คอลัมน์สาระสุขภาพแพทย์แผนไทย: เสิร์ฟวิตามินเอให้ดวงตาแจ่มใส ด้วยผักกระถินจากริมรั้ว

ข่าวทั่วไป 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

วัชรีพร คงวิลาด

panthaibook@hotmail.com

หอม..เอย หอมดอกกระถิน รวยระรินเคล้ากลิ่นกองฟาง เห็ดตับเต่าขึ้นอยู่ริมเถาว์ย่า นาง มองเห็นบัวสล้าง ลอยปริ่มริมบึง..แว่วเสียงเพลงมนต์รักลูกทุ่ง ลอยลมมาดุจดั่งเสียงกระซิบแผ่วเบา ที่ฟังแล้วชวนให้จิตใจเบิกบาน ท่วงทำนองดนตรีที่ไพเราะและบทเพลงที่สะท้อนภาพความงามของท้องทุ่งในวันเก่าๆ ทำให้นึกถึงต้นกระถินริมรั้วในวัยเยาว์ที่เราเหล่าพี่น้องไปปีนป่ายเป็นทโมน เก็บยอดและฝักแก่มากินกับน้ำพริกและส้มตำอย่างเอร็ดอร่อย

ผักกระถินได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มวัชพืชที่ขึ้นตามริมรั้ว ริมทาง หรือที่รกชัฏต่างๆ เป็นพืชในตระกูลเดียวกับถั่วคือ วงศ์ Leguminosae ที่ขึ้นง่าย เติบโตเร็ว เราจะเห็นต้นกระถินโตเร็วอย่างพรวดพราด พืชในวงศ์นี้ยังแบ่งเป็นวงศ์ย่อยๆ อีก 3 วงศ์ โดยกระถินจัดอยู่ในวงศ์ย่อย Mimosoideae เป็นผักที่มียอดอ่อนฝักอ่อนและฝักแก่ที่มีรสชาติอร่อย จึงนิยมนำมากินกับน้ำพริก

ถ้าจะเล่าถึงความอร่อยของกระถินเขาก็มีเทคนิคในการกิน เช่น ยอดกระถิน ถ้ากินกับน้ำพริกปลาทู น้ำพริกปลาร้าหรือลาบ รสชาติก็จะมัน ช่วยตัดรสเผ็ดของน้ำพริกได้ แต่ถ้ากินกับหอยนางรมสด มีหอมเจียวและพริกขี้หนูหั่น รสชาติสุดท้ายที่กลืนน้ำลายลงไปจะมีความหวานอร่อยมาก แต่ต้องระวังอย่ากินมาก เพราะหอยนางรมมีพวกคอเลสเตอรอลสูง และถ้าเป็นฝักกระถินแก่ต้องแกะเอาแต่เมล็ดข้างใน ใช้โรยหน้าส้มตำมะละกอ หรือคลุกให้เข้ากัน รสชาติสุดยอด ต้องยกนิ้วโป้งให้เลย

คนส่วนใหญ่กินยอดและฝักจนลืมนึกถึงดอกกระถิน ฉันเคยสงสัยเสมอว่าดอกกระถินมันมีกลิ่นหอมอย่างในบทเพลงว่าจริงหรือไม่ หรือแม้แต่ในทำเนียบพรรณไม้หอมก็จัดไว้ให้กระถินเป็นหนึ่งในไม้ดอกหอม จนวันหนึ่งได้มีโอกาสโน้มกิ่งที่มีดอกมาดม ลองดู พบว่ามันหอมจริงๆ อย่างที่เขาว่า แถมดอกกระถินยังมีประโยชน์อย่างยิ่งยวดต่อดวงตา หมอพื้นบ้านใช้ดอกกระถินปรุงเป็นอาหารให้เด็กกินแก้ดวงตาเป็นเกล็ดกระดี่ สมัยก่อนเด็กจะมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตามาก

โรคเกล็ดกระดี่ขึ้นตา หรือปัจจุบันพบว่าเป็นภาวะขาดวิตามินเอ ทำให้ประสาทตาส่วนที่เรียกว่าจอตา หรือเรตินา (retina) เสื่อม ทำให้เยื่อบุตาแห้งและต่อมน้ำตาไม่ทำงาน เริ่มแรกจะมีอาการตาฟาง หรือมองไม่เห็นเฉพาะตอนกลางคืน หรือในที่มืดๆ แต่มองเห็นเป็นปกติในเวลากลางวัน และในที่สว่างๆ เนื่องจากจอตาเริ่มเสื่อม ต่อมาเยื่อตาขาวแห้ง เมื่อเป็นมากขึ้น เยื่อตาขาวจะย่นอยู่รอบๆ กระจกตาดำดูคล้ายเกล็ดปลา และกระจกตาดำซึ่งปกติสะท้อนแสงวาววับ จะแห้งและไม่มีประกาย ตาขาวจะเปลี่ยนเป็นสีเทาหรือสีเงิน เห็นเป็นจุดใหญ่ทางด้านหางตา เรียกว่า "จุดบิทอตส์ (Bitot's spot)" หรือ "เกล็ดกระดี่" อาจเป็นที่ตาทั้ง 2 ข้าง ถ้ารักษาในระยะนี้จะแก้ได้ทัน แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้กระจกตาจะเกิดการอ่อนตัว เป็นแผล และเกิดรูทะลุมีเชื้อโรคเข้าไปในลูกตา ทำให้เกิดการอักเสบภายในลูกตา ตาบอดได้ ถ้าเป็นในระยะนี้ โอกาสหายก็มีน้อย ในเด็กเล็กมักตรวจพบเมื่อมีการอ่อนตัวของกระจกตาดำแล้ว จะพบหนังตาบวม ปิดตาแน่น ไม่ยอมลืมตา

พบในเด็กวัยแรกเกิดถึงอายุ 5 ปี เกิดจากการกินอาหารที่มีวิตามินเอน้อยไป เช่น กินแต่นมข้นหวาน กล้วยบด และข้าวโดยไม่ได้อาหารเสริมอื่นๆ โรคนี้มักจะพบร่วมกันไปกับโรคขาดอาหาร บางคนอาจเป็นหลังจากเป็นโรคติดเชื้อ เช่น เชื้อหัด ปอดอักเสบ หรือท้องเดินเรื้อรัง ในผู้ใหญ่พบได้น้อย ถ้าพบมักมีสาเหตุจากโรคอื่นๆ เช่น โรคตับเรื้อรัง โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ซึ่งมีผลทำให้การดูดซึมวิตามินเอน้อยลง

แม้พืชผักหลายชนิด เช่น ผักบุ้ง ฟักทองตำลึง ต่างก็ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดแห่งการบำรุงสายตา แต่สำหรับดอกกระถินคือสุดยอดของการดูแลจอตาได้ดี จนมีการบันทึกสรรพคุณไว้ชัดในตำรายาสมุนไพรต่างๆ ว่า "ดอกกระถิน รสมัน แก้เกล็ดกระดี่ขึ้นตา บำรุงตับ"

ข้อมูลทางโภชนาการพบว่า ดอกกระถินจะมีเบตา-แคโรทีนสูง สารอาหารดังกล่าวนี้จัดเป็นพวกโปรวิตามินเอ เมื่อจับกับน้ำมันก็จะทำหน้าที่ได้เต็มที่ ดังนั้นการกินดอกกระถินอาจในรูปของยำดอกกระถิน หรือแกงส้มหรือผักสดก็ตาม ในอาหารมื้อนั้นๆ ควรต้องมีผัดหรือปลาทอดที่มีการสัมผัสกับน้ำมัน จึงจะทำให้ได้คุณค่าของวิตามินเอของดอกกระถินสมบูรณ์

ขอขยายความอีกสักนิดว่า วิตามินเอเป็นวิตามินที่ละลายในไขมันหรือน้ำมันเท่านั้น จัดเป็นวิตามินที่คงสภาพเดิมอยู่ได้นานไม่เสียง่าย ถ้าอยู่ในพืชผักจะอยู่ในกลุ่มของสารเบตา-แคโรทีน จัดเป็นพวกโปรวิตามินเอที่จะพบในผักใบเขียวต่างๆ ส่วนวิตามินเอจะพบในพวกตับสัตว์ นม เนย ไข่ ร่างกายจะเก็บสะสมวิตามินเอไว้ที่ตับ แต่ถ้ากินวิตามินเอมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการจะมีอาการแพ้คล้ายการแพ้ยาทั่วไป

การบริโภคอาหารที่มีวิตามินเอ หรือเบตา-แคโรทีน ส่วนมากไม่พบภาวะการแพ้ แต่จะพบได้ในกรณีที่มีการซื้อวิตามินเอมากินในรูปของอาหารเสริม เพราะมีความเข้มข้นสูง และยังเป็นการใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้มุ่งหวังจะใช้วิตามินเอเพื่อความสวยงามมากกว่า โดยหวังผลให้ผิวพรรณสวยงาม เต่งตึง จนไม่คาดคิดว่าจะเกิดอันตรายได้นั่นเอง

นอกจากนี้ ในตำรายาสมุนไพรยังได้กล่าวถึงรากกระถินว่ามีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ ใช้ขับลมและขับระดูขาว ส่วนยอดอ่อนของกระถินก็มีคุณค่าทางโภชนาการสูง พวกนี้เป็นผักใบเขียวที่มีธาตุไนโตรเจนและเกลือโพแทสเซียม มีธาตุเหล็ก โปรตีน แคลเซียมที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกไม่น้อย โดยเฉพาะผู้หญิงในช่วงมีประจำเดือนที่ต้องสูญเสียเลือด ถ้ากินยอดกระถินก็จะไปช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ดี ส่วนคนที่มีปัญหาโรคเกาต์ ปวดข้อ ต้องขอห้าม เพราะยอดกระถินมีกรดยูริกสูง ซึ่งแสลงต่อโรคเกาต์โดยตรง

อีกประการที่ไม่ควรกินบ่อย เพราะในใบกระถินและฝักอ่อนนั้นยังมีสารตัวหนึ่งที่จัดเป็นสารพิษ คือสารมิโมซีน เป็นสารพิษที่พบในกระถินทุกพันธุ์ สารนี้จะเป็นอันตรายโดยตรงกับสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์เคี้ยวเอื้องในกรณีที่นำไปเลี้ยงสัตว์ โดยให้กินติดต่อกันทุกวันในปริมาณมากๆ ก็เป็นอันตรายมาก จะทำให้การย่อยอาหารผิดปกติ ต่อมไทรอยด์โต เป็นคอพอก และอาจตายได้ แต่ในกรณีไม่รุนแรงก็อาจขนร่วง แต่สำหรับมนุษย์ ไม่ใช่สัตว์เคี้ยวเอื้อง อาจไม่มีผลกระทบรุนแรง แต่อย่างไรก็ควรระวังไว้ และไม่ควรบริโภคผักอย่างเดียวซ้ำซากเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นผักอะไรก็ตามแต่

อย่างไรก็ดี ผักกระถินก็ยังเป็นผักคู่เคียงสำรับอาหารคนไทยอย่างเหนียวแน่น ถ้าเรียนรู้วิธีการกินการใช้ให้เหมาะสมกับสุขภาพและความต้องการของร่างกายแล้ว ผักกระถินก็จัดเข้าทำเนียบผักเป็นยาหรืออาหารเป็นยาได้แบบชิลๆ.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ