พระราชพิธีสุดท้ายทรงอัญเชิญพระบรมอัฐิและพระบรมสรีรางคาร

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 30 ตุลาคม 2560 00:00:22 น.

พระบรมมหาราชวัง * สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอัญเชิญพระบรมอัฐิในหลวงรัชกาลที่ 9 ขึ้นประดิษฐานพระวิมาน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พร้อมทรงร่วมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศอัญเชิญพระผอบพระ บรมราชสรีรางคารประดิษฐานวัดราชบพิธฯ และใต้พุทธบัลลังก์พระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศฯ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม 2560 เวลา 10.42 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ พระราชดำเนินพร้อมด้วย พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ไปยังพระที่ นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อทรงอัญเชิญพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท การนี้มีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระบรมวงศานุวงศ์เฝ้าฯ รับเสด็จ

เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาถึง ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งประดิษฐานอยู่ในบุษบกแว่นฟ้าเหนือพระแท่นสุวรรณเบญจดล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดธูป เทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประ จำพระชนมวารของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ประดิษฐานบนพระแท่นมหาเศวตฉัตร พระสงฆ์ 30 รูปที่สวดพระพุทธมนต์แต่วัน ก่อนถวายพรพระ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง ประเคนภัตตาหาร พระสงฆ์รับพระราชทานฉัน เสร็จแล้วทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดธูปเทียน เครื่องทรงธรรม พระราชาคณะถวายศีล และเมื่อพระราชาคณะถวายพระธรรมเทศนากัณฑ์ 1 จบแล้ว ถวายอนุโมทนา พระสงฆ์ 4 รูปรับอนุโมทนา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ และทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ที่ถวายพระธรรมเทศนา และรับอนุโมทนารวม 5 รูป สดับปกรณ์ ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา แล้วเจ้าพนักงานนิมนต์พระสงฆ์ 89 รูป เท่าพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ขึ้นนั่งยังอาสน์สงฆ์ สวดมาติกา จบ ทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์สดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระ พรลา

ระหว่างพระสงฆ์รับพระราชทานฉันในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เจ้าพนักงานจะได้เทียบพระที่นั่งราเชนทรยานสำหรับอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไว้ที่เกยพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท

ตั้งขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ตำรวจหลวง มหาดเล็กเป็นคู่แห่ 4 สาย นายทหารราชองครักษ์เป็นคู่เคียงพระที่นั่งราเชนทรยานทรงพระโกศพระบรมอัฐิ พร้อมด้วยเครื่องพระอภิรุมชุมสายมโหระทึก สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ กลองชนะ พระกลด บังพระสูรย์ พัดโบกภูษามาลาประคอง และมหาดเล็กพระราชพิธีอัญเชิญเครื่องพระบรมราชอิสริยยศ ไว้พร้อม

เวลา 13.53 น. ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เลขาธิการพระราชวัง กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระราชานุญาต อัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิ เชิญเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าร่วมในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศไปพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

เจ้าพนักงานภูษามาลาและมหาด เล็กพระราชพิธีเข้าถวายบังคมสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและถวายบังคมพระโกศพระบรมอัฐิ แล้วอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิลงจากบุษบกแว่นฟ้าเหนือพระแท่นสุวรรณเบญจดล ออกทางพระทวารพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทมุขตะวันออก ไปยังเกยพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท วงดุริยางค์บรรเลง เพลงสรรเสริญพระบารมี สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินตาม จากนั้นเจ้าพนักงานภูษามาลาประดิษฐานพระบรมโกศพระบรมอัฐิในบุษบกพระที่นั่งราเชนทรยาน

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเข้าร่วมริ้วขบวนพระ บรมราชอิสริยยศ  พร้อมด้วยพระบรมวงศ์ จากนั้นขบวนพระบรมราชอิสริยยศประโคมมโหระทึก พร้อมแล้วจึงยาตราริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศอัญเชิญพระบรมอัฐิ จากพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาทไปยังพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จลงจากพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท เพื่อทรงพระดำเนินตามริ้วขบวนพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระบรมวงศานุวงศ์

เมื่อเทียบพระที่นั่งราเชนทรยานที่อัฒจันทร์ตะวันออกพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เจ้าพนักงานภูษามาลาอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิประดิษฐานในพระวิมานแล้ว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะพระบรมอัฐิแล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี

ต่อมาเวลา 17.30 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย พระเจ้าหลานเธอ  พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ไปยังศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อทรงอัญเชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปบรรจุในพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสี มารามราชวรวิหาร และพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร

โดยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศริ้วขบวนที่ 6 ซึ่งมีพันโทหญิง พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงม้านำริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ตามด้วยกองทหารม้าอิสริยยศขบวนนำ 44  ม้า และกองทหารม้าอิสริยยศตามอีก 33 ม้า ใช้กำลังพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ และกำลังพลกองบัญชาการตำรวจนครบาล

เมื่อเสด็จฯ ถึง ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เลขาธิการพระราชวัง กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระราชานุญาต อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร เชิญเสด็จ และยาตราริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารไปบรรจุที่ พระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร และวัดบวรนิเวศวิหาร เจ้า พนักงานภูษามาลาอัญเชิญพระผอบพระ บรมราชสรีรางคาร โดยพระราชยานจากพระศรีรัตนเจดีย์ มีตำรวจหลวงนำไปออกประตูเกยหลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม อัญเชิญไปถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ รถยนต์พระที่นั่ง

เวลา 17.44 น. วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศยาตราออกจากพระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษไชยศรี โดยมีขบวนกองเกียรติยศทหารม้ารักษาพระองค์ ซึ่งมีพันโทหญิง พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงม้าเว-คาลาตา อันเป็นม้าทรงประจำพระองค์ นำขบวนพระบรมราชอิสริยยศริ้วขบวนที่ 6

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ประทับรถยนต์พระที่นั่ง ทรงอัญเชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคาร แล้วกองเกียรติยศทหารม้ารักษาพระองค์ขบวนหลังตามขบวนอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารออกจากประตูวิเศษไชยศรี ไปตามถนนหน้าพระลาน เลี้ยว ขวาถนนสนามไชย  เลี้ยวซ้ายถนนกัลยาณ ไมตรี ข้ามสะพานช้างโรงสี เลี้ยวขวาถนนอัษฎางค์ เลี้ยวซ้ายถนนราชบพิธ  ขบวนหน้าทหารม้ารักษาพระองค์แห่นำ รถยนต์พระที่นั่งอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารเทียบที่ประตูวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

การนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ประทับรถยนต์พระที่นั่งคันเดียวกัน  และทรงประคองพระผอบพระบรมราชสรีรางคารคนละผอบ เพื่ออัญเชิญไปบรรจุยังวัดราชบพิธฯ และวัดบวรนิเวศวิหาร

ต่อมาเวลา 17.55 น. ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศถึงยังประตูเกยวัดราชบพิธฯ ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี เจ้าพนักงานภูษามาลาอัญเชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคารเข้าซุ้มประตูวัด สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี ทรงพระดำเนินไปยังพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวางพุ่มดอกไม้ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ ทรงกราบ และทรงพระดำเนินตามพระบรมราชสรี รางคาร

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชานุญาต ให้เจ้าพนักงานภูษามาลาอัญเชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร องค์ที่สอง ออกจากพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามฯ มาถวายยังรถยนต์พระที่นั่งเพื่อนำไปประดิษฐาน ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

เวลา 18.28 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ประทับรถยนต์พระที่นั่ง ทรงอัญเชิญพระ บรมราชสรีรางคารอีกส่วนหนึ่งเข้าขบวนกองเกียรติยศทหารม้ารักษาพระองค์ แห่นำไปยังพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ไปยังถนนราชบพิธ เลี้ยวขวาถนนอัษฎางค์ เลี้ยวซ้ายขึ้นสะพานช้างโรงสี ไปตามถนนกัลยาณไมตรี เลี้ยวขวาถนนสนามไชย เข้าสู่ถนนราชดำเนินใน ข้ามสะพานผ่านพิภพลีลา ไปตามถนนราชดำเนินกลาง สู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เลี้ยวซ้ายสู่ถนนดินสอ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระสุเมรุ ไปเทียบประตูวัดบวรนิเวศวิหาร

เวลา 19.00 น. รถยนต์พระที่นั่งเทียบประตูวัดบวรนิเวศวิหาร ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี เจ้าพนักงานภูษามาลาอัญเชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคารไปยังพระอุโบสถ ประดิษฐานที่โต๊ะหมู่ข้างพุทธบัลลังก์พระพุทธชินสีห์

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธชินสีห์พระประธานพระอุโบสถ  แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายสักการะพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช แล้วทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์วัดบวรนิเวศวิหาร 30 รูปสดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา สมเด็จพระวันรัตถวายอดิเรก แล้วทรงบรรจุพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ใต้ฐานพุทธบัลลังก์พระพุทธชินสีห์ ทรงวางพวงมาลาส่วนพระองค์ และของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ ขณะนั้นชาวพนักงานประโคมมโหระทึก ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินกลับ

ทั้งนี้ ช่วงเวลา 17.05 น. พระ เจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ฉลองพระองค์ลำลอง เสด็จมาประทับพักรอทอดพระเนตรริ้วขบวนพระบรมราช อิสริยยศ อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชไปบรรจุ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร และทันทีที่เสด็จมาถึงร้านแพท  คาเฟ่ โบราณ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณจุดตัดถนนพระสุเมรุและถนนดินสอ ทรงโบกพระหัตถ์และแย้มพระสรวลทักทายประชาชนที่มาปักหลักรอรับเสด็จอยู่สองข้างทางอย่างไม่ถือพระองค์

ขณะที่ตั้งแต่ช่วงเช้าบริเวณถนนหน้า พระลาน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ริ้วขบวนพระ บรมราชอิสริยยศ ริ้วขบวนที่ 6 เคลื่อนผ่านจากหน้าประตูวิเศษไชยศรีจนถึงหน้ากระทรวงกลาโหม ตัดกับถนนราชดำเนินในและถนนสนามไชย ประชาชนสวมใส่ชุดสีดำสุภาพจากทั่วสารทิศ ต่างมาจับจองพื้นที่ตลอดเส้นทางเพื่อเฝ้าชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารไปบรรจุที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามฯ และวัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อแสดงความอาลัยถวายแด่พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักเป็นครั้งสุดท้าย

แม้ช่วงบ่ายจะมีแสงแดดแรงกล้าแต่กลับไม่มีใครย่อท้อ ยังนั่งรออย่างใจเย็นพร้อมกับใช้อุปกรณ์ที่พกมาป้องกันความร้อน เช่น ร่ม พัด และหมวก เป็นต้น
ปชช.รอชมริ้วขบวน

น.ส.ธัญญ์นภัส ธนอัครเศรษฐ์ เจ้า ของร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ดย่านสำเพ็ง วัย 32 ปี เดินทางมาร่วมชมพระราชพิธีทุกวัน กล่าวว่า ตั้งแต่เล็กจนโตได้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อประชาชน จึงตั้งปณิธานว่าจะรักในหลวงรัชกาลที่ 9 รวมถึงพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ และพระบรมวงศ์ทุกพระองค์เช่นกัน ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นต้นแบบให้ตัวเองในเรื่องความเพียร ดังจะเห็นได้จากพระองค์ทรงมีความพยายามแก้ปัญหาต่างๆ ให้ประชาชนคนไทยโดยไม่ทรงย่อท้อ เมื่อมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง เวลาที่ธุรกิจประสบปัญหา บางครั้งท้อใจ แต่พอมองในสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำแล้ว ทำให้ตัวเองมีกำลังใจต่อสู้กับอุปสรรค หลายๆ ครั้งก็ผ่านไปได้ด้วยดี

"วันนี้เป็นหนึ่งในความตั้งใจที่จะเข้า มาอยู่ใกล้ชิดพระองค์ท่านให้มากที่สุด เพราะเป็นพระราชพิธีสุดท้าย ซึ่งก่อนนี้ไม่ว่าจะเป็นช่วงซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ รวมถึงช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เดินทางมาร่วมทุกครั้ง ถึงจะต้องใช้เวลานานหรือประชาชนจะมีจำนวนมากก็ไม่ท้อ  ขอแค่ให้ได้เข้าใกล้เท่าที่จะทำได้" น.ส.ธัญญ์นภัสกล่าว

ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราช วรวิหาร เวลา 07.30 น. ประชาชนแต่งกายด้วยชุดดำต่างเดินทางมาจองพื้นที่บริเวณประตูวัดด้านถนนเฟื่องนคร เพื่อรอชมริ้วขบวนพระราชอิสริยยศ ริ้วขบวนที่ 6  ก่อนที่ในเวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่จะทยอยระบายประชาชนออกจากวัดราชบพิธฯ และอนุญาตให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ข้าราชการ และจิตอาสาบางส่วนสามารถพักคอยภายในบริเวณวัดได้เท่านั้น โดยอนุญาตให้ประชาชนรอรับเสด็จได้ตลอดเส้นทาง ตั้งแต่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามฯ ถนนอัษฎางค์ ถนนกัลยาณไมตรี ถนนสนามไชย ถนนราชดำเนินใน ถนนราชดำเนินกลาง และถนนพระสุเมรุ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ต่างเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นมา อาทิ ผ้าปูนั่ง อาหาร น้ำดื่ม และร่มสีดำ มีบรรดาจิตอาสานำน้ำดื่มและยาดมมาแจกจ่ายประชาชนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ บรรดาประชาชนต่างนั่งรอรับเสด็จด้วยสีหน้าที่สดใส ไม่ย่อท้อ ท่ามกลางสภาพอากาศค่อนข้างร้อนจัด เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งงานพระราชพิธีวันสุดท้าย โดยในเวลาประมาณ 12.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มมีการตรวจบัตรประจำตัวประชาชนของบรรดาผู้ที่มานั่งรอรับเสด็จ เนื่องจากประชาชนบางส่วนที่มานั่งจับจองพื้นที่ใน ช่วงสายนั้นยังไม่ได้ผ่านจุดคัดกรองของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากในวันที่ 29 ต.ค. นั้น เจ้าหน้าที่เปิดจุดคัดกรองหลักเพียงแค่ 3 จุด ได้แก่ 1.แม่พระธรณีบีบมวยผม 2.ถนน กัลยาณไมตรี  3.ท่าช้าง ทำให้ประชาชนที่เดินทางมาผ่านเส้นทางอื่นๆ อาทิ บริเวณสะพานมอญ ถนนบำรุงเมือง หรือ ถนนบำรุงเมืองไม่ต้องผ่านจุดคัดกรอง

เวลา 13.00 น. เจ้าหน้าที่เริ่มเปิดจุดคัดกรอง โดยอนุญาตให้ประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนล่วงหน้าจำนวน 100 คนสามารถเข้าไปรอรับเสด็จในพื้นที่วัดราชบพิธฯ ได้ สำหรับประชาชนที่เพิ่งเดินทางมาถึง จะต้องผ่านจุดคัดกรองบริเวณประตูวัดราชบพิธฯ ด้านถนนเฟื่องนคร ก่อนที่จะสามารถจับจองพื้นที่บริเวณโดยรอบได้

นางสุวรรณี แซ่อื้อ อายุ 60 ปี จาก จ.นนทบุรี กล่าวว่า เดินทางมาถึงมณฑลพิธีท้องสนามหลวงตั้งแต่เวลา 06.00 น. และโชคดีที่สามารถมาร่วมพระราชพิธีที่ท้องสนามหลวงตั้งแต่วันที่ 25 เนื่องจากสามารถจองโรงแรมบริเวณใกล้เคียงได้ทันเวลา แม้จะรู้สึกภาคภูมิใจ แต่เมื่อคิดว่าวันนี้เป็นวันที่พระองค์ท่านจะเสด็จสู่ทิพย์วิมานแล้วก็รู้สึกใจหาย เพราะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาถือว่ารวดเร็วมาก อย่างไรก็ตาม ตน ยังคงตั้งใจจะสวมเสื้อผ้าในโทนสีสุภาพต่อไป แม้ว่าจะผ่านเวลาออกทุกข์ในวันที่ 30 ต.ค.แล้ว ซึ่งเชื่อว่าประชาชนชาวไทยทุกคนก็คงจะมีวิจารณญาณในแบบเดียวกัน

"ตั้งแต่มาร่วมงานพระราชพิธีในวันที่ 25 ต.ค. บรรดาเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและจิตอาสาต่างปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ และเป็นไปด้วยความสุภาพเรียบร้อย เช่นเดียวกับประชาชนที่เดินทางมาร่วมงาน ต่างมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน เพราะทุกคนต่างมาด้วยเป้าหมายเดียวกัน" นาง สุวรรณีกล่าว

พิมพ์หนังสือที่ระลึก

สำหรับเส้นทางริ้วขบวนอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร จะเริ่มจากพระศรีรัตนเจดีย์ วัดพระศรีรัตนศาสดารามไปบรรจุ ณ วัดราชบพิธฯ เส้นทางจากพระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษไชยศรี-ถนนหน้าพระลาน-ถนนสนามไชย-ถนนกัลยาณไมตรี-ถนนอัษฎางค์-วัดราชบพิธฯ จากนั้นขบวนอัญเชิญพระบรมราชสรีราง คารจากวัดราชบพิธฯ ไปบรรจุ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร โดยใช้เส้นทางจากวัดราชบพิธฯ-ถนนอัษฎางค์-ถนนกัลยาณไมตรีถนนสนามไชย-ถนนราชดำเนินใน-ถนนราชดำเนินกลาง-ถนนพระสุเมรุ-วัดบวรนิเวศวิหาร

ที่วัดบวรนิเวศวิหาร เวลา 16.00 น. ซึ่งเป็นปลายทางริ้วขบวนพระบรมอิสริยยศ อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร มีประชา ชนจับจองพื้นที่สองฝั่งถนนพระสุเมรุเต็มพื้นที่ พสกนิกรส่วนหนึ่งปักหลักจับจองพื้นที่ตั้งแต่ค่ำคืนวันที่ 28 ต.ค.ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 29 ต.ค. ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว แต่ประชาชนไม่ย่อท้อ

ท่านเจ้าคุณโสภณคณาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดบวรนิเวศวิหาร กล่าวว่า คณะสงฆ์วัดบวรนิเวศวิหารจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึก "พระราชพิธีและพระราชกรณียกิจในการทรงผนวชพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช"  เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายในหนังสือที่ระลึกเล่มนี้ ได้รวบรวมพระบรมฉายาลักษณ์พระ ราชพิธีทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตน ศาสดาราม พระราชกรณียกิจพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยวัดบวรนิเวศวิหารเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ที่เสด็จออก ทรงผนวชทุกพระองค์ รวมถึงภาพเหรียญ ที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชทรงผนวช โดยหนังสือที่ระลึกดังกล่าวจะแจกจ่ายให้ผู้ที่ได้รับเชิญเข้าร่วมพระราชพิธีครั้งนี้ด้วย

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารกล่าวว่า นอกจากหนังสือที่ระลึกดังกล่าว คณะสงฆ์วัดบวรนิเวศวิหารได้จัดพิมพ์แผ่นภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชขณะทูลลาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เพื่อแปรพระราชฐาน โดยสมเด็จพระสังฆราชตั้งพัดยศถวายพระพรชัยมงคลในอุโบสถวัดบวรนิเวศ เป็นอีกภาพบันทึกประวัติศาสตร์จัดพิมพ์ทั้งหมดจำนวน 99,999 แผ่น เพื่อแจกจ่ายแก่ผู้เข้าร่วมพระราชพิธีและประชาชน

"วัดบวรนิเวศวิหารเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก อยู่ในพระบรมราชู ปถัมภ์ และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ ครั้งทรงผนวชวัดพระแก้ว เสด็จประทับแรมวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อในหลวงรัชกาล ที่ 9 เสด็จสวรรคต  เสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว จึงได้โปรดให้อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร มาบรรจุที่ฐานองค์พระพุทธชินสีห์ ถือเป็นพระเกียรติภูมิของวัดบวรนิเวศวิหาร และได้สนองพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงบำรุงอุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนาอย่างทั่วถึง เท่าเทียม ทรงเป็นองค์อุปถัมภกทุกศาสนา" ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารกล่าว

ทั้งนี้ กรอ.พระราชพิธีฯ แจ้งปิดการ จราจรถนน 27 เส้นทางในเวลา 15.00 น. ได้แก่ 1.ถนนหน้าพระลานตลอดสาย 2.ถนนหน้าพระธาตุตลอดสาย 3.ถนน ราชดำเนินในจากแยกผ่านพิภพ-แยกป้อมเผด็จ 4.ถนนสนามไชย จากแยก ป้อมเผด็จ-หน้า สน.พระราชวัง 5.ถนน หับเผย 6.ถนนหลักเมือง 7.ถนนกัลยา ณไมตรี บริเวณสะพานช้างโรงสี 8.ซอย สราญรมย์ 9.ถนนพระจันทร์ 10.ถนน มหาราช 11.ถนนท้ายวังตลอดสาย 12. ถนนเชตุพน 13.ถนนเศรษฐการ 14.ถนน เจริญกรุงจากวงเวียน รด.-แยกสะพาน มอญ 15.ถนนพระพิพิธ 16.ถนนราชดำเนิน นอกจากแยก จปร.-แยกผ่านฟ้าลีลาศ

17.ถนนนครสวรรค์จากแยก จักรพรรดิพงษ์-แยกผ่านฟ้าฯ 18.ถนน หลานหลวงจากแยกหลานหลวง-แยกผ่านฟ้าฯ 19.ถนนราชดำเนินกลาง 20. ถนนพระสุเมรุ จากแยกวันชาติ-แยกป้อมมหากาฬ  21.ถนนมหาไชย จากแยกสำราญราษฎร์-แยกป้อมมหากาฬ 22. ถนนดินสอจากแยกวันชาติ-อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 23.ถนนดินสอจากอนุ สาวรีย์ประชาธิปไตยแยกมหรรณพ 24.ถนนตะนาวจากแยกตัดถนนข้าวสาร แยกคอกวัว 25.ถนนจักรพงษ์จากแยก ศาลเจ้าพ่อเสือแยกคอกวัว 26.ถนน จักรพงษ์ จากแยกตัดถนนข้าวสาร-ถนนราชดำเนินกลาง 27.ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้าจากแยกอรุณอัมรินทร์แยกผ่านพิภพ

ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุง เทพมหานคร (กทม.) เวลา 07.30 น. กทม.ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศล เถ้าดอกไม้จันทน์จากพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งประชาชนนำมาถวาย ณ พระเมรุมาศจำลอง 9 แห่ง และซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ 113 แห่ง โดยมี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศล พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร กทม. ผู้แทนกองทัพเรือ ผู้อำนวยการประจำพระเมรุมาศจำลอง ข้าราชการและบุคลากร กทม.แต่งกายเครื่องแบบไว้ทุกข์สีขาว และประชาชนสวมชุดสุภาพสีดำ

แจ้งการชมนิทรรศการ

เวลา 08.00 น. ขบวนเชิญลุ้งบรรจุเถ้าดอกไม้จันทน์ โดยมีผู้อำนวยการพระเมรุมาศจำลองเป็นผู้แทนเชิญลุ้งบรรจุเถ้าดอกไม้จันทน์ จำนวน 9 ลุ้งจากพระเมรุมาศจำลอง 9 แห่ง จากนั้นได้ตั้งขบวนเชิญลุ้งไปยังเต็นท์พิธี และเชิญลุ้งบรรจุเถ้าดอกไม้จันทน์ประดิษฐานบนโต๊ะหมู่บูชา ต่อมาประธานพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย และเจ้าหน้าที่ลาดผ้ารองโยงและผ้าภูษาโยง

พล.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า กทม.ได้รับความร่วมมือจากกองทัพเรือ โดยจะเชิญลุ้งบรรจุเถ้าดอกไม้จันทน์จากพระเมรุมาศจำลอง 9 ลุ้ง และจากซุ้มถวายดอกไม้จันทน์อีก 512 ถุง ขึ้นเรือหลวงสีชัง ที่อู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อประกอบพิธีลอยลุ้งบรรจุเถ้าดอกไม้จันทน์ลงสู่ทะเลอ่าวไทยต่อไป โดยมีตัวแทนจากสำนักพระราชวัง กองทัพเรือและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพิธี ทั้งนี้ สำหรับจำนวนดอกไม้จันทน์ที่ประชาชนนำมาถวายในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 17.6 ล้านดอก และมีประชาชนร่วมวางดอกไม้จันทน์ทั้งสิ้น 4 ล้านคน

พล.ต.อ.อัศวินกล่าวอีกว่า ภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในส่วนของพระเมรุมาศจำลอง 9 แห่ง กทม.จะดำเนินการจัดนิทรรศการโดยนำพระบรมฉายาลักษณ์เกี่ยวเนื่องกับพระราชกรณียกิจมาติด อาจนำรูปถ่ายของประชาชนที่เดินทางมาร่วมวางดอกไม้จันทน์มาร่วมจัดนิทรรศการภาพถ่ายด้วย ต่อมาในส่วนของซุ้มดอกไม้จันทน์รอบพื้นที่กรุงเทพฯ 113 แห่งนั้น กทม.จะพิจารณาตามความเหมาะสมของพื้นที่ หากพื้นที่ใดไม่มีความจำเป็นใช้สอยพื้นที่ ระหว่างนี้ กทม.จะเปิดให้ประชาชนได้เดินทางมาชื่นชมความสวยงาม

"ภาพรวมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในส่วนที่ กทม.รับผิดชอบถือว่าลุล่วงไปได้ด้วยดี แม้จะมีปัญหาเรื่องห้องสุขาไม่เพียงพอ เพราะไม่สามารถจัดตั้งห้องสุขาไว้ตามเส้นทางริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศได้ ต่อมาเรื่องการแต่งกายในช่วงออกทุกข์ของประชาชน ไม่ได้มีความกังวลใด เนื่องจากเห็นว่าประชาชนมีวิจารณญาณอยู่แล้วและทราบถึงการแต่งกายที่เหมาะสม คือช่วงแรกของการออกทุกข์นี้ประชาชนอาจสวมเสื้อผ้าที่มีโทนอ่อนหรือเบาบาง ไม่ควรแต่งเสื้อผ้าสีฉูดฉาด อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนพิจารณาตามเหมาะสม" ผู้ว่าฯ กทม.กล่าว

ที่อู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า จ.สมุทรปรากร เวลา 11.0 น. พล.ต.อ. อัศวินพร้อมคณะร่วมประกอบพิธีลอยลุ้งบรรจุเถ้าดอกไม้จันทน์ จากพระเมรุ มาศจำลองจำนวน 9 ลุ้ง และซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ 113  แห่ง รวม 512 ถุง ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีบำเพ็ญกุศลเถ้าดอกไม้จันทน์ในช่วงเช้าที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการ กทม.

เวลา 13.00 น. เรือหลวงสีชังมาถึงบริเวณพื้นที่ประกอบพิธี พล.ต.อ.อัศวินเป็นประธานพิธี จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย สักการะลุ้งบรรจุเถ้าดอกไม้จันทน์หน้าโต๊ะหมู่ จุดธูปสักการะเจ้าแม่นที ท้าวสีทันดร พร้อมกล่าวคำบูชา จากนั้นเจ้าหน้าที่เชิญสาแหรกกระทงดอกไม้ 7 สีและลุ้งบรรจุเถ้าดอกไม้จันทน์ ก่อนโปรยเหรียญลงทะเลจำนวน 7 เหรียญ และหย่อนสาแหรกกระทงดอกไม้ 7 สีและลุ้งบรรจุเถ้าดอกไม้จันทน์ลงทะเล.

บรรยายใต้ภาพ
พันโทหญิง พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงม้านำริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ริ้วขบวนที่ 6 อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง