คอลัมน์ซุบซิบการบ้าน นินทาการเมือง

ข่าวทั่วไป 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ปิดท้ายสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วยการปิแถลงข่าวของ "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือ "พ่อใหญ่จิ๋ว" ที่เคยหาเสียงกับคนอีสาน ด้วยคำมั่นสัญญาจะไปกระโดดน้ำโขงตายถ้าอีสานไม่เขียว แถมยังเป็นต้นตำรับ "โซ่ข้อกลาง" ที่ผันแปรมาเป็นกองกำลังที่ 3 ในการแก้ไขปัญหาการเมืองภายในประเทศ สรุปข้อใหญ่ใจความในการแถลงข่าวช่วงใกล้ครบรอบ 4 ปีการรัฐประหารของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ 2-3 ประเด็น คือ คสช.มุ่งแต่ร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้แก้ไขปัญหาที่หัวใจ คือประชาชน พร้อมเสนอว่าควรมีรัฐบาลเฉพาะกาลแก้ไขปัญหาเป็นเรื่องๆ เพื่อไม่ให้เกิดการรัฐประหาร ยึดอำนาจหมุนเป็นวัฏจักรทางการเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ได้แก้ไขปัญหาวิกฤติของชาติอย่างแท้จริง และได้คุยกับ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่หนีคดีไปต่างประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นช่วงครบรอบวันเกิดพ่อใหญ่จิ๋วเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยสัมผัสได้ว่า "ทักษิณ" อยากกลับประเทศไทย ยังจงรักภักดีต่อสถาบันและรักแผ่นดินไทย พร้อมกับประเด็นเรื่องพลังดูดของ คสช.ในการรวบรวมนักการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง...นักสังเกตการณ์ฟังแล้วอาจเกิดอาการ "งงในงง" แต่บิ๊กจิ๋วบอกว่าให้ไปอ่านความคิดตั้งแต่ต้นให้เข้าใจแล้วค่อยมาถกกันอีกรอบ เป็นอันว่า "จบข่าว" ไปก่อน โดยทิ้งท้ายให้ติดตามการแถลงภาค 2 ว่าด้วยเรื่องรัฐบาลเฉพาะกาล ทางออกแก้ไขปัญหาในวาระต่อไป

หลังจากมีการแจ้งความเอาผิด 8 แกนนำพรรคเพื่อไทยแล้ว ผู้สื่อข่าวก็ต้องถามถึงที่มาที่ไปจาก "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม ในทำนองว่าเป็น "ใบสั่ง" จาก คสช.หรือไม่ "บิ๊กป้อม" แจงว่าเจ้าหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการ คงต้องว่าไปตามนั้น โดยยืนยันว่าตนเองไม่เกี่ยวข้อง แต่โค้ดคำพูดที่ "เข้ม" และ"มัน" ก็ตรงที่นักข่าวถามว่า หลังจากนี้แต่ละพรรคการเมืองจะแถลงอะไรเราต้องจับตามากขึ้นใช่หรือไม่ "บิ๊กป้อม" สวนทันควันว่าต้องดูทุกพรรค ถ้าแถลงอะไรที่ขัดคำสั่ง คสช.ได้ แสดงว่าคำสั่งที่ออกมาไม่มีประโยชน์ คสช.ทำงานมาตลอด ถ้า 4 ปีไม่ดีจริงอยู่ไม่ได้...ฟังแบบนี้กลุ่มผู้ชุมนุมคนอยากเลือกตั้งที่จะเคลื่อนขบวนคงต้องคิดหนัก แต่กระนั้นทั้งสองฝ่ายก็ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการเผชิญหน้า เพราะว่าเหล่าบรรดาผู้บันทึกภาพ ทั้งแบบไลฟ์สด แบบคลิปแห้ง จะออกปฏิบัติการพร้อมกันสองฝ่าย แว่วว่างานนี้จะมีกลยุทธ์น้ำหมากปากแดงไว้สู้กับคนมีสี เห็นทีต้องตั้งสติรับมือเรียกคะแนนจากผู้ชมเป็นตัวชี้วัด

เรื่องแสลงใจที่ระดับ "คนใหญ่คนโต" ต้องคิดให้หนัก อย่างกรณีล่าสุดนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถอยกรูดจากกรณีที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สผ.) เสนอของบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 8,000 ล้านบาท เพื่อติดตั้งระบบไอทีและสาธารณูปโภคบางส่วน โดยระบุว่าได้ทักท้วงไปว่ามีราคาแพง เพราะตามมติ ครม.เดิมงบไอทีใช้เพียงแค่กว่า 3,000 ล้านบาท แต่ได้รับคำชี้แจงว่าระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ระบบไมโครโฟน ระบบการบันทึกการลงคะแนน ระบบการรักษาความปลอดภัย และระบบการตรวจสอบองค์ประชุมมีความทันสมัยขึ้น จึงมีราคาสูงขึ้นกว่าเดิม โดยให้มีการแจงงบที่บานขึ้นเกือบสองเท่าตัว งานนี้เลขาฯ สผ.แจงที่ไมโครโฟนราคาถึง 1.2 แสนบาทเพราะใช้ระบบสแกนนิ้ว เพื่อให้เท่าทันกับ "กลโกงลงคะแนน"..ฟังแล้วชั่งน้ำหนักข้อเท็จจริง เหตุผล ความเหมาะสมกันตามสะดวก

เช่นเดียวกับกรณีนี้ เมื่อ พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ที่ฟังความคิดเห็นประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการที่ กทม.จะเข้าปรับปรุงพื้นที่ภายในหอศิลป์ แม้จะขัดต่อระเบียบบริหารราชการ กทม. โดยจะปล่อยให้การบริหารโดยมูลนิธิหอศิลป์ เป็นไปตามบันทึกลงนามความร่วมมือที่จะครบกำหนดในปี 2564 ซึ่ง กทม.จะรอให้ถึงเวลาสิ้นสุดสัญญาการมอบสิทธิให้มูลนิธิบริหารก่อน แล้วค่อยหาแนวทางดำเนินการต่อไปในอนาคต และยังไม่เคยเห็นเอ็มโอยูเรื่องการบริหารเงินสนับสนุนว่า กทม.จะต้องให้เงินอุดหนุนแก่หอศิลป์ตามหรือไม่ พร้อมยืนยันอย่างหนักแน่นว่า "ผมมีแต่ความคิดที่ดีๆ ต้องการให้เกิดประโยชน์มากที่สุด"...ถือว่างานนี้ถึงถอยก็ไม่เสียหาย.

บรรยายใต้ภาพ

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ