ข่าวอินโฟเควสท์
23:05 สหรัฐเผยยอดขายบ้านมือสองเพิ่มขึ้นสวนทางคาดการณ์ในเดือนพ.ย.   สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองเพิ่ม…
22:43 "ทรัมป์"ประกาศชัยชนะเหนือ IS ในซีเรีย ขณะเตรียมถอนทหารสหรัฐกลับประเทศ   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ทวีตข้อความในวันนี้ ประกาศชัยชนะของสหรัฐเหนือ…
22:31 วุฒิสภาสหรัฐเตรียมเสนองบประมาณชั่วคราว เลี่ยงวิกฤตชัตดาวน์   วุฒิสภาสหรัฐเตรียมเสนองบประมาณชั่วคราวที่จะช่วยให้หน่วยงานของรัฐบาลมีงบประมาณในการ…
22:13 ดาวโจนส์พุ่งกว่า 100 จุด ขานรับคาดการณ์เฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ยปีหน้า   ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นกว่า 100 จุดในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาผลการประชุมของธ…
21:50 ราคาหุ้น GE พุ่ง 6% นักวิเคราะห์เชียร์ซื้อ ขณะเพิ่มอันดับความน่าลงทุน   ราคาหุ้นของบริษัทเจเนอรัล อิเลคทริค (GE) พุ่งขึ้นในวันนี้ หลังจากที่นัก…

คอลัมน์: อาทิตย์เอกเขนก: 'เอกนิติ'ข้าราชการรุ่นใหม่ไฟแรง กับหลักคิด'ให้โอกาสคนเก่งทำงานเต็มที่'

ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม 2561 00:00:28 น.

เข้ารับตำแหน่ง "อธิบดีกรมสรรพากร" อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว สำหรับ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นข้าราชการรุ่นใหม่ไฟแรงของกระทรวงการคลัง ด้วยความรู้ความสามารถรอบด้าน ทำงานด้วยความตั้งใจและทุ่มเท จนกลายเป็นอีกหนึ่งข้าราชการที่น่าจับตามองด้านฝีไม้ลายมืออีกคนหนึ่ง!

เอกนิติ เล่าว่า เริ่มต้นชีวิตข้าราชการที่ "กรมสรรพากร" นี่แหละ หลังจากนั้นก็ขยับขยายไปรับราชการในส่วนอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย โดยที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักก็คงจะในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ที่สร้างผลงานจนเป็นที่ยอมรับกับทุกฝ่าย ซึ่งการทำงานของ เอกนิติ ไม่ว่าจะหน้าที่ไหนก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความทุ่มเทอย่างถึงที่สุดทุกงาน!

ทั้งนี้ ในฐานะ "อธิบดีกรมสรรพากร" คนใหม่ ได้วางเป้าหมายในการเข้ามาทำงานในตำแหน่งปัจจุบันแล้วว่า ตั้งใจจะยกระดับและปรับเปลี่ยนกรมสรรพากรให้เป็น กรมสรรพากรดิจิทัล เพราะเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ดังนั้น มองว่าการนำเรื่องดาต้าและเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ เข้ามาช่วยเสริมการทำงานของกรมสรรพากร จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีและการให้บริการประชาชนได้เป็นอย่างดี

แนวคิดหลักในการทำงานที่กรมสรรพากรของเอกนิติ คือ ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และการบริการประชาชนเป็นอย่างดี ตรงนี้เป็นหัวใจของชาวสรรพากรในยุคดิจิทัล โดยนโยบายการทำงานที่สำคัญมี 4 เรื่องหลักด้วยกัน เริ่มต้นที่ ประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี การขยายฐานภาษี สิ่งแรกที่ต้องรู้คือ จะทำอย่างไรให้คนที่อยู่นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ

"ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เป็นคนดี อยากเสียภาษีให้ถูกต้อง ตรงนี้กรมต้องบริการ ต้องช่วย การกรอกภาษีเป็นเรื่องยุ่งยาก ต้องไปดูว่าทำอย่างไรจะอำนวยความสะดวกได้ และสิ่งสำคัญที่อยากให้กรมสรรพากรนำไปใช้ นั่นคือ นโยบายของ เอกนิติ คือเปลี่ยนจาก ยักษ์ เป็น ยิ้ม และแยก คนดี กับ คนเลว โดยคนเลวเราจะต้องจัดการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่มีผ่อนปรน ส่วนคนดีก็ทำให้เข้ามาอยู่ในฐานระบบภาษี สนับสนุนให้ทำถูกกฎหมายผ่านระบบดิจิทัลที่จะนำมาใช้นั่นเอง"

การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีด้วยการดึงระบบดิจิทัลมาใช้ เพราะเราเห็นช่องทางว่า ปัจจุบันกรมสรรพากรมีข้อมูลเยอะ ถ้าเราสามารถเชื่อมข้อมูลทั้งหมดได้ ไปจนถึงเชื่อมข้อมูลกับหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจต่างๆ เช่น ข้อมูลค่าน้ำ ค่าไฟ ซึ่งสามารถเอามาพิสูจน์คนดี คนไม่ดี หรือคนที่มีเจตนาหลบเลี่ยงภาษีได้

เราสามารถเอาข้อมูลทั้งหมดมาพิจารณา และจะทำให้เรารู้ได้เลยว่าคนไหนเป็นคนดี คนไหนไม่ได้ตั้งใจในการโกงภาษี คนไหนเป็นคนเลว ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีให้ประเทศไทยได้ สิ่งที่อยากฝากไว้กับเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรทั่วประเทศคือ เราต้องสนับสนุนให้คนดีเข้าระบบ ต้องดูแล บริการให้ดี คืนภาษีต้องเร็ว แต่คนไม่ดีที่โกงภาษีต้องจัดการให้เด็ดขาด ได้รับโทษรุนแรงตามกฎหมาย ต้องเอาจริงเอาจัง สิ่งที่ผมทำเสมอคือ อ่อนนอก แข็งใน อ่อนนอกคือ อ่อนน้อมถ่อมตนกับผู้เสียภาษี แข็งในคือ คนโกงต้องจัดการโดยไม่มีข้อยกเว้น!

นอกจากนี้ยังจะสานต่อเรื่องการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการทำบัญชีชุดเดียว ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2562 เป็นต้นไป ผู้ประกอบการจะต้องใช้บัญชีที่ยื่นกับกรมสรรพากรในการวิเคราะห์เพื่อขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน สิ่งที่อยากทำในส่วนนี้คือ การหาพันธมิตรเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจจะร่วมมือกับสภาวิชาชีพการบัญชี ผู้สอบบัญชี สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมาคมธนาคารไทย และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กลุ่มจังหวัด ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเหล่านี้ให้จัดทำบัญชีชุดเดียวอย่างถูกต้อง โดยเน้นที่ปัจจุบันและมองไปข้างหน้า

ต่อมาคือ การยกระดับการให้บริการประชาชนด้วยการดึงเอา "ระบบดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น" มาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ช่วยปราบโกง โดยในระยะถัดไปกรมสรรพากรจะเปิดระบบให้กับระบบที่ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาขึ้น เปิดแพลตฟอร์มแล้วกำกับให้ได้มาตรฐาน ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยบริการประชาชนได้ดีขึ้น พร้อมทั้งรองรับนโยบาย "ซีโรก๊อบปี้" ของรัฐบาล หลักฐานอะไรที่ต้องทำก็เดินหน้าทำไป ส่วนอะไรที่สามารถยกเลิกได้ก็ดำเนินการ โดยในระยะต่อไปจะมีการเปิดไลน์ออฟฟิเชียลของกรมสรรพากร เพื่อสามารถสื่อสารกับภาคเอกชนและประชาชนได้ ซึ่งตรงนี้จะให้มีการแจ้งเบาะแส การบริการประชาชนในรูปแบบต่างๆ ที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว และโปร่งใสมากขึ้น

สำหรับนโยบายถัดมาของ เอกนิติคือ ด้านภาษี วางภาพไว้ชัดเจนว่าจะมีการรับฟังความคิดเห็นของภาคปฏิบัติการเพิ่มขึ้น จะไม่ทำหน้าที่เพียงออกนโยบายการทำงานเพียงอย่างเดียว ทุกอย่างต้องถูกขับเคลื่อนควบคู่กันไป พร้อมทั้งมีการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับระบบดิจิทัล เพราะเชื่อว่าหากวันนึงไม่มีการปรับกฎ ระเบียบให้สอดคล้องกับดิจิทัล ฐานรายได้ของกรมสรรพากรก็จะถูกดึงให้หายไปด้วยนั่นเอง

เอกนิติ เล่าถึงนโยบายสุดท้ายซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้นโยบายด้านอื่นๆ นั่นคือ การพัฒนาบุคลากร โดยหลักสำคัญของบุคลากรของกรมสรรพากรคือ ต้องเป็นคนดีและคนเก่งที่มีความสุข! "อธิบดีกรมสรรพากร" อธิบายว่า การมุ่งเน้นเรื่องคนดี คนเก่งที่มีความสุข เป็นหนึ่งในแนวทางการทำงานสมัยที่ยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการ สคร. และเมื่อมารับตำแหน่งที่กรมสรรพากรก็ยังจะใช้แนวทางเดียวกัน

ยอมรับว่าคนสรรพากรลำบาก หลายคนทำงานกระจายอยู่ทั่วประเทศ และปัจจุบันค่าครองชีพสูง บ้านพักไม่มี ดังนั้นเรื่องสวัสดิการจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญไปด้วย และเท่าที่ได้สัมผัสมากับตัวเอง พบว่า คนกรมสรรพากรโดยเฉพาะระดับผู้บริหารเป็นคนเก่งมาก จึงมีแนวคิดที่จะตั้งโรงเรียนสรรพากร เปิดให้รุ่นพี่ที่จะเกษียณอายุราชการถ่ายทอดวิชาองค์ความรู้ต่างๆ ให้กับรุ่นน้อง ลักษณะพี่สอนน้อง เด็กรุ่นใหม่ๆ ก็จะได้มีวิทยายุทธ์ไว้ทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนต่อไป

มาถึงตรงนี้ เอกนิติ กล่าวยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเข้มแข็งว่า หลักคิดในการทำงานของตัวเองคือ คนดีต้องไม่วิ่งเต้น ชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ผมไม่เคยวิ่งเต้น และไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องพรรคพวก ผมพร้อมโปรโมตคนดี ให้โอกาสคนเก่งทำงานอย่างเต็มที่ ผมเน้นที่คนดี เน้นเรื่องคุณธรรม ความซื่อสัตย์ ทีมเวิร์ก ควบคู่ไปกับสวัสดิการและชมรมสันทนาการต่างๆ เพราะเชื่อว่าชีวิตต้องสมดุล นี่เป็นสิ่งที่ผมคิดในเรื่องการพัฒนาบุคลากร.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง