คอลัมน์ไทยโพสต์: งัดวงล้อประวัติศาสตร์โจมตี '4 ปี คสช.' อย่าซ้ำรอยอดีต

ข่าวทั่วไป 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดแถลงข่าวกลางร้านอาหารชื่อดังย่านพระราม 3 ยอมรับว่ามีการต่อสายกับนายทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคดีที่เริ่มมีความเคลื่อนไหวขย่มคณะรักษาความสงบแห่งชาติออกมาเป็นระยะ ถือเป็นจังหวะที่กระแสของรัฐบาลอยู่ในช่วงขาลง ประกอบกับในสัปดาห์หน้าจะมีการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่จะมาชุมนุมค้างคืนเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในปีนี้ตามโรดแมปเดิม อีกทั้งให้กองทัพแยกตัวออกจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ด้วยฉายา จิ๋วหวานเจี๊ยบ จิ๋วอัลไซเมอร์ จิ๋วโซ่ข้อกลาง อาจทำให้สังคมไม่ให้ราคา แต่ด้วยประสบการณ์ในการแก้วิกฤติในอดีตและเคยถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการสร้างวิกฤติ เลยทำให้ฝ่ายที่ถืออำนาจรัฐไม่อาจมองข้าม แม้จะมองว่าเป็นทหารแก่ที่ไร้เขี้ยวเล็บ เคยรับใช้ระบอบทักษิณ แต่ก็ไม่มีใครที่ละสายตา หรือประมาท และต้องติดตามการออกโรง แถลงข่าว หรือความเคลื่อนไหวบนดิน ใต้ดิน ที่เกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองอย่างไม่ละสายตา เพราะความเป็นไปของพลเอกชวลิต ที่ยึดโยงกับกลุ่มการเมืองต่างๆ ยังเกาะเกี่ยวกันอย่างต่อเนื่อง

อาจเป็นจังหวะเวลาที่รัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายการเมืองอย่างหนัก ในเรื่องผลงานการบริหารมาครบ 4 ปี ทั้งการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และการปฏิรูปประเทศตามที่เคยสัญญาไว้ก่อนหน้านี้ ถือเป็นจังหวะเวลาตามวัฏจักรของอำนาจที่มีทั้งขาขึ้นและขาลง แม้ขณะนี้จะมีการเร่งทำผลงานแค่ไหนก็ยังไม่ได้สร้างความรู้สึกพึงพอใจให้กับสาธารณชน โดยเฉพาะนักการเมืองที่ว่างงานมานาน จึงต้องการมีตัวตน และบทบาท ในช่วงเข้าโค้งปี่กลองทางการเมืองกำลังเร่งเร้า

เขายังยกตัวอย่างความขัดแย้งของนักการเมืองที่เกิดขึ้นในอดีต ทหารเข้าทำการยึดอำนาจ มีการตั้งรัฐบาลเข้าบริหารประเทศ ใช้วิธีการสืบทอดอำนาจป้องกันการถูกเช็ก บิล และในที่สุดไม่ได้ทำเพื่อประชาชน จนเกิดแรงต่อต้านจากทุกฝ่าย จุดประกายเป็นการชุมนุมทางการเมือง ทั้งจากการรวมตัวของกลุ่มที่เรียกร้องประชาธิปไตย การก่อตัวของขบวนการนักศึกษา นำไปสู่การล้อมปราบ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงจัดระเบียบ ในที่สุดรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารก็อยู่ไม่ได้

บทเรียนทางการเมืองดังกล่าว กลายเป็นสูตรสำเร็จที่ทุกฝ่ายเห็นว่า การสถาปนาอำนาจของคณะรัฐประหาร ที่ต้องการบริหารประเทศอย่างยาวนาน มักมีจุดจบไม่สวยนัก โดยหัวใจหลักคือความพึงพอใจของประชาชนต่อการบริหารประเทศ ความพึงพอใจต่อการแก้ไขปัญหาความยากจน การลดความเหลื่อมล้ำให้ลดน้อยลง ซึ่งหากอ้างตามผลการสำรวจความนิยมของประชาชนหรือโพลสำนักต่างๆ ก็จะเห็นว่ามีการพูดถึงประชาชนที่ยังให้คะแนนคณะรักษาความสงบแห่งชาติในระดับที่เกินครึ่งอยู่

ในฟากของรัฐบาลแน่นอนว่า ได้ยืนยันการทำงานในการวางรากฐานประเทศ โดยเฉพาะการวางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนในวิกฤติหลายเรื่อง โดยพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมายืนยันว่า ถ้า 4 ปีคณะรักษาความสงบแห่งชาติไม่ดีจริงก็อยู่ไม่ได้ โดยเฉพาะการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การเคลื่อนไหวทำกิจกรรมของพรรคการเมืองที่ยังคงยืนยันให้อยู่ในกรอบของคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

กระนั้นสิ่งที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติต้องพิจารณาคือ แนวทางในการดำเนินการไม่ให้ซ้ำรอยประวัติศาสตร์การเมืองในอดีต แม้จะไม่ใช่คำว่าบทเรียน แต่ก็ถือเป็นตัวอย่างในการศึกษาหาวิธีการบริหารวิกฤติไม่ให้เข้าสู่ทางตัน โดยการสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารงาน และทำตามสัญญาในการอยู่ในวาระของรัฐบาล ที่จะส่งผลต่อความมั่นใจของประชาชนต่อความมุ่งมั่นของผู้นำประเทศที่จะทำเพื่อส่วนรวม ไม่ได้ต้องการอยู่ในตำแหน่งหน้าที่เพื่อสืบทอดอำนาจให้กับกลุ่มพวกตัวเอง

ในขณะที่กลุ่มชุมนุมทางการเมืองที่จะออกมาแสดงกิจกรรมในช่วงสัปดาห์หน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ต้องบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าขึ้นระหว่างการชุมนุม หรือควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุระหว่างทำกิจกรรม พร้อมทั้งรักษาสภาวะแวดล้อมโดยรวม ผ่อนหนักผ่อนเบา และใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้กลายเป็นหัวเชื้อของนักการเมืองให้เข้ามาผสมโรง จนนำไปสู่เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์การ เมืองที่เกิดขึ้นเป็นวัฏจักร.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ