คอลัมน์: ท่านขุนน้อย: สิ่งที่น่าเลียนแบบจากมาเลย์

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม 2561 00:00:32 น.
ณ ลีลาแห่งบุปผากระบี่

เห็น อันวาร์ อิบราฮิม อดีตรองนายกฯ มาเลเซีย อดีตทายาททางการเมืองและอดีตคู่กัดของ มหาเธร์ ออกมายืนใส่สูทยิ้มร่าอยู่นอกคุก หลังการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่มาเลเซียผ่านไปแค่ไม่กี่วัน ไม่กี่ชั่วโมง ด้วยการได้รับ นิรโทษกรรม โดยการถวายฎีกาของรัฐบาลใหม่ ก็อดจะรู้สึกชื่นมื่น ชื่นสะดือ ไปตามความรู้สึกของบรรดาชาวเสือเหลืองมาเลเซียขึ้นมามิได้...

คืออะไรมันจะเปิดปุ๊บ ติดปั๊บ สนองตอบความรู้สึกกันได้แบบฉับพลัน-ทันที ไม่ต้องยืดเยื้อ คาราคาซัง เทียวไป-เทียวมากับการขึ้นโรง ขึ้นศาล แบบบ้านเรา ได้อย่างน่าทึ่ง น่าประทับใจ เอามากๆ หรือน่า ลอกเลียนแบบ ซะยิ่งกว่าเรื่อง ความแก่ ของ นายกรัฐมนตรีที่แก่ที่สุดในโลก ไม่รู้กี่เท่า ต่อกี่เท่า ทั้งที่ว่าไปแล้ว...เรื่องทำนองนี้ มันน่าจะเป็นคุณสมบัติ คุณลักษณะพิเศษของ ความเป็นไทย ยิ่งกว่า ความเป็นมาเลย์ เสียด้วยซ้ำ คือความเมตตา การให้อภัย แม้จะโกรธง่าย แต่ลืมง่าย ที่บรรดา ไทยแท้แต่ดั้งเดิม เคยมีมา ติดปลายนวมเอาไว้โดยตลอด...

แต่หลังๆ มานี้...บ้านเรานั้นอาจเกลียดแรง โกรธแรง เคียดแค้น อาฆาต พยาบาท กันมานาน อันเนื่องมาจากการแยกฝ่าย แยกข้าง นับเป็นทศวรรษๆ มาเลยก็ว่าได้ แม้จนตราบเท่าทุกวันนี้ก็ยังไม่ถึงกับหายโกรธ หายเกลียด กันมากมายซักเท่าไหร่ อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้ มันเลยอาจฝังราก ฝังความรู้สึก เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติแห่งความเป็นไทย ให้ต้องวิ่งไล่ตามมาเลเซียกันไปแทนที่ ชนิดไม่ว่าใครก็ใคร...ถ้าหากลองหยิบเอาเรื่องการ นิรโทษฯ ขึ้นมาพูดจา ปราศรัย ไม่ในวงข้าว วงเหล้า หรือในโต๊ะประชุม โต๊ะเจรจา โอกาสที่จะกลายเป็นฝ่ายถูกรุมเหยียบ รุมกระทืบ จากทั้งสองฝ่าย ต้องเว้นวรรค ต่อสร้อย ต่อท้าย แยกออกเป็นเรื่องๆ เป็นกรณีๆ ว่าอะไรนิรโทษฯ ได้ นิรโทษฯ ไม่ได้ จนสุดท้าย...ต้องหวนกลับไปขึ้นโรง ขึ้นศาล เทียวไป-เทียวมา จนตราบเท่าทุกวันนี้...

ดังนั้น...โอกาสที่จะเห็นบรรดา ผู้ต้องหาทางการเมือง ทั้งหลาย ที่มีอยู่นับร้อยๆ หรือเป็นพันๆ เอาเลยก็ไม่แน่ ไม่ว่าฝ่ายไหนต่อฝ่ายไหน จะมีโอกาสใส่สูทยิ้มร่า ยืนโบกมือ โบกไม้ แบบ อันวาร์ อิบราฮิม ป่าวประกาศถึง อรุณรุ่งครั้งใหม่ของชาวมาเลย์ มันจึงแทบเป็นไปไม่ได้ เท่าที่เห็น และที่ไม่ได้เห็น ก็คือบรรดาอดีตนักเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งหลาย ที่ต้องเจอกับข้อกล่าวหาร้ายๆ ไม่ว่าตั้งแต่กบฏ ผู้ก่อการร้าย ผู้ก่อความไม่สงบในบ้านเมือง ผู้สร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินทางราชการ ผู้ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ฯลฯ ต้องเดินหน้าเหี่ยว หน้าตูม ขึ้นโรง ขึ้นศาล กันมาแล้วเป็นปีๆ เผลอๆ...ปาเข้าไปเป็นสิบๆ ปีก็ยังไม่เสร็จเรื่อง เสร็จราว ไม่ได้มีโอกาส เปิดปุ๊บ-ติดปั๊บ แบบมาเลเซียเอาเลยแม้แต่น้อย...

บางราย...ถึงกับต้องหย่าเมีย หย่าลูก เพื่อไม่ให้ความเป็น บุคคลล้มละลาย ลุกลามไปถึงผู้ซึ่งอันเป็นที่รักทั้งหลาย บางรายถูกลืมเลือน ไปจนไม่เพียงแต่ความเป็นวีรชน คนกล้า หายเกลี้ยงไม่มีใครคิดจะนำมาพูดถึง กล่าวถึง อีกต่อไปแล้ว กระทั่งความเป็นตัวตนของตน อาจหายไปในคุก ในตะราง จนตัวเองอาจถึงกับจำตัวเองแทบไม่ได้ ด้วยเหตุเพราะ ความล่าช้า ของกระบวนการยุติธรรม มันทำให้ความยุติธรรมทั้งหลายกลายเป็นเรื่องที่จะต้องรอไปจนกว่าน้ำจะท่วมหลังเป็ด อะไรประมาณนั้น อรุณรุ่งครั้งใหม่ของชาวไทย มันจึงออกจะยืดเยื้อ ยาวนาน กว่าชาวมาเลย์อย่างมิอาจปฏิเสธได้...

แม้มีผู้ที่อยากนำเอาความเมตตา กรุณา มาใช้แทนที่กระ บวนการยุติธรรม ด้วยเหตุเพราะ ภายใต้กระแสยุติ-ธรรมา...ยากจะหาความสุขเกษมเปรมใจ ก็ตามที แต่ตราบใดที่ความโกรธ ความเกลียด ความอาฆาต พยาบาท มันยังไม่ถึงกับสร่างซาลงไป โอกาสหันไปใช้ช่องทางเหล่านี้ก็ยังคงลำบากอยู่อีกนั่นแหละ หรืออย่างที่กล่าวเอาไว้แล้วว่า ใครที่คิดหยิบเอาเรื่อง นิรโทษฯ มาพูดจา หารือ ขึ้นมาเมื่อไหร่ มักต้องถูกรุมเหยียบ รุมกระทืบ ซะทุกทีไป ต้องกะระยะห่าง ระยะเคียง เอาไว้ให้ดี ว่าจะนิรโทษฯ อันนี้ หรือไม่นิรโทษฯ อันนี้ แบบไหน อย่างไร ไม่งั้นอาจต้องกลายเป็นพวก นิรโทษฯ สุดซอย หรือพวก สมคบกับทักษิณ ไปจนได้...

ทุกสิ่งทุกอย่าง...มันก็เลยคาราคาซัง หาช่อง หาจังหวะ ลำบากเอามากๆ ไม่อาจเปิดปุ๊บ-ติดปั๊บ ไม่อาจสร้าง อรุณรุ่งครั้งใหม่ แบบชาวมาเลย์กันได้ง่ายๆ บรรยากาศการเมืองไทยมันเลยยังออกไปทางอึมครึม มืดมัว สลัวแสง ไปตาม เหตุปัจจัย ของมันนั่นเอง แม้จะหันไปใช้บริการของ น้องเกี่ยวก้อย นอกจากไม่ได้ก่อให้เกิดความสว่างใดๆ ขึ้นมาเลย เผลอๆ...ยังออกไปทาง หลอน ซะอีกต่างหาก ทั้งๆ ที่ หมายกำหนดการ ของการที่จะต้องเข้าสู่ รุ่งอรุณครั้งใหม่ กำลังใกล้เข้ามาทุกทีก็ตาม...

ก็เอาเป็นว่า...เพื่อไม่ให้ต้องหลงเข้าไปในดงตีน ไม่ต้องถูกรุมเหยียบ รุมกระทืบ เหมือนบรรดาผู้ที่คิดจะหยิบเอาเรื่อง นิรโทษฯ มาพูดจาว่ากล่าวกันไปก่อนหน้านี้ ก็คงต้องขออนุญาตนำเสนอเอาไว้แต่เพียงกว้างๆ ประมาณว่า ความเมตตา กรุณา และการให้อภัยนั้น เอาเข้าจริงๆ แล้ว...ก็คือ การปฏิรูป ในอีกลักษณะหนึ่งนั่นเอง แถมยังเป็นการปฏิรูประดับลึกเข้าไปถึงหัวจิต หัวใจของแต่ละปัจเจกบุคคลอีกด้วย และไม่ว่าสังคมใดที่ปราศจากการปฏิรูปในลักษณะนี้ โอกาสที่จะเกิด รุ่งอรุณครั้งใหม่ ของสังคมนั้นๆ ย่อมเป็นไปไม่ได้เอาเลย...

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้...จาก พระราชนิพนธ์ในล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ... "อันความกรุณาปรานี-จะมีใครบังคับก็หาไม่-หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ-จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน-เป็นสิ่งดีสองชั้นพลันปลื้มใจ-แก่ผู้ให้และผู้รับสมถวิล-เป็นกำลังเลิศพลังอื่นทั้งสิ้น-เจ้าแผ่นดินผู้ทรงพระกรุณา-ประดุจทรงวราภรณ์สุนทรสวัสดิ์-เรืองจรัสยิ่งมกุฎสุดสง่า-พระแสงทรงดำรงซึ่งอาชญา-เหนือประชาพสกนิกร ฯลฯ...".

ข่าวที่เกี่ยวข้อง