในพื้นที่ตรงนั้นตามลำพัง ฟังแล้วก็สึกหนาวๆ ร้อนๆ ขึ้นมาทันที และมองไปทางวัดทุ่งศรีเมืองอีกครั้งหนึ่งว่าเรารอดมาได้อย่างไรกัน?.........

ข่าวที่เกี่ยวข้อง