ข่าวอินโฟเควสท์
15:37 "กูเกิ้ล" เตรียมทุ่มเงินลงทุนใน "JD.com" บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่จีน   JD.com บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทได้รับ…
15:23 สสว.-สวทช.จัดเวทีพบปะนลท.และสตาร์ทอัพ สร้างโอกาสขยายตลาด เพื่อต่อยอดนวัตกรรมเชิงพาณิชย์   นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมว…
15:16 Asia Markets: สรุปภาวะตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียประจำวันที่ 18 มิถุนายน 2561   ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดร่วงลงในวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนหลีกเ…

คอลัมน์: รักชาติไทยด้วยใจอดทน: พี่ชาย น้องสาว หยุดเอาประชาธิปไตยไทยไปหากินได้แล้ว!!

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 00:00:07 น.
ไทยทน

ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา การปล่อยภาพของพี่ชายและน้องสาว อดีตนายกฯ ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ออกมา ถือเป็นกลยุทธ์ทางการชิงพื้นที่สื่อมวลชนที่ได้ผล อาจเป็นเพราะเป็นอดีตนายกฯ ที่มีการทำงานที่ลวงโลกอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด ควบคู่กับการโกงชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จึงทำให้ยังเป็นที่สนใจของประชาชน และทำให้พี่ชาย-น้องสาวนั้นยิ่งได้ใจ

ลงทุนไม่ต้องมาก ก็ได้ผลกระทบต่อสื่อมวลชนผ่านไปยังประชาชนอย่างง่ายดาย
ถ้าสื่อมวลชนอย่างเราๆ ช่วยกันเห็นชัดๆ ว่า คนโกงชาติคือคนไร้ค่า เสี่ยงให้ปรากฏ เสี่ยงให้กลับมา เราจะเสี่ยงจนชาติย่อยยับอับจนกันอีกรอบหรืออย่างไร?

อดีตนายกฯ ทักษิณมีประวัติการโกงชาติมาตั้งแต่ก่อนเป็น   นายกฯ โดยให้การสนับสนุนรัฐบาลบิ๊กจิ๋วมาโดยตลอด แก้ปัญหาชาติไม่เป็น โกงกินทุกกระบวนท่า

แม้กระทั่งยามสถาบันการเงินลำบาก ยังมีหลักฐานว่า ไปซื้อที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ และถือไว้ในชื่อคนรถ คนใช้ และเมื่อถูกจับได้ก็สารภาพว่า "ก็เป็นบัญชีเอ็นพีแอล จึงต้องถือในชื่อบุคคลประเภทคนรถ คนใช้"

เพื่ออะไร? ก็เพื่อใช้ความเท็จว่าเจ้าของเป็นเพียงคนรถ คนใช้ เป็นลูกหนี้เอ็นพีแอล กลุ่มเจ้าหนี้คือธนาคารผู้ดูแลเงินฝากของประชาชน ก็จะได้ถูกหลอกจนหลงเชื่อ และต้องยอมลดหนี้ให้ ก็เป็นการใช้ความเท็จ หลอกลวงสถาบันการเงิน เพื่อประโยชน์ของตนเอง แต่เป็นภาระกับสถาบันการเงิน ผู้ฝากเงิน และมีส่วนสร้างความเสียหาย จนกองทุนพัฒนาสถาบันการเงินซึ่งเป็นกองทุนของรัฐต้องรับภาระมากมาย

ในเดือนมิถุนายน 2540 ก็มีหลักฐานว่าครอบครัวมีการซื้อหลักทรัพย์จากกองทุนที่ตนไปตั้งไว้ที่สิงคโปร์ ก่อนการลอยตัวค่าเงินบาท ซึ่งเป็นสิ่งที่นายเสนาะ เทียนทอง เลขาธิการพรรคไทยรักไทยคนแรก กล่าวเปิดโปงในภายหลังว่า "ผมคิดว่าคนคนนี้รวยแล้วกลับใจ แต่จริงๆ แล้วเพราะรวยจากโกงชาติ กล้าทำแม้เผาบ้านเผาเมืองเพื่อเอาประกัน มีการไตร่ตรองและวางแผนไว้ก่อนทุกขั้นทุกตอน ไอ้หมอนี่คิดเป็นจ๊อบๆ"

นายเสนาะกล่าวปราศรัยกับประชาชนที่สนามหลวงช่วงหนึ่งว่า "ช่วงนั้นได้มีการส่งคนมาทำงาน และลอยตัวค่าเงินบาท สถาบันการเงินถูกปิดหมด คนเป็นเอ็นพีแอลกันหมด แล้วยังมาลอยหน้าเป็นผู้นำประเทศอีกหรือ" ... "วันนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ กับประธานรัฐสภาที่เพิ่งหมดวาระไป ไปหาหัวหน้าจิ๋ว คุยกุ๊กกิ๊กอะไรตนไม่รู้ แล้วในที่สุดให้นายทนง พิทยะ มาเป็น รมว.การคลัง เข้ามาไม่กี่วันก็ลอยตัวค่าเงินบาท จาก 26 บาท ขึ้นเป็น 50 บาท พี่น้องคนไทยเจ๊งเป็นเอ็นพีแอลทั้งประเทศ พอเสร็จภารกิจก็ลาออกเลย มาจัดตั้งรัฐบาลใหม่"

ดังที่นายเสนาะ เทียนทอง ได้กล่าวว่า "ทุบเงินบาท...ทำกำไรค่าเงิน...คนล้มละลายทั่วประเทศ...เผาบ้านเผาเมืองเอาประกัน" จากสถานะทุนสำรองของประเทศ เคยมีอยู่กว่า 4 หมื่นล้านเหรียญฯ ในช่วงรัฐบาลชวลิต ที่ พ.ต.ท.ทักษิณสนับสนุน ทุนสำรองสุทธิเหลือเพียง 7 พันล้านเหรียญฯ ต้องรับความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณเป็นรองนายกฯ ก็ลาออกพร้อมกัน หลังภารกิจโกงกินชาติจบสิ้นแล้ว ทิ้งภาระให้รัฐบาลต่อมาต้องซ่อมแซมบ้านเมืองไป

หลักฐานมีจากเส้นทางเงินของกองทุนวินมาร์ค ซึ่งดูแลโดยธนาคารยูบีเอส สิงคโปร์ และธนาคารยูโอบี สิงคโปร์  เป็นแหล่งเงินสำคัญที่ใช้ในการดูด ส.ส. และซื้อเสียงในการเตรียมการเลือกตั้งช่วงปลายปี 2543 ต่อต้นปี 2554 โดยในวันที่ 1 สิงหาคม 2543 วินมาร์คได้มาซื้อหุ้น 1) พี.ที. คอร์ปอเรชั่น, 2) เอสซีออฟฟิซ ปาร์ค, 3) เวิร์ธ ซัพพลายซ์, 4) โอเอไอ พร็อพเพอร์ตี้ (เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (มหาชน) : SC), 5) เอส ซี เค เอสเทต และ 6) บี.พี.พร็อพเพอร์ตี้ ทุกบริษัท ที่ราคาพาร์ (แม้กระทั่งบริษัทที่ชำระหุ้นเพิ่มทุนเพียงบางส่วน) เป็นเงินกว่า 1,500 ล้านบาท ตั้งแต่ก่อนเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก

นอกจากนั้น ยังโกงรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ฉบับปี 2540 ซึ่งห้ามไม่ให้เจ้าของสัมปทานเข้ามามีอำนาจเป็นรัฐมนตรี (รวมถึงนายกรัฐมนตรี) โดยซุกซ่อนหุ้นกิจการสัมปทานผูกขาดโทรคมนาคมกับลูก แต่มีหลักฐานการปลอมหนี้หลักทรัพย์ธนาคารทหารไทย ซึ่งแม่ซื้อมาเดือนพฤษภาคม 2543 มูลค่า 1,500 ล้านบาท แต่ขายให้ลูกค้า 4,500 ล้านบาท ในวันที่ 31 สิงหาคม 2543 ปลอมหนี้ 3,000 ล้านบาท ซึ่งใช้เป็นทางผ่านเงินปันผลหุ้นชินฯ คืนแม่ แสดงว่าไม่ได้โอนหุ้นออกไปจริง เป็นนายกรัฐมนตรีโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และได้ใช้อำนาจกระทำการหรือละเว้นกระทำการเพื่อเอื้อประโยชน์กิจการของตนมากมาย ทั้งโกงเพิ่มรายได้มือถือระบบพรีเพดให้กลุ่มของตนเอง ลดรายได้ภาครัฐ โกงเรื่องภาษีสรรพสามิต ทำให้กิจการร่วมการงานกลายเป็นกิจการส่วนตัว โกงดาวเทียมสำรอง และท้ายที่สุด แก้กฎหมายให้กองทุนรัฐบาลสิงคโปร์เป็นเจ้าของกิจการสัมปทานผูกขาดโทรคมนาคมไทย!

จนศาลอาญาคดีนักการเมืองได้สั่งยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท ด้วยหลักฐานต่างๆ ที่ชัดเจน

ส่วนน้องสาวก็เข้ามานำกระบวนการ "โกงโครงการจำนำข้าว" จนประเทศชาติต้องเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท และเมื่อรัฐบาลถังแตก เริ่มขาดเงิน ก็เริ่มค้างหนี้ประทวนชาวนา 4-6 เดือน แต่พรรคพวกกลับเร่งออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพื่อเร่งคืนเงินโกงชาติพี่ชาย รวมดอกเบี้ยเป็นเงิน 6 หมื่นล้านบาท เข้าทำนอง "หนี้ประทวนชาวนาให้รอไป คืนเงินโกงชาติพี่ชายต้องมาก่อน"

โครงการรัฐเป็นประโยชน์จากภาษีประชาชน กลับปล้นเป็นบุญคุณตระกูลชินฯ

เวลานี้ก็ส่งสัญญาณว่ายังไม่หยุด ยังพร้อมจะมอมเมาประชาชน ปล้นเอาอำนาจรัฐไปครอง ถ้าสื่อมวลชนและประชาชนยังให้ความสนใจกับคนปล้นชาติ ปราศจากคุณค่าต่อแผ่นดิน ก็อาจมีส่วนร่วมสร้างตราบาปต่อสังคมไทย และลูกหลานไทยต่อไปครับ.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง