คอลัมน์: สมาธิชาวบ้าน: การใช้นิมิตเป็นเครื่องรู้

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน 2561 00:00:59 น.
อ.บูรพา ผดุงไทย

สมาธิจะเกิดขึ้นได้นั้น จิตจะต้องปั้นรวมกันเป็นหนึ่งให้ได้เสียก่อน เช่น การปฏิบัติสมาธิภาวนาด้วยวิธีการจับลมหายใจ บางคนก็บอกว่าต้องจับลมหายใจเข้า ลมหายใจออกเฉยๆ ก็เป็นสมาธิเอง แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้มีแค่การจับลมหายใจเท่านั้น แต่ต้องทำจนกว่าลมหายใจกับจิตรวมกันเป็นหนึ่ง ไม่พรากจากกัน ทำจนกระทั่งลมเป็นจิต จิตเป็นลม ถ้ามันไม่ถึงเคล็ดลับตรงนี้ละก็ จะไม่รู้เลยว่าสมาธิจริงๆ คืออะไร มันจะเป็นเพียงแค่สติที่จับลมหายใจเฉยๆ แต่ลมกับจิตมันไม่รวมกัน มันต้องทำให้อยู่อย่างไม่พรากจากกันให้ได้เสียก่อน ทำมันให้ไม่พรากจากกัน รวมกันเป็นหนึ่งได้เสร็จ จิตมันจะถอยออกจากความคิด ทำให้รู้ว่าเมื่อจิตมันเป็นอิสระจากอำนาจความครอบงำของความคิดทั้งหมด จิตมันทำให้ความคิดช้าลงๆ มันก็หยุดคิดและถอยออกมาถึงเห็นสมาธิ ถ้าปฏิบัติในรูปของฌานสมาธิ เมื่อทำสมาธิไป กายจะเบา จิตจะเบา กายจะค่อยๆ สงบขึ้น จิตก็สงบตาม จนกระทั่งกายหายไป ความคิดหายไป สัญญาหายไป เป็นขั้นอรูปฌาน ตั้งแต่ฌาน 1 จนถึงฌาน 8 มันก็เป็นลำดับขั้นอย่างนี้ เดินไปด้วยกันแบบนี้

แต่ว่าในส่วนของอรูปฌานนั้น ทำไปมันก็จะไม่เกิดปัญญา แต่มันจะพาเราจมดิ่งไปกับความว่าง พอไม่เกิดปัญญาเสร็จ แม้จะได้ฌานจริง แต่มันก็ขาดปัญญา ส่วนใหญ่จะไปติดอยู่ตรงนี้ บางคนก็ทำฌานจนตัวหายไป จิตหายไปได้หมด แต่จมนิ่งอยู่ในความสงบอย่างเดียว ติดอยู่ตรงนั้นเป็น 5 ปี 10 ปี มันต้องเดินปัญญาคู่กันไปด้วยถึงจะเจริญไปต่อได้ เพราะในที่สุดของปัญญาแล้วจะนำไปสู่โลกุตรปัญญา ที่มันจะทำให้เกิดภูมิรู้แจ้ง เมื่ออบรมคุณสมบัติของจิตได้จนถึงตรงนี้แล้ว ภาวะของจิตเดิมแท้มันก็จะปรากฏมีอาการอย่างนี้เอง กว่าจะถึงตรงนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร โดยทั่วไปของการฝึกเบื้องต้นนั้น เรามักจะให้ความสำคัญกับการเพ่ง เช่น เพ่งแสง เพ่งสี เพ่งลมหายใจ เพ่งจดจ่อไปกับคำภาวนา ตอนจิตมันเริ่มรวมช่วงแรกๆ มันยังไม่เป็นนิมิตหรอก แต่มันจะเปิดตาใน คือเราจะเริ่มเห็นภาพ ยังไงซะการเพ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเพ่งอะไร เราก็หลีกเลี่ยงภาพนิมิตไม่ได้ ยังไงก็เห็น เพียงแต่ว่าจะเห็นชัด ไม่ชัด เห็นช้าหรือเร็ว

บางคนฝึกจิตสมาธิโดยการเพ่งเครื่องรู้นี้ ยังไม่เข้าใจว่านิมิตที่แท้จริงเป็นอย่างไร แยกนิมิตกับความคิดไม่ออก เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ นิมิตต่างๆ ที่เราใช้เป็นเครื่องรู้มันก็จะชัดเจนขึ้น ถ้าเราสามารถน้อมนำมันมาเป็นเครื่องรู้ให้กับจิตได้ก็ถือว่าใช้ได้หมด อย่าไปสงสัยว่านิมิตแบบนั้นคืออะไร แสงแบบนี้หมายความว่าอะไร มันจะทำให้เราหลงทางเปล่า ที่สำคัญคือ จิตมีเครื่องรู้และจิตก็เพ่งไม่ส่งออกไปจากเครื่องรู้นั้น ไม่ส่งออกไปสู่ความคิดใดๆ จิตกับเครื่องรู้นั้นทำงานร่วมกัน แนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกัน มันก็จะถอยออกมาจากกลุ่มความคิดเป็นสมาธิ เราจะเห็นเลยว่าขณะที่จิตมันถอยออกมาจากกลุ่มความคิดนั้น ความคิดมันจะน้อยลง และค่อยๆ ช้าลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุด ความคิดมันจะหยุด ในจังหวะที่จิตมันหยุดคิดนั้น อำนาจที่มันพ้นจากความคิด มันก็จะเกิดขึ้นเป็นสมาธิ เราก็จะเกิดความรู้ว่าสมาธิที่เป็นอิสระมันเป็นแบบนี้ ตัวรู้มันยังทำงานอยู่ แต่ไม่มีอะไรให้รู้ ส่วนภาพนิมิตที่ยึดเป็นเครื่องรู้ของจิตในตอนแรกนั้น มันก็หมดหน้าที่ของมันตรงนี้นี่เอง เพราะฉะนั้นอย่าไปหลงคิดกับภาพนิมิตต่างๆ ว่ามันคืออะไร หมายความว่าอะไร ไม่ต้องไปหาคำตอบมันจะทำให้เราเสียเวลาเปล่าๆ เพราะแต่ละคนมันก็เกิดนิมิตไม่เหมือนกัน มันจะไปกำหนดความหมายอะไรคงไม่ได้ เพราะมันแล้วแต่คนเห็นไม่เหมือนกัน เห็นตามแต่สัญญาเก่ามันมีอยู่ ถ้าเราไปยึดติดกับความหมายว่ามันคืออะไร ก็จะทำให้หลงติดไปไกล แท้จริงมันเป็นแค่อาการของจิตภายในเบื้องต้นเท่านั้น ขณะที่ตาที่สามภายในมันเปิดนั้น มันก็มีอาการคล้ายอย่างนี้ แต่พอเปิดแล้ว มันเห็นนิมิตต่างกันตามจริตและสัญญาของแต่ละคน แต่ต้องจำไว้ว่า แม้นิมิตจะไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้ว การปฏิบัติมันเหมือนกัน แบบเดียวกัน

สิ่งสำคัญคือไม่ว่าเราจะปฏิบัติด้วยวิธีการเพ่งแบบใดก็ตาม เราต้องมีความเพียรเป็นเบื้องต้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันจะชัดเจนไม่ได้เลยหากเราไม่มีความเพียรที่จะทำมัน สมาธิก็จะขาดๆ หายๆ สุดท้ายก็ถดถอยลงจนต้องเริ่มมานับ 1 ใหม่ มันต้องฝึกฝนอบรมจิตอย่างต่อเนื่องให้ลึกลงไปกว่านั้น มันต้องปฏิบัติจนเข้าถึงความเดิมแท้ของจิต เป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้ ตอนแรกๆ ที่ปฏิบัติแล้วเกิดทิพย์จักษุญาณนั้น มันยังไม่สามารถเอาไปพัฒนาจิตอะไรได้ มันเป็นแค่สิ่งที่เกิดจากความคิดของเราเองเท่านั้น แต่เราไม่รู้ตัวจนกว่าจะเห็นมันมั่นคง และย้ายนิมิตนั้นไปอยู่ในจิต เมื่อจิตเห็นสิ่งนั้นเป็นเครื่องรู้ของจิตแล้ว มันจะย่อขยายดึงเข้า-ดึงออกได้ ยิ่งเพ่งไปมันก็จะยิ่งบางลงๆ กายเป็นเพชร เบาลงจนมันหายไปเลย รู้หายไปจากจิต ตัวตน ความคิดมันก็หายไปหมด เข้าสู่สมาบัติ 8 หลังจากนั้นจิตดวงเดียวล้วนๆ มันก็จะสว่างขึ้นมาเป็นความเดิมแท้ของจิตละ เมื่อรู้มันค้นพบถึงตรงนี้ มันก็จะเห็นความจริงของจิตที่มันรู้ แต่ว่าไม่มีอะไรให้มันรู้ แต่รู้มันรู้อยู่ บางครั้งสัญญามันก็หายติดๆ ดับๆ อยู่อย่างนี้ ครูบาอาจารย์ก็จะผลักให้ไปเดินในภูมิวิปัสสนาอย่างเดียว เจริญปัญญาจนสุดก็กลับมาทำฌานอีก สลับไปสลับมาอยู่อย่างนี้ ทุกครั้งที่สลับขึ้น ภูมิวิปัสสนาจิตมันก็จะพัฒนาขึ้นจนถึงปัญญาแห่งความหลุดพ้นในที่สุด.

สามารถติดตาม อ.บูรพา ได้ที่http://www.facebook.com/burapa84000
หรือ search หา "อ.บูรพา ผดุงไทย"
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง