ดีล คสช.ตั้งพรรคทหาร นายกฯ คนนอกกับท่าที ปชป.

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 14 มกราคม 2561 00:00:11 น.

ช่วงสัปดาห์หน้าคือ 18-19 ม.ค.61 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในวาระ 2 และ 3 โดยร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับเป็นร่างกฎหมายลูกสำคัญที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน เส้นทางการเมืองของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ถูกจับตามองมากขึ้นเรื่อยๆ กับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนนอก หลังท่าทีการเมืองของพลเอกประยุทธ์ระยะหลังเริ่มเห็นชัดว่าเปลี่ยนแปลงไป

วัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในนักการเมืองที่ตรวจสอบรัฐบาลและ คสช.อย่างเข้มข้นมากที่สุดคนหนึ่งในพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นต่อสถานการณ์การเมืองต่อจากนี้ โดยเฉพาะข้อมูลเรื่องความพยายามตั้งพรรคทหารของ คสช. รวมถึงวิเคราะห์โอกาสกลับมาเป็นนายกฯ รอบ 2 ของบิ๊กตู่

วัชระ ย้ำว่า ยังเชื่อว่าจะไม่มีการเลือกตั้งในปี 2561 อย่างที่พลเอกประยุทธ์เคยประกาศไว้ โดยให้มุมมองว่า การเมืองในปี 2561 ประชาชนคาดหวังจะเป็นปีแห่งการเลือกตั้งตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศจะมีเลือกตั้ง พ.ย.61 ซึ่งถือเป็นสัญญาประชาคม หลังจาก คสช.ให้ความหวังว่าจะมีการเลือกตั้งมาโดยตลอด นับแต่รัฐประหาร 22 พ.ค.57 แต่ก็มีการเลื่อนเรื่อยมา ถือเป็นยุทธวิธีหนึ่งของทหารในการให้ความหวังว่าจะมีการเลือกตั้งปีหน้า ปีหน้า และปีหน้าไปเรื่อยๆ

ความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นการเลือกตั้งในปีนี้มีสูง ชาวบ้านต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง เพราะรัฐบาล คสช.บริหารมาเกือบ 4 ปี ใช้งบประมาณแผ่นดินมากมาย ปราศจากการตรวจสอบ แต่กลับไม่มีผลงาน

"แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะประกาศว่ามีการเลือกตั้งในปีนี้ แต่ผมเชื่อว่าจะไม่มีการเลือกตั้งในปี 2561 อย่างแน่นอน เพราะ คสช.ได้เสพติดในอำนาจเข้าไปถึงแก่นของเนื้อในกระดูกแล้ว"

...การเสพติดอำนาจก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน พล.อ.ประยุทธ์ได้ปกป้องพวกพ้อง บริวารของตัวเอง เพียงเพราะว่าเป็นพี่เป็นเพื่อนที่ร่วมก่อการยึดอำนาจด้วยกันมา หากเป็นฝ่ายตรงกันข้ามคนเหล่านี้จะถูกอำนาจตามมาตรา 44 ทันที จะเลือกตั้งเมื่อใดสุดแท้แต่ พล.อ.ประยุทธ์, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่เป็นศูนย์อำนาจของ คสช.

การไม่ยอมให้มีการจัดเลือกตั้งในปีนี้ทำได้ทุกวิธีการ เพราะทหารไม่ได้มองว่ารัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ จึงทำได้ทุกวิธีการ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งการทางลับให้ สนช.ยื้อหรือถ่วงเวลากฎหมายลูก หรือการใช้มาตรา 44 ออกประกาศคำสั่ง 53/2560 ในเรื่องการทำกิจกรรมของพรรคการเมือง ซึ่งเป็นการใช้อำนาจ ม.44 ไปก้าวล่วงรัฐธรรมนูญ เป็นการละเมิดหลักนิติรัฐ นิติธรรมชัดเจน

- เวลานี้ท่าที พล.อ.ประยุทธ์ชัดเจนมากขึ้นในการประกาศตัวเป็นนักการเมือง บอกไม่ต้องดูที่มานายกฯ สมัยหน้า มีภาพถ่ายคู่กับนักการเมืองกลุ่มต่างๆ เช่น ตระกูลสะสมทรัพย์?

การที่พลเอกประยุทธ์ประกาศตัวเป็นนักการเมืองเป็นสิทธิ์ แต่มาประกาศในช่วงปีสุดท้ายของการบริหารประเทศ ขณะที่ 3 ปีก่อนหน้าด่านักการเมืองเลวทรามต่ำช้า เหมารวมไม่มีชิ้นดี การประกาศเป็นนักการเมืองเพื่อทอดสะพานให้เห็นว่า มีความประสงค์ต้องการเป็นนายกฯ ในสมัยต่อไป

คนนครปฐมพูดกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ไปขอเป็นนายกฯ กับนักการเมืองกลุ่มนั้น โดยเบื้องลึกมีการประสานงานแลกเปลี่ยนประโยชน์ มีการนัดกันเป็นกิจจะลักษณะ ไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญเพราะไปโดยปิดลับ ไม่มีรถนำขบวน ภาพที่ พล.อ.ประยุทธ์ถ่ายภาพร่วมกับกลุ่มการเมืองกลุ่มนั้น ใส่รองเท้าแตะอยู่ในห้องอาหาร ถ้าพบบังเอิญคงไม่ใส่รองเท้าแตะ นอกจากนั้น พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ ที่ถือเป็นถุงเงินของทหารรุ่นเดียวกับนายกฯ ยืนประกบเคียงข้าง

นอกจากนี้ทราบว่า พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ และ รมว.ยุติธรรม ได้เจรจาทางลับกับนักการเมืองกลุ่มชลบุรีเพื่อขอให้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ โดยแลกเปลี่ยนกับเงื่อนไขทางคดีที่บิดาของท่านเป็นนักโทษในกรมราชทัณฑ์ มีการแลกเปลี่ยนจนเป็นที่พอใจของทั้ง 2 ฝ่าย และยังไปพบปะนักการเมืองประเภทผู้รับเหมาบวก 30 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้เข้ามาเป็นฐานสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ในสมัยหน้า

จึงมีคำถามว่า นี่หรือคือการปฏิรูปการเมือง พรรคการเมือง นักการเมือง อย่างนั้นหรือ ท่านทำในทิศทางสวนกับความรู้สึกพี่น้องประชาชน ไปประกาศปราบปรามยาเสพติด ผู้มีอิทธิพล ทุจริตคอร์รัปชัน แต่นักการเมืองใหญ่ที่ดึงมาเป็นฐานมีคดีใน ป.ป.ช.มีประวัติอย่างไรประชาชนรู้ดี

สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์แสดงออกและทำในขณะนี้ เท่ากับอาศัยสถานะหัวหน้า คสช.และนายกฯ ในการไปรวบรวมฐานคะแนนกับกลุ่มจังหวัดต่างๆ โดยมีเงื่อนไข ถ้าได้ ส.ส.มายกจังหวัดเอาไป 1 ตำแหน่งรัฐมนตรี นอกจากนั้นยังจัดสรรงบประมาณ ตอบสนองให้นักการเมืองที่ตกลงสนับสนุนให้เป็นนายกฯ และโยกย้ายข้าราชการให้ตามความประสงค์ของนักการเมืองกลุ่มนี้ด้วย

เมื่อประพฤติปฏิบัติเช่นนี้จะแตกต่างจากนายทักษิณ ชินวัตรตรงไหน มันไม่มีอะไรแตกต่างเลยแม้แต่น้อย ถามว่า คสช.ตั้งทั้ง สปช.สปท. หมดเงินไม่รู้กี่พันล้านบาท ได้เอกสารการปฏิรูปมาเป็นกระสอบ ได้นำสิ่งเหล่านั้นมาปฏิบัติบ้างหรือไม่ เพราะสิ่งที่ทำไม่ได้แตกต่างจากที่ทักษิณ ชินวัตรทำในอดีต แล้วจะพูดได้อย่างไรว่าในยุคพลเอกประยุทธ์มีการปฏิรูปประเทศ เสียดายเวลาที่หายไป

- เส้นทางของ คสช.และพลเอกประยุทธ์จะกลับมามีอำนาจอีกครั้งหลังเลือกตั้ง จะด้วยโมเดลแบบไหน?

เดิมที คสช.ได้เตรียมการตั้งพรรคทหารขึ้นมา จากการข่าวที่ได้รับ มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จะเป็นหัวหน้าพรรค และมีชื่ออดีตปลัดกระทรวงการคลังเป็นเลขาธิการพรรค โดยใช้ชื่อพรรคประชารัฐ

เรื่องนี้มีการเตรียมการจริง รวมถึงมีอดีตกำนันคนดังภาคใต้ก็ได้ไปชวน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.มาเป็นเลขาธิการพรรค แต่ พล.ต.อ.อัศวินปฏิเสธไม่รับ รวมถึงยังมีทีมเสนาธิการของพลเอกประยุทธ์ไปพบ พล.ต.อ.อัศวิน เพื่อขอให้ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรคพลเอกประยุทธ์ แต่ พล.ต.อ.อัศวินก็ได้ตอบปฏิเสธ และบอกว่ายังไงก็สู้พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ เรื่องทั้งหมด พล.ต.อ.อัศวินได้เล่าให้ผมฟังด้วยตัวเอง

ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ประชาชนควรรู้ กับการที่อดีตกำนันคนดังเดินแผนในการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา ที่อาจเป็นพรรคเดียวกับนายสมคิดหรือคนละพรรคกันก็ได้ แต่พรรคทหารยืนยันว่าเขามีการเตรียมการตั้งแน่นอน ต้องรอดูสถานการณ์ในอนาคต

การที่ คสช.จะสืบทอดอำนาจด้วยการทำพรรคนอมินีหรือสร้างแนวร่วมเป็นพรรคทหาร เพื่อเป็นกองหนุนที่เลิกหนุนไปแล้ว เรื่องนี้ คสช.ก็มีสิทธิ์ทำได้ โดยหากรัฐบาลแก้ปัญหาต่างๆ ได้ เช่น ทำให้สินค้าราคาเกษตรดีขึ้นทุกอย่าง เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น ผมก็เชื่อว่าพรรคทหารของ คสช.ก็จะมีคะแนนถล่มทลาย เพราะทุกวันนี้ก็มีการหาเสียงล่วงหน้า เช่น การทำโครงการแจกบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยให้กับประชาชนทั่วประเทศ 11,400,000 ใบ และมีการจัดสรรงบประมาณล่าสุดสนับสนุนโครงการดังกล่าวอีก 35,000 ล้านบาท

ผมเชื่อว่าบัตรสวัสดิการคนจนดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือในการหาเสียงให้กับพรรคทหารในช่วงโค้งสุดท้ายการหาเสียงเลือกตั้ง โดยอาจจะมีการทุ่มเม็ดเงินมาให้กับคนที่ถือบัตรสวัสดิการคนจน 11,400,000 คนดังกล่าว เป็นเงินระดับหลักพันบาทในโค้งสุดท้าย โดยอ้างเหตุผลว่าช่วยเหลือประชาชน ช่วยค่าครองชีพ เชื่อว่าก่อนเลือกตั้งจะมีการเพิ่มวงเงินช่วยเหลือดังกล่าวเพื่อดึงคนที่ถือบัตร 11 ล้านกว่าคนดังกล่าว ให้เป็นมวลชนสนับสนุนพรรคทหาร และพลเอกประยุทธ์กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม ต้องถามว่าเงินดังกล่าวที่เป็นเงินภาษีประชาชนทั้งประเทศแล้วมีการนำมาแจกในลักษณะเช่นนี้ ถามว่าเป็นประโยชน์กับสังคมไทยหรือไม่ เมื่อพลเอกประยุทธ์อ้างอยู่บ่อยๆ ว่าจะน้อมนำศาสตร์พระราชา แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำโดยให้นายสมคิดวางแผน จะเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษกับสังคมไทยในอนาคต และจะยุติธรรมกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ไม่ใช่พรรคทหารหรือพรรคแนวร่วมทหารหรือไม่ เพราะกำลังจะมีการจัดตั้งทีมหมอประชารัฐสุขใจหรือทีม ปรจ. ในระดับอำเภออีก 900 ชุด ตามโครงการบัตรสวัสดิการคนจน เพื่อลงไปควบคุมในทุกจังหวัดทุกอำเภอทุกตำบลทั่วประเทศ

...ถามว่ากรรมการอีก 900 ชุด ดังกล่าวจะแตกต่างอะไรกับหัวคะแนนของพรรคทหาร และยังมีการอาศัยโครงสร้าง กอ.รมน.ระดับจังหวัด ลงไปทำงานเพื่อพรรคทหารด้วยหรือไม่ จึงขอเตือนข้าราชการในแต่ละหน่วยงานให้ระมัดระวังจะมีความผิดตามกฎหมาย กกต.ด้วย โดยเฉพาะหากวางตัวไม่เป็นกลางทางการเมืองอาจติดคุกได้ง่ายๆ ในอนาคต คสช.ก็ช่วยไม่ได้

วัชระ-อดีต ส.ส.ปชป. เน้นย้ำว่า ความเป็นไปได้ในการตั้งพรรคเครือข่ายทหาร จะเห็นรูปเห็นร่างก่อน 1 เมษายน เพราะคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เป็นการออกกฎหมายที่เย้ยฟ้าท้าดิน เพราะละเมิดต่อรัฐธรรมนูญ

เรื่องนี้ถ้าพลเอกประยุทธ์จะทำให้ทุกอย่างแฟร์ เพื่อให้ความยุติธรรมกับพรรคการเมืองทุกพรรค พลเอกประยุทธ์ก็ควรลาออกจากนายกรัฐมนตรี เพราะเมื่อตอนนี้ประกาศแล้วว่าเป็นนักการเมือง และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ซึ่งออกมาในการให้พรรคการเมืองที่จะตั้งพรรคใหม่ ทำกิจกรรมการเมืองได้ก่อนพรรคการเมืองที่มีอยู่ปัจจุบัน 1 เดือน อันทำให้พรรคทหารได้สิทธิรวบรวมอดีต ส.ส.ก่อนพรรคการเมืองทุกพรรค

ถือเป็นการเอาเปรียบกัน ก็ควรลาออกจากนายกรัฐมนตรีแล้วมาเป็นผู้นำในการดำเนินการพรรคการเมืองทหารอย่างเปิดเผยโปร่งใสตรงไปตรงมาไปเลย อย่าใช้ทำเนียบรัฐบาลเป็นที่ปิดบังอำพรางและเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นอีกต่อไป

- ปัจจัยอะไรทำให้เชื่อว่าจะมีการตั้งพรรคทหาร เพราะ รธน.ก็เปิดช่องให้มีนายกฯ คนนอกได้ คือแม้ไม่มีพรรคทหาร แต่ คสช.และทหารก็อาจเคลื่อนไหวหลังเลือกตั้ง โดยพยายามรวบรวมพรรคการเมืองต่างๆ มาตั้งรัฐบาลเพื่อสนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ คนนอก?

บางคนก็บอกว่าทีมเสนาธิการของพลเอกประยุทธ์มีการวางแผนทางการเมืองที่รอบคอบ เก่งกาจมากที่สุดแล้ว แต่เมื่อผลออกมาเปิดเผยเรื่องพรรคทหาร ก็ทำให้แต่ละคนไปไม่เป็น

เพราะสิ่งนี้มีการวางแผนมาจริง แม้นายสมคิดก็บอกว่าข้อมูลผิด ตอบกล้อมแกล้ม แต่เวลาไปพบนักธุรกิจรุ่นใหม่ก็ให้ลง ส.ส.หรือชวนให้ภาคธุรกิจสนับสนุนพลเอกประยุทธ์

สำหรับเหตุผลที่ คสช.ต้องทำพรรคการเมือง ก็เพราะถึงตอนนี้ คสช.เห็นแล้วว่า ไม่ควรยืมจมูกพรรคการเมืองอื่นหายใจ เพราะหาก คสช.มีพรรคเครือข่ายของตัวเอง มีการตั้งพรรคตัวเอง พรรคที่เกิดขึ้นจะเป็นหลักในการประสานงาน ดำเนินการ ทำให้ คสช.มั่นใจมากขึ้น ขนาดพลเอกประวิตรก็ยังหลุดปากว่าถ้าจำเป็นก็ต้องตั้ง

ผมทราบข่าวลึกๆ มาอีกว่า นายสมคิดได้มีการเตรียมระดมทุนสนับสนุนพรรคทหารในระดับหมื่นล้านขึ้นไป แต่ไม่รู้จะเอามาใช้จริงเท่าไร เมื่อใด แต่มีการระดมเงินทุนเพื่อสนับสนุนพรรคทหารระดับในระดับหมื่นล้านบาทแล้ว

ขอถามว่าสิ่งนี้แตกต่างอะไรจากพรรคที่ทักษิณเคยทำมาหรือไม่ แต่เมื่อผมออกมาเปิดเผย พลเอกประยุทธ์ก็บอกสื่อให้กลับมาถามผมว่าต้องการสร้างความเกลียดชังให้กับพรรคทหาร ซึ่งผมขอยืนยันไม่มีความประสงค์ให้ประชาชนเกลียดพรรคทหาร เพียงแต่หากจะตั้งพรรคทหารก็อย่าลับๆ ล่อๆ และอย่าใช้ทำเนียบรัฐบาลหรือหน่วยงานราชการเป็นสถานที่ดำเนินการตั้งพรรค ควรทำอย่างเปิดเผยโปร่งใส เหมือนกับพรรคการเมืองอื่นๆ

- ถึง คสช.ตั้งพรรคทหารจริง แต่หลังเลือกตั้งก็อาจต้องพึ่งเสียง ส.ส.พรรคการเมืองใหญ่ เพราะพรรคทหารอาจไม่ได้เสียง ส.ส.จำนวนมากพอที่จะเป็นพรรคหลักในการตั้งรัฐบาล?

ก็ไม่แน่ เพราะหากนายกฯ ทำให้สินค้าเกษตร เช่น ยางพารา ปาล์ม ข้าวโพด ราคาขึ้นหมดจากฝีมือรัฐบาล หรือแก้ปัญหาความยากจนให้กับประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่ลักษณะเอาบัตรสวัสดิการ 11 ล้านกว่าใบไปแจก ซึ่งคนได้ประโยชน์คือเจ้าสัว กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ หรือรัฐบาลมีการแก้ปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ได้อย่างยุติธรรม ไม่ใช่คิดแต่จะแก้ปัญหาให้กับกลุ่มเจ้าสัวนายทุน ที่ทำธุรกิจบางประเภท เช่น ทีวีดิจิตอลขาดทุน ในลักษณะมีการแลกเปลี่ยนกัน ให้โปรโมตพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีแบบนี้

หากรัฐบาล คสช.แก้ปัญหาต่างๆ ของคนส่วนใหญ่ได้ ก็มีโอกาสได้เสียงจากประชาชน มีเสียง ส.ส.เพียงพอในการจัดตั้งรัฐบาล โดยไปจับมือกับแนวร่วมพรรคทหารที่ได้ประสานงานกันไว้ก่อนเลือกตั้ง บวกกับเสียงจาก ส.ว.ที่จะโหวตเห็นชอบรายชื่อนายกฯ ตามใบสั่งของ คสช.

แต่หากว่าพรรคทหารหรือพรรคแนวร่วม คสช.รวมกันแล้วได้คะแนนเสียงน้อยกว่าพรรคประชาธิปัตย์กับเพื่อไทย ก็อาจเกิดเหตุการณ์คนในพรรคทหาร พรรคแนวร่วม คสช.จะมาเจรจากับเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งพรรค ปชป.มีหลักการที่ชัดเจนแน่นอน

เมื่อถึงจุดนั้นคือประชาชนได้ลงคะแนนเลือก ส.ส.แล้ว หลังเลือกตั้งมติของพรรค ปชป.จะออกมาอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่งว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งในพรรค ปชป.เราเป็นประชาธิปไตยและต้องเคารพมติพรรค

นายกฯ คนนอก ปชป.เอาไง?
- ถ้ามีการเจรจาต่อรองเพื่อให้มีนายกฯ คนนอก ทั้งที่ประชาธิปัตย์มีเสียง ส.ส.มากกว่าพรรคทหาร จะเป็นอย่างไร?

ผมก็คิดว่าเรื่องนายกฯ คนนอก เราต้องยืนอยู่ในหลักการ แต่ก่อนจะถึงนายกฯ คนนอก พรรคการเมืองมีสิทธิ์เสนอชื่อบุคคล 3 คนเป็นแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งกฎหมายบัญญัติว่า บุคคลที่จะถูกเสนอชื่อจะต้องให้การยินยอมกับพรรคที่เสนอชื่อ

เรื่องนี้แน่นอนว่าพรรค ปชป.เราเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นแคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 และขอพูดแทนอดีต ส.ส.พรรค ปชป.ส่วนใหญ่ได้เลยว่า ยังสนับสนุนนายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ส่วนชื่อที่ 2 แน่นอนว่า เพื่อนอดีต ส.ส.ปชป.ส่วนใหญ่ก็จะสนับสนุนนายชวน หลีกภัย เป็นชื่อที่ 2

สำหรับชื่อลำดับที่ 3 เชื่อว่าจะไม่มีพลเอกคนใดคนหนึ่งอยู่ลำดับ 3 เพราะพรรค ปชป.จะไม่มีวันเสนอชื่อพลเอกประยุทธ์ เป็น 1 ใน 3 ชื่อแคนดิเดตนายกฯ ต่อประชาชนในช่วงหาเสียงอย่างแน่นอน เพราะหากพรรค ปชป.ทำเช่นนั้น เท่ากับเราเห็นด้วยกับ คสช. เท่ากับ ปชป.เห็นด้วยกับการซื้อเรือดำน้ำ การบริหารประเทศที่ไร้ฝีมือมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา หรือเห็นด้วยกับพฤติกรรมของคนในรัฐบาลที่ทุจริตคอร์รัปชัน พรรค ปชป.ไม่มีวันเห็นด้วยกับสิ่งเหล่านี้

หากพรรค ปชป.ได้คะแนนเสียง ส.ส.มากที่สุด พรรคก็จะมีบุคคลขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยประชาชนไม่ต้องห่วงว่าจะมีการโกงชาติโกงประเทศอย่างมโหฬาร

ถามย้ำว่า จะเป็นไปได้ไหมที่พรรค ปชป.จะประกาศเลยว่าไม่เอานายกฯ คนนอก ตอนช่วงก่อนถึงวันลงคะแนนเสียง เพราะอย่างพรรคเพื่อไทยก็ประกาศจุดยืนนี้มานานแล้ว วัชระ-อดีต ส.ส.ปชป. ตอบว่า เพื่อไทยคิดแค่คนเดียว แต่ประชาธิปัตย์คิดเป็นหมู่คณะ และเราเคารพมติกรรมการบริหารพรรค โดยจะนำพรรคไปสู่ทิศทางที่เป็นประชาธิปไตย และเป็นความหวังของประชาชนในการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ เช่น การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่เห็นด้วยกับการให้แยกงานสอบสวนเป็นอิสระออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ตำรวจดีมีที่ยืน มีความก้าวหน้า

- เรื่องนายกฯ คนนอก ท่าทีของ ปชป.ก็จะยังไม่ชัด ไม่ประกาศว่าจะเอาอย่างไร?
เราต้องรอมติพรรค แต่โดยหลักการแล้ว พรรค ปชป.ยืนอยู่บนหลักการของประชาธิปไตยอย่างชัดเจน
- แต่หากที่ประชุมรัฐสภาไม่สามารถเลือกนายกฯ จากพรรคการเมืองได้ มันก็อาจเกิดกรณีต้องเกิดนายกฯ คนนอก?

เป็นเรื่องอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เพราะผมก็ยังเชื่อว่าจะไม่มีการเลือกตั้งในปีนี้ ที่ผ่านมาก็สร้างภาพหลอกคนทั้งประเทศให้มีความหวังว่าจะมีการเลือกตั้งในปลายปีนี้ แต่พอไปถึงปลายปี เขาก็อาจอ้างได้อีกว่า มีระเบิดพร้อมกันทั่วประเทศ 10 จุด จับมือใครดมไม่ได้ ก็จบข่าว

ที่ผ่านมา พรรค ปชป.เรียกร้องให้รัฐบาล ตำรวจและทหาร ให้ติดตามอาวุธสงครามที่หายไปในช่วงเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง และหายไปจากค่าย ตชด.รวมแล้วทั่วประเทศมากกว่า 1,000 กระบอก แต่มีการจับกุมได้มากน้อยเพียงใด อย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

ผมเชื่อว่าอาวุธที่ยังจับกุมไม่ได้หรือมีลักษณะซ่อนเงื่อนเอาไว้ อาวุธสงครามเหล่านี้ก็จะถูกนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการเลื่อนการเลือกตั้งได้อีกในปลายปีนี้ ซึ่งหากไปถึงตอนนั้น ก็จะมาอ้างว่ามีระเบิดปริศนาพร้อมกันทั่วประเทศ 10 จุด 20 จุด มีการก่อความไม่สงบจากผู้ไม่หวังดี จึงจำเป็นต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป

หากสถานการณ์เป็นเช่นนั้น คสช.ก็ต้องตอบให้ได้ว่าเป็นการสร้างสถานการณ์หรือจากผู้ไม่ประสงค์ดีต่อบ้านเมือง เพราะระเบิดทุกครั้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าที่ภาคใต้หรือ กทม. ถามว่ารัฐบาลจับกุมผู้ก่อเหตุได้มากน้อยเพียงใด

วัชระ ยังกล่าวตอบหลังถามถึงความเป็นไปได้ที่พรรคประชาธิปัตย์จะไปจับมือกับพรรคเพื่อไทย หากสุดท้าย มีสถานการณ์จำเป็นทางการเมืองต้องทำ โดยเขายืนยันว่า พรรค ปชป.ตั้งแต่หัวหน้าพรรคยันแม่บ้านในพรรค ไม่เคยมีใครคิดจะไปจับมือกับพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะประชาชนก็เห็นกันว่าพรรคเพื่อไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของใครและมีประวัติการบริหารประเทศอย่างไร จึงเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาดที่ ปชป.จะจับมือกับพรรคอย่างนั้น

- หากเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง แต่ตั้งรัฐบาลไม่ได้แล้วยื่นเงื่อนไขจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับ ปชป. โดยยืนยันจะไม่เสนอเรื่องนิรโทษกรรม และจะไม่ให้ตระกูลชินวัตรมีบทบาท รวมถึงยอมให้คนของ ปชป.ขึ้นเป็นนายกฯ ในลักษณะจับมือกันไม่เอานายกฯ คนนอก ปชป.จะพิจารณาเงื่อนไขพิเศษแบบนี้ได้ไหม?

มันยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงประเด็นนี้ และยังไม่มีข้อเสนอจากพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด

สิ่งสำคัญคือต้องให้ประชาชนได้ตัดสินใจ หากเขาพอใจการบริหารประเทศของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ และหากในปี พ.ศ.2561 คนจนหมดจากประเทศไทยอย่างที่นายสมคิดประกาศไว้จริง พรรคทหารก็อาจได้คะแนนเสียงถล่มทลายก็ได้ เพราะเขามีการทำปฏิบัติการจิตวิทยาอยู่ตลอดเวลาผ่านสื่อของรัฐ โซเชียลมีเดีย หน่วยราชการต่างๆ อย่าไปประมาทว่าพรรคทหารตั้งมาแล้วจะได้เสียงน้อย ไม่แน่อาจได้รับความนิยมก็ได้

- เหตุใดจึงยังมีข้อเสนอจากบางฝ่ายรวมถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าประชาธิปัตย์ควรเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค?

เพราะนายอภิสิทธิ์ไม่ยอมให้ทหารมายึดพรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปัตย์เราเป็นพรรคการเมือง เราไม่ใช่กองร้อยหนึ่งกองร้อยใดของ คสช.ที่จะมาสั่งให้พรรคประชาธิปัตย์ซ้ายหันขวาหัน

เราไม่ใช่ท่านอดีตกำนันคนดังของภาคใต้ที่ไปทำงานสนองตอบต่อ คสช.มาตลอด ประชาธิปัตย์มีความเป็นตัวของตัวเอง พรรคตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ.2489 นานจนกลายเป็นสถาบันทางการเมือง สิ่งเหล่านี้มันอยู่ในสายเลือดของคนประชาธิปัตย์ที่กรีดเลือดออกมาก็ยังเป็นสีฟ้า พ่อแม่ก่อนตายก็สั่งลูกหลานเอาไว้

...อย่างท่านกำนันจรัส เทือกสุบรรณ บิดากำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เรื่องนี้ผมพูดได้เต็มปากเต็มคำเพราะรู้กันทั้งสุราษฎร์ธานี ที่ท่านกำนันจรัสสั่งเสียกำนันสุเทพก่อนที่จะเสียชีวิตไว้ว่าอย่าย้ายพรรค ให้อยู่พรรคประชาธิปัตย์ตลอดไป แม้นายทักษิณเคยไปชวนให้นายสุเทพออกจากพรรคประชาธิปัตย์ แต่นายสุเทพก็ได้ปฏิบัติตามคำสั่งเสียของท่านกำนันจรัสไว้ทุกประการ

- เคยมีข่าวอดีตกำนันคนดังจะยึดพรรคประชาธิปัตย์จริงหรือไม่?

เรื่องจริงครับ (ตอบทันที) เป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ สมัย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ยังเป็นผู้ว่าฯ กทม. ท่านกำนันก็จะเชิด ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เป็นหัวหน้าพรรค แต่ ม.ร.ว.สุขุมพัพธุ์ตกม้าตายเสียก่อน

ท่านกำนันเคยเรียกนายวิลาศ จันทรพิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์และอดีตประธาน กมธ.ป.ป.ช.ของสภาฯ ไปพบเพื่อขอให้ยุติการตรวจสอบโครงการทุจริตต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร โดยอ้างว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์มีบุญคุณได้ช่วย กปปส. แต่นายวิลาศตอบปฏิเสธและบอกว่าจะโทรศัพท์เรียกผมไปพบ แต่ไม่ได้พบกัน

- หลังมีกระแสผลักดันพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ คนนอก ยังมีความเคลื่อนไหวลักษณะดังกล่าวอยู่หรือไม่ในพรรค?

ความพยายามเข้ามายึดพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นสาขาของ คสช.มีตลอดแต่ล้มเหลว ต่อมาทราบว่าท่านกำนันรับตั้งพรรคการเมืองให้พลเอกประยุทธ์ โดยไปสมคบคิดเป็นระยะกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มุ่งมั่นจะตั้งพรรคทหาร จะเป็นพรรคเดียวหรือคนละพรรคก็เป็นไปได้ทั้งสองกรณี

- หลายคนมองกันว่าในพรรคแบ่งเป็นฝั่งอดีตแกนนำ กปปส.กับฝั่งนายอภิสิทธิ์?

บางคนฝันหวานว่าอยากเป็นรัฐมนตรี ก็ไปสนับสนุนพลเอกประยุทธ์และ คสช. แต่จะสอดคล้องกับหลักการและจุดยืนอุดมการณ์ของพรรค ปชป.หรือไม่ ผมคิดว่ามีคำตอบอยู่ในตัวเองแล้ว เพราะสิ่งที่นายอภิสิทธิ์และนายชวนได้แสดงความเห็นเรื่องต่างๆ ต่อสาธารณะ สิ่งนี้คือธงของพรรค ปชป.ที่จะต้องดำเนินการตามนั้น

หลังเลือกตั้งมั่นใจพรรคไม่แตก

- คนวิเคราะห์กันว่าจากการมีสองฝั่งอยู่ในพรรคเดียวกัน หากมีการตั้งรัฐบาลเลือกนายกฯ โดยเฉพาะหากต้องเลือกนายกฯ คนนอก อาจทำให้ซ้ำรอยประวัติศาสตร์การเมืองที่คนประชาธิปัตย์มีความเห็นขัดแย้งกันจนเกิดกลุ่ม 10 มกราคม สมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์?

ก็อาจเป็นไปได้ แต่เชื่อว่ามีโอกาสเกิดน้อยมาก เพราะพรรคประชาธิปัตย์เป็นของทุกคน ประชาชนเป็นเจ้าของ ไม่ได้เป็นพรรคของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง หรือเป็นพรรคเฉพาะกิจตั้งมาชั่วคราวเพื่อสนองตอบต่อตัณหาการเมืองของผู้มีอำนาจแต่ละยุค สมาชิกพรรคทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากันหมด สามารถมีบทบาทในการประชุมพรรคได้อย่างเท่าเทียมโดยไม่มีใครมาชี้นิ้วสั่งการอะไรได้ ปชป.มีประชาธิปไตยในพรรคอย่างแท้จริง

- มองคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 อย่างไร เพราะบางฝ่ายมองว่าการให้สมาชิกพรรคมายืนยันสถานภาพหลัง 1 เม.ย.ก็อาจทำให้การบริหารจัดการภายในพรรคทำได้ง่ายขึ้น เช่น การประชุมสมาชิกพรรค สาขาพรรค เพื่อออกเสียงเห็นชอบส่งคนลงเลือกตั้งตามระบบไพรมารีโหวต?

ไม่จริง เพราะคำสั่งดังกล่าวเป็นการตัดโอกาสพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคที่มีสมาชิกพรรคจำนวนมากอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีสมาชิกที่ผ่านการตรวจสอบรับรองจาก กกต.แล้วจำนวน 2 ล้าน  8 แสนคน ต้องใช้เวลาเป็นปีในการให้มายืนยันสมาชิกภาพ แต่คำสั่งดังกล่าวให้เวลาในการยืนยันตัวตนและจ่ายค่าสมาชิกภายใน 30 วัน ทำให้พรรคทำไม่ทัน เป็นการเพิ่มภาระให้พรรคการเมืองและประชาชนอย่างชัดเจน เป็นการขัด รธน.

ประเด็นสำคัญคือ เป็นการเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองที่จะตั้งใหม่มีโอกาสรับสมัครสมาชิกใหม่ก่อนพรรคเก่าหนึ่งเดือน นี่คือการเปิดโอกาสให้อดีต ส.ส.จากพรรคการเมืองต่างๆ ถูกเจรจาซื้อตัวหรือดีลการเมืองเพื่อตกลงผลประโยชน์กัน แล้วก็ย้ายไปอยู่พรรคการเมืองใหม่ที่จะตั้งขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม เพราะไม่ต้องไปยื่นความจำนงลาออกจากพรรคการเมืองเก่าแต่อย่างใด

พรรคการเมืองปัจจุบันทุกพรรคจะรู้ว่าอดีต ส.ส.ของพรรคหายไปก็หลังวันที่ 30 เม.ย.นี้ เพราะถูกช้อนซื้อไปแล้วตั้งแต่ 1 มี.ค. ในวันที่ตลาดการเมืองเปิดทำการวันแรก

วัชระ ย้ำว่าหากไม่มีการทบทวนคำสั่งหัวหน้า คสช.ดังกล่าว ประชาธิปัตย์จะมีสมาชิกพรรคไม่มาแสดงตัว หายไปเป็นล้านคน เพราะแม้การติดต่อสื่อสารจะง่าย แต่การให้สมาชิกพรรคมายืนยัน เช่น ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร แสดงบัตรสมาชิก และชำระเงินค่าบำรุงสมาชิกพรรค 100 บาท โดยมีเวลาให้ทำแค่ไม่เกิน 30 วัน แล้วเดือนเมษายนมีวันหยุดราชการถึง 12 วัน เพราะมีเทศกาลสงกรานต์ที่คนจะเดินทางกลับภูมิลำเนากันมาก เหลือเวลาจริงๆ แค่ 18 วันทำการเท่านั้น เท่ากับในหนึ่งวันพรรค ปชป. ต้องรับคำยืนยันวันละ 155,555 คน จึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

...ถามว่ายุติธรรมหรือไม่กับการเพิ่มภาระให้ประชาชนเช่นนี้ มองว่าเป็นการทำเพื่อหวังผลให้พรรคการเมืองปัจจุบันจำนวนสมาชิกพรรคหายไป ที่จะมีผลต่อการดำเนินงานของพรรคการเมือง เช่น การขอเงินสนับสนุนกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองจาก กกต. และลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานทางการเมืองของประชาชน.

คสช.-ทหารขอพบพูดคุย ทั้งบิ๊กป้อม-บิ๊กโชย-บิ๊กแดง

ช่วงกว่า 3 ปีของรัฐบาล คสช. ชื่อของ วัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรค ปชป. ปรากฏบนพื้นที่สื่อทุกแขนงอย่างต่อเนื่อง กับบทบาทการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล คสช. รวมถึงการแสดงความเห็นเรื่องการเมืองในแง่มุมต่างๆ

สำหรับ วัชระ จบนิติศาสตรบัณฑิตจาก ม.รามคำแหง เป็นอดีตเป็นประธานบัณฑิตรามคำแหง  รุ่น 25 รวมถึงประธานทนายความรุ่น 16 สภาทนายความ จากนั้นเข้าสู่ถนนการเมืองโดยเป็น ส.ส.ปชป. 2 สมัย ทั้งเขตหนองแขม บางแค ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร และบัญชีรายชื่อ มาวันนี้ด้วยบทบาทการเมืองของเขาที่คนเรียกกันว่า แจ๊ค-วัชระ เคยทำให้ถูกเชิญตัวให้ไปพบพูดคุยกับบิ๊ก คสช.-บิ๊กทหารมาแล้ว 2 ครั้งใหญ่ๆ ซึ่งวัชระเล่าให้ฟังว่า

...เมื่อ 2 ปีที่แล้ว พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ส่งพลโทท่านหนึ่งติดต่อมาหาผมเพื่อพาไปพบพลโทกัมปนาท รุดดิษฐ์ สมัยท่านเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ที่บ้านพัก เมื่อพบกันท่านก็บอกว่าวัชระเป็นคนใช้ได้ ให้สัมภาษณ์ตรงเป้า ตรงไปตรงมา ไม่มีประโยชน์แอบแฝง เดี๋ยวจะพาไปพบนาย ตอนนั้นผมไม่รู้ว่านายที่ท่านบอกคือพลเอกประวิตร ผมก็นั่งรถไปกับท่านพลโทและพลขับ ไปที่บ้านพักของพลเอกประวิตร ในซอยถนนพหลโยธิน ไปคุยกันนานมากจนถึงค่ำ

พลเอกประวิตรนั่งอยู่หัวโต๊ะ ผมก็นั่งอยู่ขวามือท่าน ซ้ายมือเป็นพลโทกัมปนาท และถัดมาเป็นพลโทที่มารับผม...พลเอกประวิตรพูดกับผมว่า ที่อยากคุยด้วยเพราะผมไปให้สัมภาษณ์พาดพิงถึงพลเอกประวิตร ผมก็บอกว่าจริงครับ เพราะท่านมาให้สัมภาษณ์พาดพิงนักการเมืองก่อน และท่านได้มาเป็น รมว.กลาโหมก็เพราะนักการเมืองไม่ใช่หรือ

...พลเอกประวิตรบอกว่าต้องการทำความเข้าใจกับนักการเมือง ว่าที่ คสช.เข้ามาก็เพื่อมาสร้างความปรองดองทำประโยชน์ให้ประเทศ ผมก็ถามปัญหากับพลเอกประวิตรหลายเรื่อง แล้วพลเอกประวิตรก็บอกว่าที่เข้ามาเป็น รมว.กลาโหมสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เพราะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เชิญให้มาเป็น แต่ตอนแรกที่มาชวน พลเอกประวิตรเล่าว่าได้เสนอให้พลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผบ.ทสส.เป็น แต่นายสุเทพไม่เอา และมาชวนถึงสามครั้งสามหน โดยบอกว่าขอให้มาเป็นเบอร์สองในรัฐบาลต่อมา ท่านถึงตอบรับ

...ผมถามถึงการแก้ปัญหาต่างๆ ให้ประชาชน เช่น เรื่องราคายางพารา การแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร เรื่องที่ดินทำกิน ปัญหาในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เช่นประชาชนที่อำเภอน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ นับแต่มีประเทศไทยมา ประชาชนที่นั่นไม่มีโฉนดเป็นของตัวเองแม้แต่ใบเดียว คสช.ควรทำเรื่องปฏิรูปที่ดินเพื่อจัดสรรที่ดินให้ประชาชนมีโฉนดเป็นของตัวเอง พอฟังเสร็จท่านก็ยกหูถึงพลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ อดีต รมว.ทรัพยากรฯ ตอนนั้นทันที พอพลเอกดาว์พงษ์รับสายท่านก็บอกว่า "หนุ่ย ปัญหาที่ดินที่อำเภอน้ำหนาว ชาวบ้านไม่มีโฉนด" พลเอกดาว์พงษ์ก็ตอบกลับมาในสายว่า "กำลังดำเนินการครับ"

วัชระ เล่าต่อไปว่า เมื่อได้ถามกรณีกองบัญชาการตำรวจนครบาล มีการทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้าย  พ.ต.อ.คนหนึ่งที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ สมัยเป็นอธิบดีดีเอสไอแถลงว่า เป็นคนจ้างวานมือปืนยิงวัดพระแก้วช่วงชุมนุมเสื้อแดงปี 53 ด้วยเงิน 5 แสนบาท ปรากฏว่ายุค คสช.กลับตั้ง พ.ต.อ.คนดังกล่าวมาเป็น  ผกก.สน.บวรมงคล เขตบางพลัด ผมก็ถามว่าทำไมให้ตำรวจเสื้อแดงมาได้ดิบได้ดีในยุครัฐบาล คสช.

พลเอกประวิตรฟังเสร็จก็ยกโทรศัพท์โทร.หา พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ชื่อเล่นว่าปู ตอนนั้นเป็น ผบช.นครบาลทันที แล้วคุยในสายโทรศัพท์ว่า "เฮ้ยปู ทำไมตั้ง พ.ต.อ.คนนี้มาเป็น ผกก.สน.บวรมงคล"ปลายสายก็ตอบกลับมาว่า "ผมย้ายไปอยู่ บก.น.4 เรียบร้อยแล้วครับนาย"

เมื่อผมพูดคุยถึงปัญหาต่างๆ ของประชาชนเรื่องไหน พลเอกประวิตรก็ยกหูโทรศัพท์โทร.หาคนที่รับผิดชอบเรื่องนั้นทันที แล้วก็คุยเรื่องต่างๆ เช่น ยางพารา ซึ่งระหว่างการพูดคุย พลเอกประวิตรบอกว่าไม่เคยคิดทุจริต ไม่โกงแม้แต่บาทเดียว ผมได้ยินแล้วก็ตบเข่าบอกว่า "แบบนี้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีได้" พอฟังเสร็จพลเอกประวิตรก็หัวเราะชอบอกชอบใจ หน้าแดง แล้วตอบทันทีว่า "ผมไม่อยากเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นแล้วเหนื่อยจะตายห่า ไม่เชื่อไปถามไอ้มาร์คดู"

...ผมกำลังจะกลับ พลเอกประวิตรยังบอกกับผมว่า วัชระลงประชาธิปัตย์ก็ได้เป็น ส.ส.อยู่แล้ว หรือจะลง กปปส.ก็ได้

แสดงว่าหลักคิดของพลเอกประวิตรเมื่อสองปีที่แล้ว คือการลงสมัคร ส.ส.ในสังกัดพรรคการเมือง หรืออิสระก็ได้ ซึ่งสอดคล้องกันกับข้อเรียกร้องของนักการเมืองรุ่นเก่าบางคนในขณะนี้ที่กำลังสนับสนุนพลเอกประยุทธ์

ผมออกจากบ้านพลเอกประวิตรในเวลาพลบค่ำ จากนั้นได้เล่าเรื่องนี้ให้นายอภิสิทธิ์ฟัง โดยพูดประโยคที่พลเอกประวิตรพูดให้ฟัง ว่า "ท่านไม่คิดจะเป็นนายกรัฐมนตรีเพราะเป็นแล้วเหนื่อยจะตายห่า ไม่เชื่อให้มาถามอาจารย์ดู" อาจารย์อภิสิทธิ์ก็พูดกับผมว่า "กลับไปบอกพลเอกประวิตร ว่าผมไม่เหนื่อย" และยังบอกอีกว่าปกติ หาก คสช.จะพบกับอดีต ส.ส.ของ ปชป.คนไหน ก็จะแจ้งผมก่อนทุกครั้ง มีแต่วัชระคนเดียวที่ไม่บอก แล้วเรียกไปพบก็เป็นห่วง

วัชระ กล่าวอีกว่ายุค คสช.ได้ยื่นเรื่องปัญหาของประชาชนหลายต่อหลายเรื่อง ทำให้ต่อมาหลังผมแถลงข่าวเรื่องปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลมีราคาแพง เพราะมีคุณป้าท่านหนึ่งจากจังหวัดชลบุรี เขียนจดหมายมาถึงผม ร้องเรียนว่าได้รับเงินเบี้ยคนชราเดือนละแปดร้อยบาท แล้วมาเจอปัญหาสลากกินแบ่งขายราคาแพง ผมก็แถลงปัญหาเรื่องสลากกินแบ่งฯ ขายเกินราคา โดยบอกว่าจะส่งเรื่องให้พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ สมัยยังเป็นพลโท เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานบอร์ดสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

ต่อมาปีที่แล้ว พลเอกอภิรัชต์ก็ให้ทหารไปหาที่บ้านบอกให้ไปพบ มีนายบุญยอด สุขถิ่นไทย ไปเป็นเพื่อนผม

...พบพลเอกอภิรัชต์ที่ห้องรับรองกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งพลเอกอภิรัชต์ตอนนั้นบอกกับผมว่า "เราเป็นพวกเดียวกัน" ผมก็คิดในใจว่า "เราเป็นพวกเดียวกันตั้งแต่เมื่อไร" แล้วก็ตอบว่าขอบคุณครับ

..พลเอกอภิรัชต์ก็บอกว่า ปัญหาสลากกินแบ่งฯ ขายเกินราคาได้แก้ไขแล้ว ขจัดพวกผูกขาดคือพวกห้าเสือกองสลาก เพื่อให้มีการกระจายการจำหน่ายออกไป และยังเล่าให้ฟังอีกว่ามีอดีตรัฐมนตรีมารับเงินใต้โต๊ะจาการค้าสลากเป็นพันล้านบาท โดยเอ่ยชื่อนักการเมืองที่มีชื่อเสียงระดับประเทศสองคน และกำชับว่าห้ามผมนำเรื่องนี้ไปบอกสื่อมวลชน ผมก็รับปากแต่เสนอไปว่าเรื่องนี้ควรบอกประชาชนไปเลย แต่พลเอกอภิรัชต์บอกว่าไม่ได้ และได้แจ้งเรื่องกับพลเอกประยุทธ์ไปหมดแล้ว และยังบอกกับผมด้วยว่าต่อไปนี้การซื้อเสียงเลือกตั้งจะไม่มีอีกแล้ว และที่ต้องสนับสนุนพลเอกประยุทธ์เพราะเป็นคนดี  และย้ำว่าจะมีการเลือกตั้งตามโรดแมปในรัฐธรรมนูญ  ขอให้ช่วยเอาเรื่องนี้ไปบอกเพื่อนอดีต ส.ส.ของพรรคด้วย

ผมนำเรื่องที่คุยกับพลเอกอภิรัชต์ไปบอกกับอดีต ส.ส. แต่ส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งตามโรดแมป และไม่เชื่อว่าจะไม่มีการซื้อเสียงอีกต่อไป

การเดินทางไปพบผู้มีอำนาจทางทหารในลักษณะดังกล่าวทั้งสองครั้ง ผมไม่เคยหาประโยชน์ใส่ตัวเลยแม้แต่น้อย แต่ไปพบเพราะต้องไปพบ โดยปฏิเสธไม่ได้ และทุกครั้งผมก็นำมาบอกกับหัวหน้าและคนในพรรคว่าทหารได้พูดอะไรไว้ ซึ่งสิ่งที่พูดจะเป็นจริงหรือไม่อนาคตจะเป็นเครื่องพิสูจน์.

"เชื่อว่าจะไม่มีการเลือกตั้งในปี 2561 อย่างแน่นอน เพราะ คสช.ได้เสพติดในอำนาจเข้าไปถึงแก่นของเนื้อในกระดูกแล้ว...ทราบข่าวลึกๆ มาอีกว่านายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้มีการเตรียมระดมทุนสนับสนุนพรรคทหารในระดับหมื่นล้าน.."

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง