ศาลสั่งพ่อญี่ปุ่นได้สิทธิ์ดูแล13เด็กอุ้มบุญ

ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พุธที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 00:00:24 น.

ศาลยุติธรรม * ศาลสั่งให้ผู้เยาว์ 13 คน คดีอุ้มบุญทารกผสมเทียม เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ "ชิเกตะ" หนุ่มชาวญี่ปุ่น ชี้เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย ทั้งผู้ร้องยังมีฐานะมั่นคง ไม่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์

ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง วันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้ ศาลได้อ่านคำสั่งในคดีอุ้มบุญ หมายเลขที่ พ.2031-2017/2559 และ พ.217-218/2559 หมายเลขแดงที่ พ.296-304/2561 คดีทั้ง 9 สำนวน ที่นายชิเกตะ มิตซูโตกิ นักธุรกิจญี่ปุ่น วัย 24 ปี ได้ว่าจ้างให้หญิงไทยและต่างชาติอุ้มท้องทารกที่เกิดจากน้ำเชื้อของเขา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ผู้เยาว์ทั้ง 13 คน ซึ่งเกิดจากการตั้งครรภ์แทน เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง ตามบทเฉพาะกาลในมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 ศาลมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของผู้ร้อง ประกอบรายงานของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครแล้ว เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 มาตรา 56 บัญญัติให้ผู้ที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ สามีหรือภริยาที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทน มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้ผู้ที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของสามีและภริยาที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทน ไม่ว่าสามีและภริยาดังกล่าวจะเป็นสามีและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพและประโยชน์สูงสุดของผู้ที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนเป็นสำคัญ

ได้ความว่า ผู้ร้องไม่มีภริยา แต่เป็นผู้ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนตั้งแต่ปี 2556 โดยใช้เชื้ออสุจิของผู้ร้องปฏิสนธิกับไข่ของผู้บริจาค แล้วนำไปใส่ในโพรงมดลูกของหญิงไทยผู้รับตั้งครรภ์แทน จำนวน 9 คน จนคลอดบุตรเป็นผู้เยาว์รวม 13 คน เมื่อปี 2557 อันเป็นเวลาก่อนวันที่พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับ (วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2558) ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้เยาว์ทั้ง 13 คน เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องได้ ประกอบกับรายงานผลการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ ปรากฏว่าผู้ร้องเป็นบิดาโดยสายโลหิตของผู้เยาว์ทั้ง 13 คน

หลังจากผู้เยาว์ทั้งหมดเกิด ผู้ร้องรับอุปการะเลี้ยงดูด้วยดีตลอดมา จนกระทั่งเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นำตัวผู้เยาว์ทั้ง 13 คนไปเลี้ยงดูที่สถานสงเคราะห์เด็กอ่อน ปากเกร็ด และสถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ ซึ่งผู้ร้องก็มอบหมายให้บุคคลอื่นไปเยี่ยมเยียนผู้เยาว์เหล่านั้นเป็นประจำ ผู้ร้องวางแผนเตรียมความพร้อมในการพาบุตรผู้เยาว์ไปอุปการะเลี้ยงดูที่ประเทศญี่ปุ่น โดยเตรียมสถานที่เลี้ยงดูที่มีความปลอดภัยและสะดวก มีพยาบาลวิชาชีพและพี่เลี้ยงเด็กเพียงพอ เมื่อถึงเกณฑ์ที่ผู้เยาว์จะเข้ารับการศึกษา ผู้ร้องวางแผนจะส่งเข้าศึกษาที่โรงเรียนนานาชาติใกล้ที่พักอาศัย โดยผู้ร้องและครอบครัวซื้อที่ดินและกำลังก่อสร้างที่พักอาศัยใกล้สวนสาธารณะขนาดใหญ่กลางกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ผู้ร้องเปิดบัญชีกองทุนให้แก่ผู้เยาว์ทั้ง 13 คนที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่อสะสมให้ผู้เยาว์ทั้ง 13 คนในระยะยาวอีกด้วย ทั้งได้ความว่า ผู้ร้องได้นำบุตรผู้เยาว์อื่นซึ่งเกิดจากการตั้งครรภ์แทนก่อนหน้านี้ไปเลี้ยงดูที่ประเทศญี่ปุ่นและประเทศกัมพูชา ซึ่งปรากฏว่าบุตรผู้เยาว์ดังกล่าวได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี โดยเฉพาะบุตรผู้เยาว์ที่นำไปเลี้ยงดูที่ประเทศญี่ปุ่น ได้รับสัญชาติญี่ปุ่นครบถ้วนทุกคนแล้ว ผู้ร้องเป็นบุตรผู้ก่อตั้งและประธานบริหารบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่มีชื่อเสียงของประเทศญี่ปุ่น เป็นเจ้าของและผู้ถือหุ้นในหลายบริษัท ได้รับเงินปันผลจากบริษัทเดียวปีละกว่าร้อยล้านบาท แสดงว่าผู้ร้องมีอาชีพการงานมั่นคง มีรายได้มากเพียงพอที่จะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้ทุกคน อธิบดีกรมกิจการเด็กฯ ในฐานะผู้กำกับดูแลหน่วยงานที่เลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้ง 13 คน มีหนังสือไม่คัดค้านการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาล ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ร้องมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ผู้ร้องเป็นผู้ดำเนินการให้ผู้เยาว์ทั้ง 13 คนถือกำเนิดมาจึงต้องรับผิดชอบในการอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ดังกล่าว

เมื่อคำนึงถึงความผาสุก สวัสดิภาพและโอกาสของผู้เยาว์ทั้ง 13 คน อันพึงจะได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากบิดาที่แท้จริงที่ย่อมต้องมีความรักใคร่ผูกพันต่อบุตรโดยสายเลือดของตนเอง และเป็นผู้มีความใกล้ชิดกับผู้เยาว์มากที่สุด ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ร้องมีความประพฤติบกพร่องเสียหายประการใด จึงเห็นสมควรมีคำสั่งให้ผู้เยาว์ทั้ง 13 คน ที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องนับแต่วันที่ผู้เยาว์นั้นเกิด และเมื่อได้ความว่าหญิงผู้รับตั้งครรภ์แทนมิได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับผู้เยาว์แต่อย่างใด และทุกคนต่างทำบันทึกยอมสละอำนาจปกครองแล้ว จึงเห็นควรให้ผู้ร้องใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้ง 13 คนแต่เพียงฝ่ายเดียว

จึงมีคำสั่งว่า ผู้เยาว์ทั้ง 13 คน เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องนับแต่วันที่ผู้เยาว์ทั้งหมด เกิด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 มาตรา 56 กับให้ผู้ร้องเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้ง 13 คน แต่เพียงฝ่ายเดียว.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง