คอลัมน์ทรรศนะ: บทเรียน-บทสรุป จากเอเชียนเกมส์ 2018

ข่าวทั่วไป 2 กันยายน พ.ศ. 2561 —หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

(1)

อาทิตย์นี้...ตรงกับวันที่ 2 กันยายน วันปิดมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย แบบพอดิบ-พอดี บรรดา ไทยเชียร์ไทยทั้งหลาย อาจพอได้หายคอแหบ-คอแห้งกันมั่ง แต่คงอดไม่ได้ที่จะต้องเหงาๆ อยู่พอประมาณ เพราะกว่าจะมีโอกาสได้ ไทยเชียร์ไทย แบบสุดเดช สุดด้าม ก็คงต้องรอไปอีก 4 ปีข้างหน้า จนกว่าจะถึงเอเชียนเกมส์ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน ในปี ค.ศ.2022 หรือ พ.ศ.2565 โน่นเลย...

(2)

ส่วนเอเชียนเกมส์คราวนี้...ไทยจะคว้าเหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองแดง มาได้ซักกี่เหรียญ ขณะที่เขียนต้นฉบับชิ้นนี้ก็ยังไม่เป็นที่ทราบชัด แต่ก็เอาเป็นว่า...น่าจะพอท้วมๆ พอประมาณ สมควรแก่อัตภาพ ไม่ถึงกับน่าเกลียด น่าชังจนเกินไป แม้ว่ายังไม่สะอก สะใจ พ่อเจ้าประคุณรุนช่องในบางเรื่อง บางประเภท ซึ่งอาจถือเป็นบทเรียน เป็นประสบการณ์ ที่ต้องเก็บมานั่งทบทวน หวนคิด กันไปตามสภาพ อะไรที่ดีแล้ว...คงต้องหาทางดำรง รักษา ประคับประคอง ให้ดีต่อๆ ไป ส่วนอะไรที่ออกไปทางแย่ๆ ก็คงต้องหันมาสรุปบทเรียนกันใหม่ ไม่ต่างไปจากประเทศทั้งประเทศ ที่ต้องมีทั้งดีมั่ง แย่มั่ง สลับสับเปลี่ยนกันไป เพราะโอกาสที่จะให้เพอร์เฟ็กต์ สเปกตรัม ไปในทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกเรื่อง ทุกราวนั้น มันน่าจะออกไปทางเพ้อ ทางละเมอซะล่ะมากกว่า...

(3)

ถ้าจำไม่ผิด...เหรียญทองเหรียญแรกของเอเชียนเกมส์คราวนี้ น่าจะมาจาก สมาคมเทควันโด อีกแล้วนั่นแหละ และยังตามมาด้วยเหรียญเงิน เหรียญทองแดง อีกเป็นจำนวนไม่น้อย สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพ ศักยภาพ อันแข็งแกร่งและต่อเนื่องสม่ำเสมอของสมาคมแห่งนี้ โดยเฉพาะนับตั้งแต่ลูกชายของคุณ เฉลิมพันธุ์ ศรีวิกรม์ ผู้วายชนม์ไปแล้ว แต่ยังอุตส่าห์ทิ้งทายาทอย่างคุณ พิมล ศรีวิกรม์ ให้เป็นมรดกตกทอด เป็นสมบัติชิ้นงามของสังคมไทย เพราะนับตั้งแต่การเข้าไปนั่งเก้าอี้นายกสมาคมเทควันโดของอดีตหนุ่มน้อยรายนี้ กีฬาเทควันโดที่แทบไม่เป็นที่รู้จักของใครต่อใครมาก่อน ก็โตวันโตคืน กลายเป็นโรงงานผลิตเหรียญให้กับประเทศไทย ไม่ว่าจะในมหกรรมกีฬาไหนๆ ไล่มาตั้งแต่ซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ ไปจนโอลิมปิก โน่นเลย ที่ต้องมีเหรียญจากเทควันโด มาให้ชื่นชมซักหนึ่งเหรีญ สองเหรียญ หรือกี่เหรียญไปตามสภาพ...

(4)

คือคุณ พิมล นั้น...ท่านคงเข้าไปดูแล รับผิดชอบ สมาคมแห่งนี้ด้วย ใจ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผลประโยชน์ ไม่ว่าในทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือแม้แต่บารมีส่วนตัวด้วยกันทั้งสิ้น ถึงรวยไม่เสร็จอยู่แล้ว และไม่ได้เป็นนักการเมืองอีกต่อไปแล้ว แต่อดีตคนหนุ่มรายนี้ ก็ยังคงยืนหยัดปลุกปั้นสมาคมภายใต้บทบาทความรับผิดชอบของตัวเองต่อไปเรื่อยๆ อย่างเสมอต้น เสมอปลาย จนทำให้กีฬาเทควันโดกลายเป็นแหล่งผลิตเหรียญให้กับประเทศไทย ไม่ต่างอะไรไปจากกีฬาเซปักตะกร้อ มวยสมัครเล่น ที่ถือเป็นกีฬาประเภทฝังอยู่ในสัญชาตญาณคนไทยมาตั้งแต่อ้อน แต่ออก...

(5)

ส่วน สมาคมแบดมินตัน...แม้คราวนี้ อาจไม่ได้เหรียญใดๆ ติดไม้ ติดมือ มาเลยหรือไม่ อย่างไร ก็จำไม่ได้ถนัด แต่ก็ถือเป็นสมาคมที่ช่วยยกระดับชื่อเสียง เกียรติภูมิ ให้กับประเทศไทยมิใช่น้อย โดยเฉพาะในแวดวงแบนมินตันระดับโลก มาตั้งแต่ยุคนายกสมาคม เจริญ วรรธนะสิน จนกระทั่งยุคของคุณหญิง ปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ชนิดชื่อของ น้องเมย์, น้องแน็ต และน้องอะไรต่อมิอะไร เป็นชื่อที่บรรดา ไทยเชียร์ไทย มีโอกาสได้หยิบมาพูด มาลุ้น แทบทุกครั้ง ของการแข่งขันกีฬาประเภทนี้ในทุกๆ ทัวร์นาเมนต์ ไม่ต่างไปจาก สมาคมยกน้ำหนัก ด้วยความต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ของคุณ บุษบา ยอดบางเตย อย่างน้อยก็ต้องคว้าเหรียญใด เหรียญหนึ่ง รางวัลใด รางวัลหนึ่ง ติดไม้ ติดมือมาได้อย่างไม่ขาดสาย...(6)

สำหรับ สมาคมวอลเลย์บอล นั้น...แทบไม่ต้องพูดถึง เพราะเป็นตัวที่ทำให้พวก ไทยเชียร์ไทย ต้องคอแหบ-คอแห้ง ต้องเปล่งเสียง ไทยแลนด์สู้ๆ ชนิดเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า มาโดยตลอด ไม่ว่าขณะต้องเผชิญหน้ากับทีมวอลเลย์ระดับโลก อย่างบราซิล อเมริกา รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฯลฯ คือมีโอกาสได้รัก ได้ลุ้น กันในแทบทุกแมตช์ ทุกๆ เซต และก็ไม่ถึงกับน่าแปลกใจนัก เมื่อเหลือบไปเห็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมวอลเลย์บอล อย่างคุณ สมพร ใช้บางยาง อดีตผู้ว่าราชการหลายจังหวัด อดีตกรรมการสภามหาวิทยาลัยไม่รู้กี่ต่อกี่มหาวิทยาลัย อดีตกรรมการ สสส. ที่โดยประวัติความเป็นมา สามารถใช้เป็นตัวรองรับความรุ่งโรจน์ ความเจริญเติบโต ของกิจกรรมต่างๆ ภายใต้ความรับผิดชอบของบุคคลผู้นี้ได้เป็นอย่างดี...

(7)

แต่รายของ สมาคมกรีฑาแห่งประเทศไทย ที่ไม่ใช่แต่เฉพาะเอเชียนเกมส์คราวนี้ หลายต่อหลายครั้ง หลายต่อหลายยุค ชักเป็นอะไรที่สาละวันเตี้ยลงๆ หนักขึ้นเรื่อยๆ ความยิ่งใหญ่ เกรียงไกร ยุคที่ประเทศไทยยังมีนักวิ่ง นักกรีฑา ระดับ อาณัติ รัตนพล สุชาติ แจสุรภาพ หรือ เรวดี ศรีท้าว ฯลฯ อะไรประมาณนั้น ออกไปทางหายเกลี้ยง!!! หรือหายวับไปกับตา ชนิดไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มี แต่ไม่ถึงกับน่าแปลกใจอะไรมากมาย เมื่อพลิกไปดูชื่อของนายกสมาคม ที่ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า ผู้ซึ่งครองตำแหน่งนี้มาอย่างยืดเยื้อ ยาว นาน ถึง 7 สมัยด้วยกัน ก็คือ พลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์ อดีต ผบ.ตร.ของเราผู้นี้นี่เอง!!! อันนี้...ก็เลยต้องเรียกว่า จบข่าว ไม่ต้องเสียเวลาคิดมาก คิดเล็ก คิดน้อย อะไรต่อไปอีกแล้ว มีแต่ต้องหันไปสวดภาวนา กุศลาธรรมา อกุศลาธรรมา ก่อนขึ้นเมรุ รอเผาจริง เผาหลอก กันไปตามสภาพ...


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ