คอลัมน์วิสามัญบันเทิง: หนังไทยยุคดิจิตอล

ข่าวบันเทิง 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

สันต์ สะตอแมน Satorman_1@yahoo.co.th มีเพื่อนคนหนึ่งถาม...เดี๋ยวนี้ไม่ไปโรงหนังแล้วเหรอ? ก็ตอบไปว่า ไม่ใช่ไม่ไป แต่ปัญหาคือ จะให้ไปดูอะไร? เพื่อนตอบ ไปโรงหนังก็ต้องดูหนังซี จะดูลิเกลำตัดได้หรือ เพื่อนมันพูดถูก แต่มันฉลาดเกินไปที่ไม่เข้าใจที่ผมตอบมัน เรื่องจริงก็คือว่า หนังทุกวันนี้ ไม่ว่าไทยไม่ว่าเทศ สำหรับผม มันไม่มีประเด็นที่อยากจะเสียเวลาฝ่ารถติดไปตีตั๋วแพงเข้าดูแล้วขาดทุน! คนอื่นไม่ทราบแต่สำหรับผมรู้สึกแบบนั้น ยิ่งหนังไทยด้วยแล้ว ไม่รู้จะอธิบายยังไง จำเพื่อนบางคนพูดถึงหนังไทยได้คันๆ ดีว่า... เหมือนเอาทุเรียนพันธุ์กระดุมเข้าไปวางในซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วขายราคาหมอนทอง! เวลานี้หนังไทยมันมีแต่ทุเรียนพันธุ์กระ ดุมราคาหมอนทองทั้งนั้น จะมีสักกี่คนที่ยอมควักกระเป๋า ก็อาจจะมีนะ แต่จะมีแบบไหนล่ะ? ยิ่งตอนนี้ยุคดิจิตอล คนให้เงินไปทำหนังยิ่งได้โอกาส มองว่าหนังดิจิตอลไม่ต้องใช้เงินมาก ใครๆ ก็ถ่ายได้

ก็เลยกลายเป็นว่า ทุเรียนนอกจากพันธุ์กระดุมแล้วยังมี กบ ลวง กำปั่น ทองย้อย กระเทยแดง กระเทยขาว ถูกลากเข้าไปวางขายในราคาหมอนทองมั่วไปหมด

การค้าเสรี ใครจะทำยังไงก็ได้ไม่ผิดกฎ หมาย เหตุนี้ผมถึงห่างเหินกับโรงหนัง!

ก็ไม่ได้หวังว่าจะให้หนังไทยเป็นทุเรียนหมอนทองซะทุกเรื่องหรอก แต่อย่างน้อยๆ ก็ให้มีก้านยาว ชะนีบ้าง ก็ไม่น่าเกลียด ผมว่าการเป็นหนังยุคดิจิตอลมันไม่ได้เป็นสาเหตุที่ต้องลงทุนต่ำ ถ้าคิดแบบนั้น ผมว่าอย่าให้เงินใครไปทำเลยซะยังจะดีกว่า

พูดถึงหนังไทยยุคดิจิตอล ทำให้ผมนึกขึ้นได้ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ได้ให้สัมภาษณ์ megazy.com เมื่อหลายปีมาแล้ว จึงใคร่ขออนุญาต megazy.com นำบางส่วนมาอ้างอิงไว้ตรงนี้...

"ยุคนี้เป็นยุคของดิจิตอล ดิจิตอลช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการผลิตหนังสักเรื่องหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน บางทีมันอาจเป็นการทำลายหนังไทยเหมือนกับสมัยที่เปลี่ยนจากฟิล์ม 35 มม. มาเป็นฟิล์ม 16 มม. แล้วก็มีคนหันมาสร้างหนังกันเยอะมาก

จนเหมือนเน้นไปที่ปริมาณมากกว่าคุณ ภาพ ผมคิดว่าช่วงเวลานั้นมันอาจจะกลับมาอีกก็เป็นได้ เพราะสมัยนี้ ใครๆ ก็ทำหนังกันได้ ถ่ายเสร็จ ตัดต่อเสร็จก็ฉายได้เลย

ในตลาดก็จะมีหนังไทยเต็มไปหมด มันอาจจะทำให้คนเอียนหนังไทยไปเลยก็ได้ เพราะต้องการทำกำไรแต่เพียงอย่างเดียว ไม่มีการคัดกรองคุณภาพเท่าที่ควร ผมคิดว่าเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่ง แต่คนทำต้องมีฝีมือเป็นหลักสำคัญ..."

ผมอยากจะให้คนทำหนังเอาทัศนะของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ไปตรองดู

แต่พูดก็พูดเถอะ เจ้าของหนังไทยทั้งหลาย เขาคงฟังผมหรอก บาทเดียวก็ไม่ได้ควักอะไรกะเขา ที่พูดเพราะไม่อยากให้หนังไทยเป็นแบบหนังฮ่องกง หนังญี่ปุ่น ตายไม่ฟื้น...

แบบนั้นมันน่าเศร้าครับ?.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ