"ปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองไทย 4.0 โดยผ่านเรื่องราวชุมชนท้องถิ่น"

ข่าวบันเทิง 10 มีนาคม พ.ศ. 2561 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

"ไทยแลนด์ 4.0" นโยบายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศไปสู่ความยั่งยืน โดยเน้นกระบวนการสร้างความเข้มแข็งจากภายในให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ แล้วพึ่งพากันเอง ซึ่งปัจจัยสำคัญ ที่จะพาประเทืศไปถึงเป้าหมายดังกล่าวคือ "การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์" ที่ควรเริ่มจากกลุ่มคนที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต นั่นคือ "เด็กและเยาวชน"

นางปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร ผู้จัดการมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า "จะเห็นได้ว่าในวงการศึกษาขณะนี้มีเป้าหมาย ในการพัฒนาคุณลักษณะเยาวชนในศตวรรษที่ 21 ทั้งทักษะในการทำงาน ทักษะในการสื่อสาร ทักษะในการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการจัดการ แต่เราจะจัดการเรียนการสอนอย่างไรที่จะเปลี่ยนการเรียนในตำรา ให้กลายเป็นการพัฒนาทักษะความสามารถ ในขณะเดียวกันผู้เหลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็บอกเสมอว่า เด็กจะมีความรู้อย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องเป็นคนดีต้องมีความเคารพผู้ใหญ่ เข้าใจขนมธรรมเนียม วิถีวัฒ?นธรรมไทย ซึ่งพวกเขาจะเข้าใจเมื่อำด้มาสัมผัสกับลุงป้าที่อยู่ในชุมชน จึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงผู้เรียน เพราะอ่านตำราก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ...การเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เรียนรู้นอกตำรา ทำให้เด็กๆ ได้เกิดการพัฒนาตนเอง การเรียนรู้รากเหง้าและภูมิปัญญาชุมชน จะทำให้จิตใจเขาอ่อนโยนลง ไม่หยาบกระด้างการที่ได้เรียนรู้ทุกข์ของชุมชน ทำให้พวกเขาพร้อมที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับชุมชน เราได้เห็นภาพแล้วว่าโครงการเหล่านี้คือการสร้างคน สร้างคนรุ่นใหม่ให้แก่ชุมชน เกิดกลไกพัฒนาเยาวชนในระยะยาว"

ด้านศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า "ที่ผ่านมาระบบการศึกษาไทยเป็นระบบการศึกษาเพื่อสอบ เพราะว่าเราไปเชื่อว่าการศึกษา เป็นการติวเป็นการสอบ เป็นการคัดเลือก แต่การศึกษาที่แท้จริงคือ การศึกษาที่ลงไปสู่การปฏิบัติไปสุ่การเรียนรู้ ไม่ใช่ศึกษาเพื่อิการทดสอบ จนในที่สุด เด็กทั้งประเทศเป็น Passive citizen ไม่ใช่ Active Citizen ทำให้เด็กไม่มีปฏิสัมพันธ์ ไม่มีสังคม คิดมิติของคุณคนเดียว และถ้าหากเรายังไม่ปฏิรูป ยังไม่เปลี่ยนแปลง เชื่อเลยว่าอีก 20 ปีข้างหน้า เราก็จะมีแต่พลเมืองที่เนือยนิ่งและจะอยู่ตามลำพังอยู่กับเทคโนโลยี แต่ไม่รักบ้านเกิดไม่รักประเทศ ไม่มีจิตอาสา อันตรายมากเลยเพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำให้เกิดขึ้น คือ 1.การปฏิรูปการศึกษาต้องเริ่มจากฟังเสียงเด็ก ไม่ใช่ฟังเสียงครู ไม่ใช่ฟังเสียงพี่เลี้ยง และเข้าใจสิ่งที่เด็กคิดและถามสิ่งเหล่านี้จะยกระดับคนทั้งประเทศ 2.การมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ เพราะฉะนั้นการมีส่วนร่วมต้องมาจากคนในชุมชน จากพวกกลุ่มเด็กและบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครอง ผู้นำ นายก อบจ. ต่างต้องมีส่วนร่วมช่วยกันให้เกิด Active Citizen เพราะการมีส่วนร่วมภายใน คือ คำตอบของความยั่งยืนและความต่อเนื่อง แต่ถ้าเรายังปล่อยให้ลูกหลานเรียนหนังสืออยู่ในห้องเรียน ไม่เคยออกนอกห้องเรียน นอกมหาวิทยาลัยไม่ออกไปสู่เรื่องอะไรต่างๆ ไม่มีทางสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ได้สำเร็จ อีกส่วหนึ่งการีสร้างกิจกรรมทักษะ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนออกแบบเอง จะทำให้เด็กได้เรียนรู้และเขาสามารถพัฒนาตนเอง พัฒนากลุ่มพัฒนาอะไรได้หลายๆ อย่าง ข้อสุดท้ายคือ การใช้โจทย์ชุมชนขัดเกลา คือ การใช้โจทย์ชุมชนขัดเกลา คือ การให้เด็กได้ลงไปเรียนรู้กับปู่ย่าตาทวด ผู้สูงอายุที่มีภูมิปัญญา เป็นปราชญ์ คนที่รู้เรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยผ่านการทำงานและโครงการเพื่อชุมชน(Community Project)ต้องพยายามให้เด็กที่ลงพื้นที่หลายๆ ครั้งให้เขาไปพูดคุยกับคนกลุ่มนี้ จะทำให้ภาษาและวัฒนธรรม และต้นทุนที่เด็กๆ มีอยู่จูนเข้าหากับผู้ใหญ่ได้ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือทั้งสองวัยต่างได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันเกิดการผสมผสานให้เกิดศาสตร์ใหม่ ดังนั้น การศึกษาแบบนี้ จะทำให้เกิดคำว่า Active Citizen แน่นอนและจะเป็น Active ที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป"

เฉกเช่นที่ โครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพแห่งชาติ(สสส.)และมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)ได้เปิดพื้นที่และโอกาสให้เยาวชนในภาคตะวันตก ประกอบด้วย สมุทรสงคราม ราชบุรี กาญจนบุรี และเพชรบุรี ได้แสดงศักยภาพทำโครงการบนฐานทุนของชุมชน(Community Project)ตามความสนใจ มาเป็นเวลากว่า 3 ปี

ด้านนายชิษนุวัฒน์ มณี ศรีขำ ผู้บริหารโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก กล่าวว่า "ทางโครงการได้ลงไปทำกระบวนการสร้างการเรียนรู้แบบ Active Learning กับเยาวงชนภาคตะวันตกใน 4 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสงคราม ราชบุรี กาญจนบุรี และเพชรบุรี ซึ่งมี 3 ระดับ คือ ระดับมัธยม อาชีวะ และอุดมศึกษา ให้ตระหนักถึงความสำคัญกับการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต สนใจเรียนรู้เรื่องราวในท้องถิ่นของตนเองผ่านการทำ Community project เรียนรู้ชมท้องถิ่นของตนเองอันจะทำไปสู่การสร้างจิตสาธารณะและกระตุ้นสำนึกการเป็นพลเมืองของเยาวชน โดยดึงคนในชุมชนทุกช่วงวัยเข้ามาร่วมในการจัดการเรียนรู้ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยผู้สูงอายุ เน้นการจัดการเรียนรู้ในลักษณะของผู้ใหญ่เล่าขาน เด็กสานสืบต่อเรื่องราวของชุมชน ให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจระหว่างกันของเด็ก เยาวชน กับ ผู้ใหญ่ไปจนกระทั่งผู้สูงอายุ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กและเยาวชนผ่านการดูแลซึ่งกันและกันของคนในชุมชนตลอดจนเสริมสร้างกำลังใจให้กับผู้สูงอายุ โดย 3 ปี ที่ผ่านมาเราได้เยาวชนที่ผ่านกระบวนการพัฒนาศักยภาพ ทักษะ ที่ผ่านมาการเรียนรู้เรื่องราวในชุมชนท้องถิ่นทั้งสิ้น 345 คน พี่เลี้ยง ที่ปรึกษาโครงการที่เป็นพ่อแม่แกนนำชุมชนท้องถิ่น นครุอาจารย์ อีกกว่า 48 คน"

วันนี้เยาวชนจากโครงการพลังเด็กและเยาวชน เพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก ทั้ง 4 จังหวัด ต่างได้ลงมือทำงานร่วมกับชุมชนจนเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้เดห็นถึงความสำคัญของช่วยเหลือชุมชน สังคม ลุกขึ้นมาอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมประเพณี ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นของตนเอง สิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นพลังพลเมืองที่เกิดขึ้นใตัวคนรุ่นใหม่ จากพลังเล็กๆ ของเด็กและเยาวชนที่ได้รับโอกาสให้ลงมือทำสิ่งที่สนใจ ภายใต้เงื่อนไขการสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม จนเกิดการพัฒนาทักษะและความสามารถ และปลุกสำนึกผลเมืองภายในให้พร้อมลงมือทำสิ่งดีๆ เพื่อสังคมโดยไม่รีรอ...

เพราะชีวิตจริงในโลกปัจจุบันการเรียนรู้ไๆม่ได้มีอยู่แค่สายวิทย์ สายศิลป์ หรือสายอาชีวะ เหมือนเมื่อ 50 ปี ก่อนอีกต่อไป การมีประสบการณ์ในการทำงานจากสถานการณ์จริงและได้ลงมือทำจริงโดยผ่านเรื่องราวชุมชนท้องถิ่นต่างหากที่จะสอนให้เยาวชนเป็นคนที่มีคุณลักษณะตรงตามที่สังคมต้องการ คือ สามารถ "ใช้ความรู้เป็นและเป็นคนดี" มทองเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน แต่สิ่งที่สำคัญไปมากกว่านั้น คือ ทำอย่างไรให้ทักษะที่ได้จากการเรียนรู้แบบนี้ เกิดขึ้นทุกย่อมหญ้าของประเทศไทย

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ