ข่าวอินโฟเควสท์
00:23 ผู้นำจีน-มาเลเซียเจรจาชื่นมื่น หวังยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคี   นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ได้จัดการเจรจากับนายมหาธีร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐ…
23:51 ญี่ปุ่นเผยยอดขายห้างสะดวกซื้อเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 2 เดือนในเดือนก.ค.   สมาคมแฟรนไชส์แห่งญี่ปุ่น (JFA) ระบุว่า ยอดขายของห้างสะดวกซื้อในญี่ปุ่นเพิ่…
23:39 จีนเสนออาเซียนจัดการซ้อมรบในทะเลจีนใต้ หวังสกัดอิทธิพลสหรัฐ   แหล่งข่าวระบุว่า จีนได้ยื่นข้อเสนอต่อสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซีย…
23:22 ญี่ปุ่นเผยจำนวนนักท่องเที่ยวพุ่งทะลุ 20 ล้านคน ชาวจีนเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่สุด   นายโยชิฮิเดะ สึกะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่า จำน…
23:11 พ่อแม่ป้ายแดงอินโดฯตั้งชื่อลูกน้อย"เอเชียน เกมส์"ฉลองการเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬา   สื่อของอินโดนีเซียรายงานว่า ชายหญิงคู่หนึ่งในเมืองปาเลมบังได้ตั…

คอลัมน์: เขียนให้คิด: บทบาทผู้นำ : เมื่อสังคมถูกทดสอบ

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 00:00:55 น.
บัณฑิต นิจถาวร
กรรมการผู้อำนวยการ
สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย(IOD)

ระยะนี้มีข่าวหลายข่าวที่เกี่ยวกับพฤติกรรมผู้นำ ในภาคธุรกิจ การเมืองและภาคราชการที่ทำให้คนไทยรู้สึกหดหู่และผิดหวัง แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับที่สะท้อนสภาพความเป็นจริงด้านธรรมาภิบาลของสังคมไทยเราขณะนี้ว่ามีปัญหามาก โดยเฉพาะบทบาทของผู้นำองค์กร ที่ควรต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนในองค์กรและสังคมในฐานะผู้นำและในฐานะผู้ใหญ่ในสังคม แต่เราก็เห็นสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในสังคม พร้อมกับข่าวที่เกิดขึ้น คือ  ต้องสดุดีข้าราชการที่พร้อมจะทำงานตามหน้าที่ที่รับผิดชอบอย่างตรงไปตรงมาโดยชอบธรรม ขอบคุณสื่อมวลชนที่พร้อมใจกันนำเรื่องเหล่านี้มาเปิดเผยให้สังคมทราบ ชมเชยบทบาทของภาคประชาสังคมที่ติดตามสถานการณ์ เจาะหารายละเอียด และสร้างแรงกดดันให้มีการดำเนินการตามกฎหมายกับเรื่องที่เกิดขึ้น แสดงชัดเจนว่าสังคมเราขณะนี้กำลังเปลี่ยน และเรากำลังอยู่ในจุดปะทะระหว่างสังคมไทยแบบเก่าที่ใช้ระบบอุปถัมภ์นำความถูกต้อง กับสังคมไทยแบบใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลง ไปสู่สังคมที่อยู่กันด้วยข้อเท็จจริง เหตุผล และความโปร่งใส เพื่อรักษาไว้ซึ่งความถูกต้องและความยุติธรรม

ในบทความวันนี้ ผมจะเขียนให้คิดเกี่ยวกับบทบาทและธรรมาภิบาลของผู้นำองค์กร เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องในข่าวที่ออกมา ล้วนเป็นบุคคลระดับผู้นำขององค์กรและสังคม ทั้งในภาคธุรกิจ การเมือง และข้าราชการประจำ อยากให้ข้อคิดว่าวิธีที่เราหาข้อยุติกับเรื่องที่เกิดขึ้นจะเป็นบททดสอบสังคมไทยที่สำคัญ ทั้งในแง่ธรรมาภิบาล ความเข้มแข็งของระบบอุปถัมภ์ และศักยภาพของภาคประชาสังคม

ปกติคนที่เป็นที่รู้จักในสังคมและเป็นผู้นำจะต้องเป็นผู้นำในสองบทบาท หนึ่ง บทบาทผู้นำองค์กรตามตำแหน่ง หน้าที่และความรับผิดชอบ ในฐานะที่เป็นผู้นำขององค์กรหรือหน่วยงานที่ตนเองเป็นหัวหน้า สอง บทบาทผู้นำในทางสาธารณะตามสถานะของตนเองในสังคมที่เป็นที่รู้จักและยอมรับว่าเป็นบุคคลในระดับผู้นำ ทั้งสองบทบาทนี้จะต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน แยกกันไม่ได้ เพราะองค์กรที่เราเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทธุรกิจ คณะการเมือง หรือหน่วยงานราชการ ไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก แต่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม สิ่งที่องค์กรทำที่มาจากการตัดสินใจของผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจ การใช้อำนาจทางการเมือง หรือการให้บริการต่อประชาชน จะกระทบสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ผู้นำองค์กรต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม และสังคมก็คาดหวังในบทบาทนี้ของผู้นำ คือ เป็นผู้นำขององค์กรตามหน้าที่และเป็นผู้นำในเชิงสาธารณะที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม

การคาดหวังสำคัญที่ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือลูกน้องมีต่อหัวหน้าหรือผู้นำองค์กร รวมถึงที่สังคมมีต่อผู้นำในเชิงสาธารณะ ก็คือการเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องที่ถูกต้อง เป็นผู้นำที่ทำตนเป็นแบบอย่าง (lead by example) เพราะผู้นำเป็นจุดสูงสุดขององค์กร เป็นคนที่ผู้ใต้บังคับบัญชามองเป็นตัวอย่าง มองเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติ เป็นที่พึ่งเพื่อหาความถูกต้องและความยุติธรรม เช่นเดียวกัน บทบาทในเชิงสาธารณะของผู้นำก็คือ เป็นผู้ที่สังคมให้ความไว้วางใจและหวังให้ใช้ความรู้ความสามารถและความเป็นผู้นำ นำสังคมไปในทางที่ถูกต้อง ทำตนให้เป็นตัวอย่างการคาดหวังนี้มีต่อผู้นำ ทั้งในภาคธุรกิจ การเมือง และภาคราชการ เป็นความรับผิดชอบสำคัญของคนที่เป็นผู้นำ ว่าจะต้องเป็นตัวอย่างของความถูกต้องและความมีจริยธรรม การคาดหวังนี้เกิดขึ้นโดยปริยาย ในตัวผู้นำทุกคน ไม่มีการยกเว้น

ดอกเตอร์ โรสามันด์ โทมัสผู้อำนวยการศูนย์จริยธรรมภาคธุรกิจและภาครัฐ ประเทศอังกฤษ ได้กล่าวว่า "แม้เราจะหวังให้ผู้นำ (ในภาคธุรกิจ) จะรู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก และควรเลือกทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมักจะไม่เป็นเช่นนั้น (tell a different role)" กล่าวคือ ในขณะที่ผู้นำเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีการศึกษาดี รู้ดีว่าอะไรถูกกฎหมาย อะไรผิดกฎหมาย อะไรควรทำและไม่ควรทำ แต่ปัญหาก็เกิดขึ้น เพราะผู้นำเลือกที่จะทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กลายเป็นตัวอย่างของการทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้ตามหรือสังคมที่เคยให้ความไว้วางใจผิดหวัง นอกจากนี้ วิธีการเอาตัวรอดของผู้นำเมื่อเกิดปัญหาก็มักจะยิ่งทำให้สังคมและผู้ตามผิดหวังมากขึ้น เพราะมักไม่กล้าเผชิญข้อเท็จจริงหรือยอมรับในสิ่งที่ตัวเองทำ แต่กลับพยายามหาทางออกเพื่อปกป้องตนเองโดยไม่สนใจความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อผู้อื่นและสังคม

คำถามคือ ทำไมผู้นำจึงกล้าทำผิดทั้งๆ ที่รู้ว่าผิดในเรื่องนี้ คำตอบคงมีมาก และจะแตกต่างกันแล้วแต่กรณี แต่ที่จะเหมือนกันก็คือ มีแรงจูงใจจากระบบที่มีในสังคมให้ผู้นำกล้าที่จะทำผิด เพราะเชื่อว่ามีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะถูกตรวจสอบ ถูกเอาผิดตามกฎหมายและถูกจับกุมลงโทษ กล่าวคือ ถ้าเป็นกรณีของสังคมที่มีการบังคับใช้กฎหมายเข้มแข็ง มีบทลงโทษรุนแรงและมีการตรวจสอบที่เข้ม หลบเลี่ยงไม่ได้ ความกล้าที่จะทำผิดก็จะน้อยลงหรืออาจไม่เกิดขึ้น แต่ในกรณีของสังคมที่ระบบการตรวจสอบอ่อนแอ การบังคับใช้กฎหมายไม่มีประสิทธิภาพ มีอิทธิพลของระบบอุปถัมภ์ที่คอยช่วยเหลือแทรกแซงและทำลายกระบวนการยุติธรรมและความถูกต้อง สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงจูงใจให้ผู้ที่มีอำนาจและอิทธิพลในสังคมเลือกที่จะละเมิดการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตน โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย เพราะมั่นใจในสถานภาพของตนในสังคมว่าเข้มแข็งมากกว่าระบบตรวจสอบและระบบการบังคับใช้กฎหมายที่สังคมมี กลายเป็นแรงจูงใจให้เลือกทำในสิ่งที่รู้ว่าผิดและไม่ควรทำ

ในกรณีของเรา จากข่าวต่างๆ ที่เกิดขึ้น จากนี้ไปก็จะมีสามสถานการณ์ที่ต้องติดตามต่อไป ที่จะบอกถึงความเข้มแข็งของสังคมไทย ในแง่ระบบการตรวจสอบและระบบการบังคับใช้กฎหมาย ว่าจะลงเอยแบบใด คือ ลงเอยแบบสังคมเก่าที่ระบบอุปถัมภ์มาก่อนความถูกต้อง หรือเป็นสังคมใหม่ที่กำลังเปลี่ยนไปสู่ความมีบรรทัดฐาน ความโปร่งใส เน้นการใช้ข้อเท็จจริงและเหตุผล เพื่อรักษาไว้ซึ่งความถูกต้องและความยุติธรรม สามสถานการณ์ที่ว่านี้ก็คือ

หนึ่ง การสืบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไปว่าอะไรเกิดขึ้น ว่าจะสามารถหาความจริงในความผิดที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น และใครได้ทำอะไรไป

สอง การเอาผิดทางกฎหมายตามกลไกของกระบวนการยุติธรรมของประเทศว่าจะสามารถนำคนผิดมาลงโทษตามบทบัญญัติของกฎหมายของบ้านเมืองได้หรือไม่ ครบถ้วนตามความผิดที่ได้ทำไป

สาม การเอาผิดทางสังคม ว่าสังคมจะยอมรับหรือไม่ ถ้ามีการบิดเบือนเกิดขึ้น คือ ไม่สามารถลงโทษคนที่ทำผิดได้อย่างที่ควรต้องทำ ทำให้ผู้ผิดยังคงเป็นผู้นำในสังคมต่อไป

ด้วยเหตุนี้ กรณีจากข่าวที่เกิดขึ้นจึงเป็นจุดทดสอบสำคัญว่าสังคมไทยจะเดินต่ออย่างไร จะเลือกเดินในทางที่ถูกต้อง หรือเลือกเดินในทางเดิมที่สร้างแรงจูงใจให้คนที่มีอำนาจกล้าทำผิด เพราะไม่มีการลงโทษจริงจัง เป็นบททดสอบสำคัญของความเป็นสังคมของประเทศ เปรียบเทียบได้กับกรณีของประเทศเกาหลีใต้เมื่อสองปีก่อน ที่ประธานาธิบดีซึ่งเป็นผู้นำทางการเมืองของประเทศ และประธานบริหารบริษัทซัมซุง ซึ่งเป็นบริษัทธุรกิจอันดับหนึ่งของเกาหลีใต้ ถูกจับในข้อหาสินบนและทุจริตคอร์รัปชัน กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า สังคมเกาหลีใต้เข้มแข็ง ผู้ทำความผิดทั้งสองคนต้องออกจากตำแหน่งผู้นำ ถูกดำเนินคดีและถูกจำคุกตามกฎหมาย สะท้อนถึงความเข้มแข็งของระบบการบังคับใช้กฎหมาย ความเข้มแข็งของระบบธรรมาภิบาลของประเทศ และความเข้มแข็งของภาคประชาสังคมที่ได้สร้างแรงกดดันต่อเนื่องจนการดำเนินคดีสิ้นสุด รักษาไว้ซึ่งความถูกต้องและมาตรฐานด้านธรรมาภิบาลให้กับสังคมเกาหลีใต้.

"การคาดหวังสำคัญที่ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือลูกน้องมีต่อหัวหน้าหรือผู้นำองค์กร รวมถึงที่สังคมมีต่อผู้นำในเชิงสาธารณะก็คือการเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องที่ถูกต้อง เป็นผู้นำที่ทำตนเป็นแบบอย่าง (lead by example) เพราะผู้นำเป็นจุดสูงสุดขององค์กรเป็นคนที่ผู้ใต้บังคับบัญชามองเป็นตัวอย่าง มองเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติ เป็นที่พึ่งเพื่อหาความถูกต้องและความยุติธรรมเช่นเดียวกัน บทบาทในเชิงสาธารณะของผู้นำก็คือ เป็นผู้ที่สังคมให้ความไว้วางใจและหวังให้ใช้ความรู้ความสามารถและความเป็นผู้นำนำสังคมไปในทางที่ถูกต้อง ทำตนให้เป็นตัวอย่างการคาดหวังนี้มีต่อผู้นำ ทั้งในภาคธุรกิจ การเมือง และภาคราชการเป็นความรับผิดชอบสำคัญของคนที่เป็นผู้นำ ว่าจะต้องเป็นตัวอย่างของความถูกต้องและความมีจริยธรรมการคาดหวังนี้เกิดขึ้นโดยปริยาย ในตัวผู้นำทุกคน ไม่มีการยกเว้น"

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง