คอลัมน์: เวทีสาธารณะ: ปัญหาเหมืองแร่กับน้ำจากบึงทะเลสีดอ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน 2561 00:00:53 น.
กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ชาวบ้านในนามกลุ่มฅน รักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ ได้รวมตัวกันประมาณ 30 คน เพื่อเดินทางไปคัดค้านการเปิดน้ำออกจากบึงทะเลสีดอต่อนายอำเภอบำเหน็จณรงค์ เนื่องจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหัวทะเล ได้เรียกร้องให้นายอำเภออนุมัติ/อนุญาตในการเปิดน้ำออกจากบึงทะเลสีดอทั้งหมด โดยนายก อบต. กล่าวอ้างว่าเพื่อลดการกัดเซาะของถนนที่ทำให้ถนนมีการชำรุดเสียหาย โดยให้เปิดน้ำออกจากบึงจนแห้ง และรอน้ำฝนใหม่ในปีนี้มาทดแทน

โดยเวลา 13.45 น. ชาวบ้านได้ทยอยเดินทางมาที่บริเวณทางระบายน้ำบึงทะเลสีดอ เพื่อมารอพบนายอำเภอบำเหน็จณรงค์ เนื่องจากได้รับทราบจากเสียงตามสายในหมู่บ้านว่า นายอำเภอจะมาลงพื้นที่ในเวลา 14.00 น. เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว

เวลา 14.45 น. นายอำเภอบำเหน็จณรงค์ พร้อมด้วยปลัดและกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ได้เดินทางมาถึงบริเวณทางระบายน้ำออกจากบึงทะเลสีดอ โดยไร้วี่แววนายก อบต. ซึ่งได้พูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ โดยกล่าวว่าก่อนที่จะมาพูดคุยกับชาวบ้านได้เข้าไปที่องค์การบริหารส่วนตำบลหัวทะเล เพื่อคุยกับนายก อบต. ในกรณีดังกล่าวแล้ว และได้ลงมาดูพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

โดยชาวบ้านได้กล่าวกับนายอำเภอว่า "ทำไมต้องเปิดน้ำออกจากบึง ทั้งที่ชาวบ้านต่างก็ใช้ประโยชน์จากบึงอยู่ โดยในช่วงนี้ไม่มีฝนตกลงมาเลย มีที่ไหนให้เปิดทิ้งแล้วรอน้ำฝนใหม่ มันไม่ได้มีอะไรรับประกันเลยว่าในปีนี้ฝนจะตกหนักเหมือนปีที่แล้ว ซึ่งในปีก่อนหน้านั้น น้ำก็ไม่พอใช้อยู่แล้ว"

ชาวบ้านตั้งคำถามต่อเจ้าหน้าที่รัฐด้วยว่า การที่บอกว่าน้ำกัดเซาะถนนจนทำให้ถนนพัง มันอยู่ที่มาตรฐานการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานเอง จะมาโทษว่าน้ำกัดเซาะไม่ได้ เพราะเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปีที่แล้ว มันเพิ่งมาท่วม หลาย 10 ปีก่อนมันไม่ได้ท่วมเลย และแห้งแล้งมาก ชาวบ้านต้องไปขอน้ำจากเขื่อนลำคันฉูมาใช้ทุกปี มีปีที่แล้วเท่านั้นที่ทั้งอำเภอมันท่วมกันหมด ไม่ใช่ท่วมเฉพาะบึงทะเลสีดอ ทำไมต้องมาเจาะจงตรงนี้ด้วย

"และถ้าปล่อยน้ำไปในช่วงนี้ น้ำมีความเค็มสูงกว่าปกติ เพราะแทบไม่มีฝนตกลงมาเลย ปล่อยไปก็เข้านาชาวบ้าน ทำให้ต้นข้าวตาย เพราะน้ำมันเค็มเกินไป" ชาวบ้านกล่าวชี้แจงกับนายอำเภอ

โดยนายอำเภอได้เดินตรวจสอบบริเวณโดยรอบและกล่าวกับชาวบ้านว่า "ผมไม่มีอำนาจหน้าที่ในการสั่งให้ใครเปิด-ปิดน้ำ ซึ่งถ้าต้องเปิดหรือปิดก็ต้องมาจากประชาชนในพื้นที่"

เวลา 15.01 น. ชาวบ้านได้ยื่นหนังสือคัดค้านการเปิดน้ำออกจากบึงทะเลสีดอกับนายอำเภอ ก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน โดยนายอำเภอได้เดินทางไปตรวจสอบทางระบายน้ำอีกจุดหนึ่งก่อนเดินทางกลับ เป็นที่น่าแปลกใจอย่างยิ่งในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ ที่ออกมาดิ้นรนเป็นเดือดเป็นร้อนในการเปิดให้น้ำระบายออกจากบึงทะเลสีดอ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญของตำบลหัวทะเล โดยชาวบ้านในพื้นที่ต่างพูดพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่อย่างแน่นอน หากวิเคราะห์ตามข้อเท็จจริงแล้วนั้น มีความเป็นไปได้ว่า

เหมืองแร่จะใช้บึงทะเลสีดอเป็นที่กักเก็บน้ำเพื่อใช้ในโครงการเหมืองแร่โปแตช ด้วยความช่วยเหลือของหน่วยงานราชการในพื้นที่ ด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา ในการแก้ไขปัญหาถนนหนทางที่ชำรุดอยู่แล้ว เพราะการก่อสร้างไม่มีคุณภาพ และการจัดการน้ำในพื้นที่ แต่กลับฟังไม่ขึ้น เพราะชาวบ้านรู้ทันในวัตถุประสงค์แอบแฝง

โดยเหมืองแร่จะใช้พื้นที่บึงทะเลสีดอเป็นพื้นที่ผันน้ำในยามน้ำท่วมเหมือง ซึ่งเห็นได้จากเมื่อปีที่แล้วปริมาณน้ำฝนที่ตกในอำเภอบำเหน็จณรงค์ค่อนข้างสูงกว่าปกติ จนน้ำเกินปริมาณที่อ่างเก็บน้ำลำคันฉูสามารถกักเก็บไว้ได้ จนต้องปล่อยน้ำในเขื่อนออกเพื่อป้องกันไม่ให้เขื่อนแตก จนไหลท่วมพื้นที่การเกษตรของชาวบ้านเสียหายในหลายพื้นที่ รวมทั้งเหมืองที่น้ำท่วมพื้นที่โครงการอย่างหนัก แต่ไม่มีพื้นที่สำรองในการผันน้ำออกเร่งด่วน เพราะอาจจะกระทบต่อหลุมขุดเจาะแร่ที่ไม่ควรในน้ำเข้าไปอย่างเด็ดขาด แต่ทว่าน้ำที่ท่วมกว่าจะลดก็ใช้เวลาเป็นอาทิตย์ ซึ่งพื้นที่ที่สามารถรองรับน้ำได้ดีคงหนีไม่พ้นแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างบึงทะเลสีดอ

กรณีน้ำจากแหล่งน้ำผิวดินซึมเข้าอุโมงค์ขุดเจาะแร่โปแตช จึงต้องให้น้ำผิวดินมีปริมาณที่น้อยลง เพื่อไม่ให้น้ำซึมเข้ามาในอุโมงค์ขุดเจาะแร่

ทั้งนี้ ตามกระบวนการขั้นตอนแล้วนั้น การที่จะขอเปิดน้ำออกจากบึงทะเลสีดอทั้งหมด ต้องมีการทำประชาคมหมู่บ้าน เนื่องจากชาวบ้านในพื้นที่ตำบลหัวทะเลต่างใช้ประโยชน์จากบึงทะเลสีดอทั้งสิ้น และบึงดังกล่าวยังมีระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของตำบลอีกด้วย ไม่ใช่การไปเรียกร้องให้นายอำเภอมีคำสั่งให้เปิดหรือปิดน้ำบึงทะเลสีดอ เพราะเจ้าของบึงทะเลสีดอไม่ใช่นายอำเภอ แต่เป็นประชาชนทุกคนในพื้นที่ตำบลหัวทะเลและในอำเภอบำเหน็จณรงค์ ซึ่งนายก อบต.น่าจะทราบดีในกรณีดังกล่าว ไม่เช่นนั้นคงไม่ได้เป็นข้าราชการการเมืองมาได้จนถึงทุกวันนี้.

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง