คอลัมน์กา@ครั้งหนึ่ง: ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกสมัยร.7 ฝรั่งมองว่าราษฎร์สยามยังไม่พร้อม

ข่าวทั่วไป 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

10 ธันวาคม วันรัฐธรรมนูญ แต่ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับแรกที่มีการยกร่างขึ้น ไม่ใช่พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 หากแต่เป็นฉบับที่ยกร่างโดยพระยากัลยาณไมตรี (ฟรานซิส บี. แซร์) มีทั้งสิ้น 12 มาตรา พระยากัลยาณไมตรี เป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเป็นบุตรเขยของวูดโรว์ วิลสัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เกิดเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2428 เดินทางมายังประเทศสยาม ในฐานะเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสยาม เมื่อ พ.ศ.2468 แล้วกลับสหรัฐอเมริกาใน พ.ศ.2475 ที่บ้านเกิดเมืองนอน ได้รับแต่งตั้งจากแฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ ประธานาธิบดี ให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ ต่อมาจึงได้เป็นข้าหลวงใหญ่สหรัฐอเมริกาประจำประเทศฟิลิปปินส์ใน พ.ศ.2482 แล้วดำรงตำแหน่งผู้แทนของสหรัฐประจำสหประชาชาติ และเป็นประธานคณะมนตรีภาวะทรัสตีแห่งสหประชาชาติ พร้อมๆ กันในปี พ.ศ.2490

ขณะดำรงตำแหน่งในประเทศไทย ได้ช่วยงานด้านการต่างประเทศของไทย โดยเป็นที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศตั้งแต่ พ.ศ.2466 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะในด้านสนธิสัญญา

และร่วมร่างเค้าโครงรัฐธรรมนูญฉบับของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย ในชื่อ "Outline of Preliminary Draft" ในปี พ.ศ.2469 แต่ทว่าเกิดการปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475 ขึ้นเสียก่อน จึงไม่ได้ออกใช้

เป็นผู้แทนรัฐบาลสยามเจรจาสนธิสัญญาไทย-สหรัฐอเมริกา พ.ศ.2468 จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยากัลยาณไมตรี มีตำแหน่งราชการในกระทรวงการต่างประเทศ ถือศักดินา 1,000 นับเป็นคนที่สองต่อจากพระยากัลยาณไมตรี (เจมส์ ไอเวอร์สัน เวสเตนการ์ด)

ด้านครอบครัว ฟรานซิสสมรสกับเจสซี วิลสัน บุตรสาวของวูดโรว์ วิลสัน พิธีมงคลสมรสมีขึ้นที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2456 ทั้งคู่มีบุตรชื่อ ฟรานซิส บี. แซร์ จูเนียร์, เอเลนอร์ แซร์ และวูดโรว์ วิลสัน แซร์ ตามลำดับ พระยากัลยาณไมตรี เสียชีวิตเมื่อ 29 มีนาคม พ.ศ.2515

ร่างรัฐธรรมนูญสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งเป็นฉบับแรกเป็นของพระยากัลยาณไมตรี มี 12 มาตรา ให้อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์ มีพระราชอำนาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี อภิรัฐมนตรี และองคมนตรีสภา อำนาจสูงสุดทางนิติบัญญัติเป็นของพระมหากษัตริย์

ส่วนอีกฉบับเป็นร่างของพระยาศรีวิสารวาจา พระมหากษัตริย์แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง และแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ไม่เกินครึ่งหนึ่ง

ก่อนหน้าที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว รัชกาลที่ 7 มีพระราชหัตถเลขา สอบถามพระยากัลยาณไมตรี 9 ข้อ มีคำถามที่เกี่ยวข้องกับระบอบการเมืองได้แก่

ข้อ 3 สักวันหนึ่งประเทศนี้จะต้องมีระบบการปกครองในระบบรัฐสภาหรือไม่ และระบอบการปกครองในระบบรัฐสภาแบบแองโกล - แซ็ก

สัน นั้นเหมาะสมกับชาวตะวันออกหรือ

ข้อ 4 ประเทศนี้พร้อมหรือยังที่จะมีการปกครองระบบผู้แทนราษฎรในรูปใดรูปหนึ่ง

ข้อ 6 เราควรมีนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ควรเริ่มใช้ระบบนี้ในตอนนี้เลยหรือไม่

และข้อ 7 เราควรมีสภานิติบัญญัติหรือไม่ องค์ประกอบสภาเช่นนี้ควรจะเป็นเช่นใด

ขณะที่พระยากัลยาณไมตรีตอบกลับ ตอนหนึ่งแสดงความไม่เห็นด้วยกับการมีสภาผู้แทนราษฎร โดยอ้างว่าประชาชนไม่พร้อม

"การจะมีรัฐสภาที่ใช้งานได้จะต้องอาศัยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าใจระบอบการปกครองแบบนี้ดี หากไม่มีประชาชนที่มีสติปัญญามากำกับควบคุม รัฐสภามีแต่จะเสื่อมถอยไปเป็นองค์การที่เลวร้ายและเผด็จการ ตราบใดที่ปวงประชาชาวสยามทั้งหลายยังไม่ได้รับการศึกษาสูงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การพยายามตั้งองค์กรเชิงรัฐสภาที่ประชาชนเลือกตั้งมามีแต่จะนำอันตรายใหญ่หลวงมาให้ ดังนั้น จึงดูไม่มีทางเลือกนอกจากการคงไว้ซึ่งระบอบการปกครองที่อำนาจเด็ดขาดยังคงอยู่กับพระมหากษัตริย์ อย่างน้อยที่สุดในช่วงปัจจุบันนี้".

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับพระยากัลยาณไมตรี

(ฉบับแปลโดยวิษณุ เครืองาม)

มาตรา 1 อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์

มาตรา 2 พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีนายหนึ่งซึ่งรับผิดชอบต่อพระองค์ในการบริหารราชการแผ่นดินทั้งปวง และให้นายกรัฐมนตรีอยู่ในตำแหน่งตามพระราชอัธยาศัย

มาตรา 3 ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบในการแต่งตั้งและถอดถอนรัฐมนตรีทั้งหลาย ซึ่งเป็นเจ้ากระทรวงต่างๆ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์ในกิจการทั้งปวงของแต่ละกระทรวง และจะต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติภารกิจตามนโยบายทั่วไปของรัฐบาล ดังที่มีพระบรมราชโองการ และรับผิดชอบในการประสานงานระหว่างกระทรวงต่างๆ เพื่อให้บรรลุนโยบายดังกล่าว

มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีแต่ละนายรับผิดชอบโดยตรงต่อนายกรัฐมนตรี สำหรับงานในกระทรวงของตน และให้ร่วมปฏิบัติภาคกิจตามนโยบายทั่วไปของรัฐบาลตามคำบัญชาของนายกรัฐมนตรี

มาตรา 5 ให้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยให้คณะรัฐมนตรีประกอบด้วยรัฐมนตรีทุกนาย คณะรัฐมนตรีอาจอภิปรายปัญหาสำคัญอันเป็นประโยชน์ได้เสียร่วมกันได้ แต่ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบในการลงมติทั้งปวง

มาตรา 6 ให้นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์เพื่อขอรับพระบรมราชวินิจฉัย ในปัญหาทั้งปวงอันเกี่ยวด้วยนโยบายทั่วไป และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดก็ตาม นายกรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตามพระบรมราชโองการ

มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งมนตรี 5 นาย ประกอบกันเป็น อภิรัฐมนตรีสภา ให้นายกรัฐมนตรีเป็นสมาชิกอภิรัฐมนตรีสภาโดยตำแหน่ง แต่ห้ามรัฐมนตรีนายอื่นดำรงตำแหน่งสมาชิกด้วย อภิรัฐมนตรีไม่มีอำนาจทางบริหาร ไม่ว่าในกรณีใดๆ ก็ตาม อำนาจหน้าที่ของอภิรัฐมนตรีสภามีเพียงถวายความคิดเห็นแด่พระมหากษัตริย์ ในปัญหาเกี่ยวด้วยนโยบายทั่วไป หรือปัญหาอื่นใดอันมิใช่รายละเอียดเกี่ยวกับงานบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลเท่านั้น อภิรัฐมนตรีสภาไม่มีอำนาจเสนอแนะให้แต่งตั้งใครดำรงตำแหน่งใด ตลอดจนเสนอแนะรายละเอียดเกี่ยวกับการปกครอง อย่างไรก็ตาม อภิรัฐมนตรีสภามีอำนาจเปลี่ยนแปลงผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี

มาตรา 8 พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและถอดถอนสมาชิกองคมนตรีสภาตามพระราชอัธยาศัย

มาตรา 9 ภายในระยะเวลา 3 วันนับแต่วันเสวยราชสมบัติ พระมหากษัตริย์จะทรงเลือกบุคคลหนึ่งเป็นทายาทด้วยคำแนะนำและยินยอมขององคมนตรีสภา บุคคลผู้จะเป็นรัชทายาทได้นั้น จะต้องเป็นโอรสของพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระบรมราชินี หรือเป็นบุคคลอื่นซึ่งอยู่ในราชตระกูล แต่ทั้งนี้ไม่จำต้องอยู่ในลำดับฐานะมีพระอิสริยยศสูง หรือมีอาวุโสสูง การกำหนดบุคคลใดให้เป็นรัชทายาทย่อมไม่อาจเพิกถอนได้ แต่อาจถูกทบทวนใหม่ได้ในเวลาสิ้นสุดของทุกกำหนด 5 ปี โดยพระมหากษัตริย์ด้วยคำแนะนำและยินยอมขององคมนตรีสภา หากพระมหากษัตริย์สวรรคตก่อนมีการเลือกรัชทายาท ให้องคมนตรีสภาเลือกบุคคลหนึ่งขึ้นเป็นรัชทายาททันทีหลังจากที่พระมหากษัตริย์สวรรคต ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดก็ตาม สามในสี่ของสมาชิกองคมนตรีสภา ซึ่งอยู่ในราชอาณาจักร ย่อมประกอบกันเป็นองค์ประชุมกำหนดตัวรัชทายาท

มาตรา 10 ภายใต้บังคับแห่งพระราชอำนาจสูงสุด ศาลฎีกาและศาลอื่นใดทั้งหลายซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงตั้งขึ้นเป็นคราวๆ เป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการ

มาตรา 11 อำนาจสูงสุดทางนิติบัญญัติเป็นของพระมหากษัตริย์

มาตรา 12 การแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญนี้กระทำได้โดยพระมหากษัตริย์ประกอบด้วยคำแนะนำและยินยอมจากสามในสี่ของสมาชิกองคมนตรีสภา.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ