คอลัมน์: เวทีสาธารณะ: เปรียบเทียบกม.คุมแอลกอฮอล์ไทย-เวียดนาม

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม 2561 00:00:55 น.
สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)

ประเทศเวียดนามยังมีปัญหาในการควบคุมปริมาณและคุณภาพของแอลกอฮอล์ เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายกำหนดให้ผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องขออนุญาตผลิต ทำให้ในชนบท หรือเมืองบางแห่ง ผลิตเหล้าพื้นบ้านได้โดยไม่ต้องขออนุญาตและจำหน่าย ซึ่งประชากรเวียดนามส่วนใหญ่ยังเป็นวัยทำงานในพื้นที่อุตสาหกรรม ทำให้มีกำลังซื้อสูง

แน่นอนว่า เมื่ออัตราการดื่มเพิ่มสูงขึ้น อัตราการเกิดปัญหาสังคมต่างๆ ก็ตามมา โดยการศึกษาพบว่า ปัญหาอุบัติเหตุจากถนนที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ ตัวเลขใน 4 วันในงานเทศกาลไหว้พระจันทร์ ปี 2018 จากการเก็บในห้องฉุกเฉินของ Viet Duc Hospital มีทั้งหมด 500 กรณี โดย 60% มีอาการเมาสุรา อันนี้จะคล้ายงานเทศกาลของไทย ทั้งนี้ ในด้านเศรษฐกิจ การศึกษาต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ โดยประมาณการ ประเทศเวียดนาม ณ ขณะนี้น่าจะมีความเสียหายทางเศรษฐศาสตร์ที่ 60 ล้านล้านดองต่อปี หรือประมาณ 8 หมื่นล้านบาทไทย แต่ถ้าเทียบไทยแล้ว เราสูญเสียแต่ละปีประมาณหนึ่งแสนห้าหมื่นล้านบาท

การยกร่างกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศเวียดนาม

สถานการณ์ปัญหาที่ได้กล่าวมาเป็นสัญญาณเตือนว่าต้องรีบแก้ไข โดยรัฐบาลเวียดนามได้เสนอให้สมัชชาแห่งชาติเวียดนามรับรองการยกร่างกฎหมายเพื่อควบคุมแอลกอฮอล์ในปี 2017 โดยกำหนดให้ร่างกฎหมายนี้เข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาและผ่านสมัชชาแห่งชาติเวียดนาม ภายในปี 2018 เพื่อประกาศใช้ในปี 2019

หลังจากได้ไฟเขียวจากรัฐบาลแล้ว คณะทำงานยกร่างได้ศึกษากรอบแนวทางคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก และกฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์จากประเทศต่างๆ รวมทั้งของประเทศ ไทย และได้มีโอกาสศึกษารูปแบบกฎหมายของไทย โดยมีสาระสำคัญของกฎหมายครอบคลุมตามแนวทางที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ แต่จะมีลักษณะเฉพาะของประเทศที่น่าสนใจ ดังนี้

1.การควบคุมการโฆษณาและส่งเสริมการ   ขาย มีการเขียนแยกเป็นข้อที่น่าสนใจ คือ (1) การห้ามการโปรโมชั่นด้านราคาทางตรงกับผู้บริโภค และการแข่งขันด้วยราคาก็ห้าม (2) การห้ามโฆษณารูปแบบอื่นๆ จะเน้นไปที่ห้ามการโฆษณาในแอลกอฮอล์ที่มีขนาด 15 ดีกรีขึ้นไป แต่กรณีที่แอลกอฮอล์ต่ำกว่า 15% จะโฆษณาได้เฉพาะบางช่องทางสื่อสาร (3) ห้ามการเป็นสปอนเซอร์ซิฟในงานวัฒนธรรม ศิลปะ การสาธารณสุข การศึกษา กีฬาและนันทนาการ รวมทั้งห้ามใช้สินค้าเพื่อการโปรโมชั่น และห้ามใช้ตราสินค้าแอลกอฮอล์ไปใช้ในสินค้าอื่นๆ

2.ข้อกำหนดเรื่องการควบคุมใบอนุญาตผลิตและใบอนุญาตขาย กรณีที่ทำเพื่อการค้าต้องมีใบอนุญาตผลิต ส่วนที่จะขายต้องมีใบอนุญาตขาย โดยใบอนุญาตขายจะกำหนดระยะห่างของร้านค้าแต่ละร้าน รวมทั้งยังกำหนดพื้นที่ที่ปลอดการขายแอลกอฮอล์ไว้อีกด้วย

ถ้าได้ครบหมดแบบนี้ก้าวหน้ากว่าบ้านเราทีเดียว แต่มีข้อจำกัดเรื่องกรณีที่เป็นการผลิตเพื่อดื่มกินกันเอง ซึ่งประเทศเวียดนามไม่ได้ห้ามการผลิตทั่วไป ทำให้เป็นข้อกังวลว่า กลุ่มผู้ผลิตเพื่อดื่มกันเองจะควบคุมอย่างไร และกลายเป็นข้อต่อรองจากอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ว่าทำไมไม่จัดการกลุ่มผู้ผลิตเหล่านี้ รวมทั้งปัญหาคุณภาพของเหล้าต้มด้วย ทางทีมงานได้เขียนทางออกว่าจะค่อยๆ ควบคุมโดยต้องขออนุญาตผลิตก่อน โดยให้กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ากำหนด road map ร่วมกับหน่วยงานระดับจังหวัดละท้องถิ่น ทั้งนี้ ในประสบการณ์ของเรา หากเปิดช่องแบบนี้ไว้ก็จะกลายเป็นโอกาสให้มีการผลิตแล้วลักลอบจำหน่ายกันอยู่ดี

3.การควบคุมสถานที่ เวลา และอายุ โดยกำหนดอายุที่ไม่สามารถซื้อได้ที่ต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งต่ำกว่าไทยที่กำหนดที่ 20 ปี 4.ที่มาของเงินกองทุน เพื่อใช้ในการดำเนินงานตามกฎหมาย ทางทีมงานได้เสนอให้เก็บภาษีแบบ สสส. ซึ่งจริงๆ แล้วเวียดนามมีกองทุนแบบ สสส. โดยภาษีบุหรี่อยู่แล้ว ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องเงินทุนได้มีการอภิปรายอย่างเข้มแข็งของรัฐมนตรีสาธารณสุขเวียดนามว่า การแก้ปัญหานี้ต้องใช้เงินทุนและเงินทุนจากระบบภาษี sin tax เหมาะสมที่สุด

ข้อสังเกตต่อเนื้อหาการร่างกฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์ของเวียดนาม พบว่ามีมาตราที่กำหนดให้หน่วยงานต่างๆ ทำหน้าที่อะไร เพื่ออะไร ชัดเจนมากๆ รวมทั้งเขียนถึงว่าธุรกิจแอลกอฮอล์ต้องรับผิดชอบอะไร ต้องปฏิบัติตามมาตราไหนบ้าง รวมไปถึงให้อบรมสาวเชียร์เบียร์ให้รู้เรื่องปัญหา รู้กฎหมาย รู้การสังเกตคนเมา สังเกตอายุคนซื้อ ซึ่งบ้านเราไม่มีความรู้สึกว่าต้องเขียนไปถึงขั้นนั้น.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง