คอลัมน์อีโคโฟกัส: 'เทรนด์เงินดิจิทัล'จะรุ่งหรือร่วง

ข่าวเศรษฐกิจ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

นาทีนี้ในโลกของตลาดทุน คงไม่มีเรื่องไหนจะมาแรงเท่ากับการลงทุนใน "สกุลเงินดิจิทัล" หรือเรียกว่า "Cryptocurrency" ที่เริ่มเข้ามาจูงใจนักลงทุนเรื่อยๆ เพียงเพราะผลตอบแทนสูง ทำให้บางคนผลีผลามรีบกระโจนใส่ และไม่ได้ศึกษาผลที่จะตามมาเลย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเป็นแบบนี้ เพราะผลตอบแทนที่ได้มาโดยง่ายดายและมากมายในช่วงแรกๆ ก็ย่อมเป็นขนมหวานล่อตาล่อใจอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน เมื่อเวลาผ่านไปได้ซักพัก ก็จะเกิดการผันผวนขึ้นจากการที่มีคนเข้าไปร่วมวงเพิ่มขึ้น เริ่มเกิดปัญหาการปรับขึ้นแรงและลงแรงของค่าเงินสกุลเงินดิจิทัล ทำให้ผู้เล่นบางรายสูญเสียเงินลงทุนไปเป็นจำนวนมาก เพราะไม่ได้เตรียมตัวรับความเสี่ยงกันมาก่อนนั่นเอง

ก่อนอื่นต้องมาทำความรู้จักกับ Cryptocurrency ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 52 โดย Satoshi Nakamoto ที่ถูกออกแบบมาให้เข้ารหัส กระจายออกไปในส่วนอื่นๆ โดยที่ไม่มีศูนย์กลาง ไม่มีการควบคุมจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือที่เรียกว่า Blockchain หรือที่เก็บข้อมูลแบ่งออกเป็นก้อนๆ และกระจายออกไปเชื่อมโยงกันไปอย่างต่อเนื่องเหมือนโซ่นั่นเอง ซึ่ง Cryptocurrency มีหลายสกุลเงิน และสกุลเงินที่มีชื่อเสียงมากที่สุด คือ บิทคอยน์ (Bitcoin) นั่นเอง

"Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลแรกที่ใช้ระบบกระจายอำนาจ โดยไม่มีธนาคารกลางหรือแม้แต่ผู้คุมระบบแม้แต่คนเดียว ซึ่งเครือข่ายเป็นแบบเพียร์ทูเพียร์ และการซื้อขายเกิดขึ้นระหว่างจุดต่อเครือข่ายโดยตรง ผ่านการใช้วิทยาการเข้ารหัสลับและไม่มีสื่อกลาง ขณะที่ Bitcoin ถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วย "การขุด" และสามารถแลกเป็นสกุลเงินอื่น สินค้า และบริการ ณ เดือน ก.พ.58 มีร้านค้ากว่า 100,000 ร้าน ยอมรับการจ่ายเงินด้วย Bitcoin และงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ประมาณว่าในปี 60 มีผู้ใช้เงินตราแบบดิจิทัล 2.9 ถึง 5.8 ล้านคน โดยส่วนใหญ่แล้วใช้ "Bitcoin"

สำหรับราคาของ Cryptocurrency จะขึ้นอยู่กับความต้องการของคน ซึ่งไม่ได้เกิดจากสภาพเศรษฐกิจหรือในโลกภายนอก ขณะเดียวกัน มีการซื้อขาย Cryptocurrency ในสกุลเงินต่างๆ ออนไลน์กันอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง และหากความต้องการสกุลเงินไหนมากและเป็นที่นิยม สกุลเงินดังกล่าวก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ต่างๆ ทั่วโลก ว่าในอนาคต Cryptocurrency อาจจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จนในที่สุดอาจเข้ามาแทนที่ Fiat Currency ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ส่งผลให้หลายรัฐบาลทั่วโลกต่างให้ความสนใจเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และทำให้บางประเทศเริ่มออกกฎหมายควบคุม Cryptocurrency เพื่อจัดการและบริหารความเสี่ยงบ้างแล้ว

มาดูใกล้ๆ ตัวอย่างในประเทศไทยบ้าง ที่ปัจจุบันเริ่มมีการนำเอาเรื่อง Cryptocurrency มาเกี่ยวข้องในตลาดทุน ทั้งเป็นนายหน้าซื้อขายสัญญาล่วงหน้า และใช้ในการระดมทุน โดยเริ่มที่บริษัท หลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) ประกาศเปิดให้นักลงทุนสามารถซื้อขายบิทคอยน์ ฟิวเจอร์ส อย่างเป็นทางการเจ้าแรกในประเทศไทย โดยบริการดังกล่าวไม่ใช่บิทคอยน์โดยตรง ซึ่ง "บิทคอยน์ ฟิวเจอร์ส" คือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าซึ่งเปิดให้ผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการเคลื่อนไหวของราคา "บิทคอยน์" แต่ตัวมันเองไม่ใช่ "บิทคอยน์"

นอกจากนี้ "บิทคอยน์ ฟิวเจอร์ส" เป็นการซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์สที่ซื้อขายในตลาด The Chicago Mercantile Exchange (CME) และ The CBOE Futures Exchange (CBOE) ซึ่งเป็นตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในสหรัฐอเมริกาที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Commodity Futures Trading Commission ของสหรัฐอเมริกา (US CFTC) เป็นสมาชิกหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนสากล (International Organization of Securities Commission : IOSCO) และมี MOU ในการให้ความช่วยเหลือและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสมาชิก IOSCO ด้วยกัน รวมถึงกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไทยด้วย

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ CME และ CBOE เป็นตลาดที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ ก.ล.ต.เปิดให้ บล.ไทยพาลูกค้าไปซื้อขายได้

ขณะเดียวกัน บมจ.เจมาร์ท (JMART) ได้ส่งบริษัท เจ เวน เจอร์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูก เตรียมขอระดมทุนด้วยดิจิทัล โทเคน ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก (Initial Coin Offering : ICO) ใช้ชื่อว่า "JFin" Coin จำนวน 300 ล้านเหรียญฯ ราคาเสนอขายอยู่ที่ 0.20 เหรียญสหรัฐ (20 เซนต์) ต่อโทเคน หรือเหรียญฯ รวมมูลค่าระดมทุนในรอบ ICO อยู่ที่ 20 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 660 ล้านบาท

หลังจากนั้นได้เกิดคำถามตามมาว่า การออก ICO สามารถทำได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาทาง ธปท.ก็ได้ออกมาระบุชัดเจนว่าไม่มีการรับรองสกุลเงินดิจิทัลว่าสามารถชำระหนี้ตามกฎหมายได้ แต่ขณะเดียวกัน ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ออกมาระบุว่า สามารถทำได้ อีกทั้งต้องมาพิจารณาว่ามีลักษณะที่เข้าข่ายเป็น ICO ที่เป็นหลักทรัพย์หรือไม่ แต่นักลงทุนต้องศึกษารายละเอียดใน White Paper ก่อนลงทุนใน ICO ของบริษัทนั้นๆ หากมีการเปิดเผยไม่ครบ ควรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

ด้านนายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำลังจะออกเกณฑ์ควบคุม ICO ได้ออกมาระบุถึงผลการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการกำกับดูแล ICO ที่เป็นหลักทรัพย์ ภายหลังให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านหลากหลายช่องทางเป็นเวลาประมาณ 3 เดือน โดยสิ้นสุดระยะเวลารับฟังความคิดเห็นไปเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมานั้น

ทั้งนี้ ผู้แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการกำกับดูแล ICO ที่เป็นหลักทรัพย์ โดย ก.ล.ต.จะเริ่มจากการทดลองเปิดช่องทาง ICO ที่มีลักษณะเป็น "ส่วนแบ่งร่วมลงทุน" ซึ่งไม่ใช่หลักทรัพย์ที่มีอยู่แล้วอย่างหุ้นหรือตราสารหนี้ รวมทั้งเห็นด้วยกับการกำหนดให้ต้องระดมทุนดังกล่าวผ่าน ICO portal ที่ ก.ล.ต.ยอมรับ โดยเปิดให้เสนอขาย ICO ต่อผู้ลงทุนสถาบัน กิจการร่วมลงทุน นิติบุคคลร่วมลงทุน และผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ ส่วนกรณีผู้ลงทุนรายย่อย ก.ล.ต.ได้รับความเห็นหลากหลายเกี่ยวกับความเหมาะสมของการจำกัดวงเงินลงทุนใน ICO ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางในการกำกับดูแลที่ชัดเจนภายในไตรมาส 1/61

ขณะที่ล่าสุดรัฐบาลได้มีการเอาจริงเอาจังมากขึ้น โดยนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อสรุปหาแนวทางการกำกับดูแลการซื้อสกุลเงินดิจิทัล ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง ธปท. ก.ล.ต. และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งในการประชุมที่ผ่านมาได้กำหนดทิศทางชัดเจนว่า หน่วยงานต่างๆ ต้องเตือนนักลงทุนหรือประชาชนว่าการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลต่างๆ ไม่มีกฎหมายรองรับ หากเกิดความเสียหายไม่มีหน่วยงานไหนรับผิดชอบ

สำหรับการกำกับดูแลการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล คณะทำงานจะสรุปให้ได้ภายใน 1 เดือน หรือภายในเดือน ก.พ.61 ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.ได้ศึกษาเรื่องนี้มามากแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการเปิดเผยออกไป ส่วนหน่วยงานต่างๆ ทั้งกระทรวงการคลัง ก.ล.ต. และ ปปง. ก็จะเข้าไปให้ความเห็นเพิ่มเติมจากการศึกษาของ ธปท. เพื่อได้ข้อสรุปการกำกับดูแลการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลให้รอบด้านมากที่สุด

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้ประกาศแจ้งเตือนซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลที่อาจเข้าข่ายกระทำความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ซึ่งตาม พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินฯ ได้วางหลักข้อกฎหมายว่า ผู้ใดอยู่ในประเทศไทย โฆษณาหรือประกาศเชิญชวนให้ลงทุนใดๆ ที่มีพฤติกรรมจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูง โดยไม่มีกิจการใดที่ถูกต้องตามกฎหมายรองรับ อาจมีลักษณะเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายนี้ ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่

เห็นได้ว่าทางรัฐบาลเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจที่จะเข้ามาควบคุมการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล เพราะปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าเทรนด์การลงทุนนี้มาแรงจริงๆ อีกทั้งช่วงพักหลังเริ่มมีกระแสข่าวการถูกขโมยบิทคอยน์เข้ามาบ้างแล้ว จึงทำให้รัฐบาลบางประเทศออกมาห้ามการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลกันแล้ว นอกจากนี้ หลายหน่วยงานก็ได้ออกมาเตือนแล้วเตือนอีกถึงปัญหาที่จะตามมา แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความกลัวกันแต่อย่างใด

ก็คงต้องรอดูกันต่อไป ว่าเกณฑ์ที่จะออกมาคุมนั้นได้ผลมากน้อยเพียงใด แต่ก็ยังดีกว่าไม่คุมเลย แล้วปล่อยให้ออกมาเกลื่อนตลาด จนทำให้นักลงทุนล้มละลายกันเป็นแถว.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ