ดินถล่มซ้ำ!ปิดทางขึ้นเขาค้อ ตรังพบปลาในกระชังน็อกน้ำตายเกลื่อน/อุตุฯเตือนยังมีฝนตกหนักอีก1วัน

ข่าวบันเทิง 26 กันยายน พ.ศ. 2560 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ภูมิภาค * กรมอุตุฯ ออกประกาศเตือน 3 จ.ภาคใต้ทั้งระนอง พังงาและภูเก็ต เผชิญฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลันต่อไปถึง 26 ก.ย.นี้ ชาวประมง จ.ตรังโอดเดือดร้อนหนักหลังปลาในกระ ชังลอยตายเกลื่อน คาดสาเหตุจากน้ำจืดไหลทำปลาน็อกน้ำ ส่วนที่เพชรบูรณ์เกิดดินถล่มทับเส้นทางหลวงหมายเลข 12 ช่วงทางขึ้นเขาค้ออีกเป็นรอบ 2

เมื่อวันที่ 25 กันยายน กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเรื่อง "ฝนตกหนักและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบถึงวันที่ 26 กันยายน 2560)" ฉบับที่ 17 โดยระบุว่า มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักและลมกระโชกแรงบางพื้นที่ บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต ขอให้ประชาชนระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากต่อไปอีก 1 วันไว้ด้วย

สำหรับคลื่นลมในทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 26 ก.ย.60

ส่วนสภาพอากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศ ไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย

ด้านสถานการณ์น้ำท่วมขณะนี้ ที่ จ.ตรังมีชาวประมงในพื้นที่หมู่ที่ 6 บ้านทอนหาน ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก หลังจากที่ปลาเลี้ยงในกระชังตายเสียหายทั้งหมด 100% ได้รับผลกระทบโดยตรงกว่า 40 ราย จำนวนกว่า 200 กระชัง คาดว่าสาเหตุเกิดจากน้ำจืดไหลลงในกระชังจนเกิดอาการปลา น็อกน้ำ

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปตรวจสอบ พบนายสม บูรณ์ ชัยเสนี อายุ 57 ปี ประธานกลุ่มเลี้ยงปลาในกระชังบ้านทอนหาน เผยว่า หลังฝนตกติดต่อมา 4 วัน ส่งผลให้ปริมาณน้ำจืดไหลลงสู่ทะเล และอุณหภูมิไม่คงที่ เย็นเหมือนน้ำแข็ง จนปลาในกระชังเกิดอาการน็อกน้ำตายทั้งหมด ซึ่งในกระชังมีปลากว่า 10 ชนิด เช่น ปลาเก๋าเสือ ปลาเก๋าจุด ปลาเก๋าเข้ ปลากะพง และปลาช่อน โดยเฉพาะในบ่อกระชังของตนได้รับความเสียหายแล้วหลายแสนบาท ขณะที่ผลกระทบรวมทั้งหมดประมาณ 244 กระชัง จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาตรวจสอบ เพราะเป็นการสูญเสียจากภัยธรรมชาติ มีน้ำจืดไหลทะลักลงมาจากเทือกเขาบรรทัด และมีน้ำจากคลองปะเหลียนไหลลงมาสมทบจากหลายจุด ตอนนี้ปลาตายรวมหลายสิบตัน ขุดฝังจนหมดแรง หรือขายเพียงกิโลกรัมละ 10 บาทเท่านั้น

ขณะที่นายพละ อินแย้ม อายุ 63 ปี กล่าวด้วยความรู้สึกรันทดใจว่า ตอนนี้ชาวบ้านเดือดร้อนมาก ผู้ทำอาชีพกระชังปลาที่นี่ลงทะเบียนแจ้งทั้งกรมประมงและกรมเจ้าท่า เหตุการณ์แบบนี้เกิดมาประมาณ 3-4 วัน ความเสียหายตกรายละประมาณ 5-6 หมื่นเป็นอย่างต่ำ ตอนนี้แจ้งเรื่องไปแล้ว แต่ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแล

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปทางนายศิลปะชัย เรือนสูง นายอำเภอปะเหลียน จ.ตรัง กล่าวว่า รับทราบจากผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่แล้ว ขณะนี้ได้ประสานไปยังประมงอำเภอเพื่อลงพื้นที่เก็บข้อมูลน้ำและปลาที่ลอยตาย แต่ก็ต้องดูว่าชาวบ้านได้แจ้งลงทะเบียนไว้หรือไม่ ถ้ายังไม่ได้ดำเนินการ แต่ว่าได้เลี้ยงไปแล้ว เขาไม่ว่าอะไร เพราะชาวบ้านต้องประกอบอาชีพ แต่วันนี้เมื่อเกิดปัญหา ตนคิดว่าถ้าไม่ได้ขออนุญาตก็คงจะให้การช่วยเหลือตามระเบียบราชการ แต่คงจะช่วยอะไรไม่ได้เต็มที่ พอช่วยได้คือจะต้องไปหาพันธุ์ปลาและหาวิธีการให้ชาวบ้านทำอย่างไรเพื่อลงทุนใหม่

ผู้สื่อข่าวยังได้รายงานด้วยว่า จากสถาน การณ์ฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ จ.ตรัง ตั้งแต่วันที่ 20-24 ก.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้พื้นที่ของ จ.ตรังได้รับผลกระทบจากอุทกภัยจำนวน 6 อำเภอ 25 ตำบล เทศบาล 67 หมู่บ้าน ราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนประมาณ 1,266 ครัวเรือน 4,247 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

ที่ จ.เพชรบูรณ์ ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้ากรณีดินและก้อนหินขนาดใหญ่ที่บริเวณไหล่เขาริมเส้นทางหลวงหมายเลข 12 ถนนสายพิษณุโลก-หล่มสัก ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 338 บริเวณสวนรัชมังคลาภิเษก ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ได้เกิดการสไลด์ตัวพังทลายลงมา หลังจากเกิดฝนตกหนักเป็นเวลาหลายชั่วโมง จนทำให้เศษดิน ต้นไม้และก้อนหินขนาดใหญ่กลิ้งลงมากองบนผิวถนนจนเกือบปิดถนนทั้งสองช่องจราจร แต่โชคดีที่ขณะเกิดเหตุไม่มีรถยนต์วิ่งผ่านบริเวณดังกล่าว

นายกิตติพันธ์ ปานจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงที่ 6 (เพชรบูรณ์) กรมทางหลวง กล่าวว่า ได้สั่งการให้แขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ที่ 1 ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ รถยนต์และเครื่องจักรกลขนาดใหญ่เข้าทำการเคลียร์พื้นที่ นำเศษดิน เศษไม้ ก้อนหินขนาดใหญ่และขนาดเล็กออกจากเส้นทางดังกล่าวได้จนหมด และสามารถเปิดการจราจรได้ตามปกติทั้งสองช่องจราจร เพราะตลอดทั้งคืนที่ผ่านมายังมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ดินและก้อนหินขนาดใหญ่ที่บริเวณไหล่เขาจุดเดิมดังกล่าวได้เกิดการสไลด์ตัวพังถล่มลงมาอีกครั้งเป็นรอบที่ 2 จนเกือบปิดถนนทั้งสองช่องจราจร ขณะเกิดเหตุทั้ง 2 ครั้งไม่มีรถยนต์วิ่งผ่านไปมา

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่หมวดทางหลวงแคมป์สนได้นำรถแบ็กโฮขนาดใหญ่จำนวน 2 คัน รถบรรทุกสิบล้อพ่วง 3 คัน และรถบรรทุกหกล้อ 2 คัน เข้าทำการเคลียร์พื้นที่ขุดตักดิน และนำก้อนหินขนาดใหญ่ออกจากพื้นผิวถนนดังกล่าว โดยการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง เนื่องจากเกรงว่าอาจจะเกิดอันตรายจากการสไลด์ตัวของดินและก้อนหินในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติงาน.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ