ผลักดันน้อง'สวมหมวกนิรภัย'

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 00:00:07 น.

ไม่ว่าใครคงจะรู้สึกหวาดเสียว ไม่ปลอดภัย เมื่อเห็นเด็กๆ ตัวเล็กๆ ต้องซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ มือน้อยๆ พยายามโอบรอบเอวผู้ขับขี่เพื่อกันตก และส่วนใหญ่น้องๆ เหล่านี้ไม่ได้สวมหมวกนิรภัยหรือหมวกกันน็อก เป็นที่มาทำให้บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) ร่วมมือกับมูลนิธิป้องกันอุบัติภัยแห่งเอเชีย มุ่งให้ความรู้ความเข้าใจและสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการให้เด็กสวมหมวกนิรภัย เพื่อลดจำนวนการบาดเจ็บและเสียชีวิตของเด็กจากอุบัติเหตุทางถนนที่เป็นสาเหตุทำให้เด็กบาดเจ็บถึง 1 ล้านคนต่อปี

โอกาสนี้ได้การมอบหมวกนิรภัยจำนวน 800 ใบให้เด็กนักเรียน ครู และผู้ปกครอง โรงเรียนวัดช่องนนทรี ในโครงการ "เดินทางปลอดภัย สวมหมวกนิรภัยมาโรงเรียน" หวังมุ่งลดจำนวนการบาดเจ็บและเสียชีวิตของเด็กจากอุบัติเหตุทางถนน พร้อมสนับสนุนการจัดอบรมด้านความปลอดภัยบนท้องถนนให้นักเรียน ครูและผู้ปกครอง

"การมอบการเดินทางที่ปลอดภัยคือหัวใจสำคัญของการให้บริการของเรา" นางสาวภารดี สินธวณรงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

พร้อมกับอธิบายต่อว่า ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม แกร็บจึงเดินหน้าในการสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนให้กับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็ก โดยเราเชื่อว่าการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เด็กๆ รวมทั้งพ่อแม่และผู้ปกครอง ให้เห็นถึงความสำคัญของการเลือกหมวกนิรภัยที่เหมาะสม พร้อมอบรมการใช้งานที่ถูกวิธี จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมที่ถูกต้องที่จะช่วยสนับสนุนและช่วยบ่มเพาะวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยบนถนนของประเทศได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเราหวังว่าโรงเรียนวัดช่องนนทรีจะเป็นหนึ่งในโรงเรียนต้นแบบของโครงการ 'เดินทางปลอดภัย สวมหมวกนิรภัยมาโรงเรียน' ซึ่งจะช่วยจุดประกายให้โรงเรียนต่างๆ ริเริ่มโครงการที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยบนท้องถนนด้วยเช่นกัน

ข้อมูลจากสมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (ประเทศไทย) ปี 2558 พบว่า ในแต่ละปีมีเด็กอายุต่ำกว่า 19 ปีทั่วโลกประมาณ 220,000 คนที่ต้องเสียชีวิตบนท้องถนน โดยเด็กที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลางมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าประเทศที่มีรายได้สูงถึง 3 เท่า ทั้งนี้อุบัติเหตุทางท้องถนนเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสองของเด็กไทยอายุระหว่าง 1-14 ปี ซึ่งโดยเฉลี่ย 1 ล้านคนได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจักรยานยนต์ และเด็ก 99% จากจำนวนที่เสียชีวิตนั้นไม่ได้สวมหมวกนิรภัย ยิ่งไปกว่านั้นจากข้อมูลล่าสุดพบว่าเด็กไทยเพียง 7% เท่านั้นที่ใส่หมวกนิรภัย

จากข้อมูลอุบัติเหตุดังกล่าว นางรัตนาวดี เหมนิธิ วินเธอร์ ประธานกรรมการมูลนิธิป้องกันอุบัติภัยแห่งเอเชีย กล่าวว่า จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลที่พ่อแม่และผู้ปกครองหลายๆ คนไม่ตระหนักถึงความสำคัญในการให้บุตรหลานสวมใส่หมวกนิรภัยขณะเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ แล้วก็ยังมีอีกหลายครอบครัวที่แม้จะสวมหมวกนิรภัยให้เด็ก แต่กลับไม่รู้ว่าจะเลือกใช้หมวกนิรภัยที่มีคุณภาพ มีขนาดพอดีกับศีรษะเด็ก และจะสวมใส่หมวกนิรภัยให้เด็กอย่างถูกวิธีอย่างไร

"โครงการนี้ตั้งใจจะมอบความรู้ความเข้าใจให้ผู้เกี่ยวข้องทุกคน โดยเริ่มตั้งแต่จัดการอบรมด้านความปลอดภัยบนท้องถนนแก่ครูและผู้ปกครอง และจัดกิจกรรมพิเศษสำหรับเด็ก พร้อมมอบหมวกนิรภัยให้แก่เด็กๆ เหล่านี้ ทั้งนี้เราพร้อมเดินหน้าร่วมมือกับพาร์ตเนอร์อย่างแกร็บ รวมถึงติดตามความคืบหน้าโครงการ 'เดินทางปลอดภัย สวมหมวกนิรภัยมาโรงเรียน' เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเด็กๆ จะเดินทางบนท้องถนนได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น"

สำหรับโรงเรียนวัดช่องนนทรี พบว่าตั้งอยู่ในแหล่งที่มีการจราจรหนาแน่นแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ นักเรียนกว่า 95% ใช้รถจักรยานยนต์และจักรยานในการเดินทางไป-กลับจากโรงเรียน แต่มีเด็กเพียง 2% เท่านั้นที่สวมหมวกนิรภัย

ในพิธีเปิดโครงการ "เดินทางปลอดภัย สวมหมวกนิรภัยมาโรงเรียน" นี้ มีทั้งเด็กนักเรียน ครู และผู้ปกครอง เข้าร่วมงาน ณ โรงเรียนวัดช่องนนทรี โดยกิจกรรมในงานประกอบด้วยการมอบหมวกนิรภัยจากแกร็บ และการสาธิตวิธีการสวมหมวกนิรภัยที่ถูกต้อง โดยมีนายสุทัศน์ รุจิณรงค์ ผู้อำนวยการเขตยานนาวา ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติ อาทิ พ.ต.อ.กษิต ศรีธรรมมาสุข ผู้กำกับตำรวจนครบาลบางโพงพาง นางสาวฐานิตา แพร่วานิชย์ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร และสมาชิกของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ.

"ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม แกร็บจึงเดินหน้าในการสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนให้กับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็ก โดยเราเชื่อว่าการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เด็กๆ รวมทั้งพ่อแม่และผู้ปกครอง ให้เห็นถึงความสำคัญของการเลือกหมวกนิรภัยที่เหมาะสม พร้อมอบรมการใช้งานที่ถูกวิธี จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมที่ถูกต้องที่จะช่วยสนับสนุนและช่วยบ่มเพาะวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยบนถนนของประเทศได้อย่างยั่งยืน"

ADVERTISEMENT