จาก 'ปรองดอง'...ถึง... 'ปราบโกง'

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พฤหัสบดีที่ 13 กันยายน 2561 00:00:40 น.

หมายเหตุ * เนื้อหาส่วนหนึ่งที่ พล.อ.อัฏฐพร เจริญพานิช กรรม การร่างรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ในหนังสือ "ความในใจของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2560"

"...กรธ.ได้รับกรอบการร่างรัฐธรรมนูญตามความมุ่งหมายของ คสช. เพิ่มเติมมาอีก 5 เรื่อง ซึ่งมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่ถึง 2 เรื่อง คือ

"ให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการปฏิรูปและสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นให้ได้" และ

"ให้มีแนวทางการขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างได้ผล" .... ท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ในฐานะประธาน กรธ. ซึ่งต่อไปนี้ผมขอกล่าวถึงด้วยความเคารพนับถือว่า "ท่านอาจารย์" ได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับปัญหาที่ว่า กรธ.จะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการปฏิรูปและสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ท่านอาจารย์ได้มีคำสั่ง กรธ. ที่ 014/2558 ลงวันที่ 15 ต.ค.58 และคำสั่ง กรธ. (เพิ่มเติม) แต่งตั้งอนุกรรมการศึกษาประเด็นปัญหาการสร้างความปรองดอง (อนุฯ ปรองดอง) ขึ้นเป็นคณะแรก ประกอบด้วย นายภุมรัตน์ ทักษาดิพงศ์ เป็นประธานฯ นายสุพจน์ ไข่มุกด์ เป็นรองประธานฯ พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ พลเอกนิวัติ ศรีเพ็ญ   นายภัทระ คำพิทักษ์ พลตรีวิระ โรจนวาศ นายสมชาย แสวงการ นายอมร วาณิชวิวัฒน์ นายอุดม รัฐอมฤต นายชัยวัฒน์ สุรวิชัย นายถวิล เปลี่ยนศรี และผมเป็นอนุกรรมการฯ นางสาวอมตพร แสงเดช เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ

อนุฯ ปรอง ดองได้ประชุมกันรวม 11 ครั้ง หลายครั้งท่านอาจารย์ได้ให้เกียรติเข้าร่วมในการประชุมปรึกษาและให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์แก่คณะอนุฯ ปรองดองเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่อนุฯ ปรองดองได้ร่วมกันค้นคว้าหาความจริงเพื่อนำมาสู่การแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็น รวมทั้งการศึกษาจากรายงานที่คณะกรรมการชุดอื่นๆ ได้ทำไว้ก่อนแล้ว เช่น รายงานของ ดร.คณิต ณ นคร รายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย รายงานของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน วุฒิสภา ฯลฯ แล้ว เห็นว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดความขัดแย้งจนนำไปสู่ความรุนแรง นับตั้งแต่ปี 2547 ถึงปี 2557 แบ่งได้เป็น 4 ช่วงเหตุการณ์ ซึ่งผมขอกล่าวโดยสรุปเพื่อกันลืม ดังนี้

ช่วงที่ 1 พ.ศ.2547-2549 ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันเรียกว่า "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" (พธม.) ที่ออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในข้อหาหลักคือ การทุจริตประพฤติมิชอบและการล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ในที่สุด คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) นำโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เข้ายึดอำนาจเมื่อ 19 ก.ย.49 และจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวโดยพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 50 จนนำไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งพรรคไทยรักไทยกลับมาได้เสียงข้างมากเช่นเดิม

ช่วงที่ 2 พ.ศ.2551 เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม พธม. กับรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลนายสมชายเป็นหุ่นเชิดของระบอบทักษิณซึ่งใช้อำนาจในทางที่ผิดด้วยการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ มีการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการต่างๆ มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อประโยชน์ของตนเองและครอบครัว ที่เรียกว่า "คอร์รัปชันเชิงนโยบาย" เป็นเผด็จการรัฐสภาใช้อำนาจในการแทรกแซงสื่อ แทรกแซงการทำงานของข้าราชการประจำ กลุ่ม พธม.พยายามขัดขวางการทำงานของรัฐบาลด้วยการชุมนุมโดยสงบ สันติ และปราศจากอาวุธ มีการบุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล บุกเข้าไปในท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและดอนเมือง รวมทั้งการปิดล้อมอาคารรัฐสภาซึ่งนำไปสูการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม จนทำให้มีผู้ชุมนุมบาดเจ็บและเสียชีวิต เหตุการณ์จบลงด้วยการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเวลาต่อมา เมื่อนายสมชายพ้นจากตำแหน่งเพราะพรรคถูกยุบตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน

ช่วงที่ 3 พ.ศ.2552-2553 พรรคไทยรักไทยซึ่งกลายมาเป็นพรรคฝ่ายค้านต้องการรักษาอำนาจในระบอบทักษิณต่อไป มีการจัดตั้งกลุ่มประชาชนเรียกว่า "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) สมาชิกใช้เสื้อสีแดงเป็นสัญลักษณ์ เรียกกันว่า "กลุ่มเสื้อแดง" รวมตัวกันเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลอภิสิทธิ์ โดยพยายามกดดันทุกวิถีทางเพื่อขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามใช้ความรุนแรงเพื่อยั่วยุให้รัฐบาลใช้กำลังปราบปรามจนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เริ่มจากการล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยา การบุกเข้าไปในกระทรวงมหาดไทยเพื่อล้มการประชุมคณะรัฐมนตรี การเผารถประจำทาง การก่อวินาศกรรมสถานที่ราชการและระบบสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า คลังเก็บน้ำมันฯ การเผาศาลากลางจังหวัด การเผาอาคารสถานที่บริเวณศูนย์การค้าย่านสี่แยกราชประสงค์ ถือเป็นการจลาจลที่เกิดการบาดเจ็บล้มตายมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และนำไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ในปี 2554

ช่วงที่ 4 พ.ศ.2556-2557 เกิดขึ้นเมื่อ "กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" (กปปส.) ชุมนุมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลทุจริตโครงการจำนำข้าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างร้ายแรง เป็นการชุมนุมของมวลชนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ประชาชนนับล้านคนออกมาชุมนุมเดินขบวนยืดเยื้ออย่างสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ แต่กลับถูกตอบโต้ด้วยอาวุธสงครามจากกลุ่มบุคคลที่คาดว่าเป็นฝ่ายรัฐบาล เช่น การลอบยิง และการขว้างระเบิดเข้าใส่ จนทำให้ผู้ชุมนุมบาดเจ็บเสียชีวิตหลายคน มีความพยายามที่จะก่อเหตุรุนแรงด้วยการลอบวางระเบิดที่มีอานุภาพร้ายแรง รัฐบาลรักษาการดึงดันไม่ยอมลาออก ทั้งที่นายกรัฐมนตรีถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง ที่สำคัญประชาชนแตกแยกเป็นฝ่ายต่างๆ ขาดความสามัคคีและมีทัศนคติไม่เป็นมิตรต่อกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน สุดท้าย คสช.ต้องเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อ 22 พ.ค.57

จากผลการศึกษาดังกล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า ต้นเหตุที่นำไปสู่ความขัดแย้งจนมีการใช้กำลังรุนแรงและเกิดความแตกแยกเสียหายขึ้นในบ้านเมืองตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา คือการทุจริตประพฤติมิชอบของรัฐบาลและนักการเมือง กรธ.จึงเกิดหลักคิดที่ว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นอกจากจะบัญญัติกลไกในการป้องกันความขัดแย้งและในการสร้างความปรองดองระหว่างประชาชนและนักการเมืองให้เกิดขึ้นแล้ว จำเป็นจะต้องบัญญัติกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบอย่างเข้มข้นจริงจัง เพื่อขจัดต้นตอที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง อันจะนำไปสู่ความปรองดองทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

......และด้วยหลักคิดนี้เอง กรธ.จึงได้สร้างกลไกในการป้องกันความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองระหว่างประชาชนแทรกไว้เป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทยในรัฐธรรมนูญมาตรา 50 (6) และกลไกป้องกันความขัดแย้งและสร้างความปรองดองระหว่างนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลและนักการเมืองฝ่ายค้านไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 152 มาตรา 155 มาตรา 165 และมาตรา 256

สำหรับกลไกในการป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกำกับและควบคุมให้การใช้อำนาจรัฐเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ท่านอาจารย์และ กรธ.ได้ปักหมุดกระจายไว้ในส่วนต่างๆ ของรัฐธรรมนูญ เช่น

- การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบ ตลอดจนตรวจสอบการทำงานของรัฐ มาตรา 41 มาตรา 50 (10) มาตรา 59 และมาตรา 63

- กำหนดให้รัฐจัดระบบการบริหารประเทศให้โปร่งใส ซื่อสัตย์ สุจริต และเป็นธรรม มาตรา 62 มาตรา 68 และมาตรา 76

- กำหนดกลไกป้องกันมิให้นักการเมืองใช้หน้าที่และอำนาจแสวงหาผลประโยชน์ มาตรา 144 มาตรา 151 มาตรา 152 มาตรา 153 มาตรา 164 มาตรา 169 มาตรา 184 มาตรา 185 มาตรา 186 และมาตรา 187

- กำหนดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมที่ครอบคลุมทุกองค์กร มาตรา 219

- กำหนดให้มีองค์กรอิสระที่ถ่วงดุลซึ่งกันและกัน มีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ และมีบทลงโทษอย่างชัดเจน มาตรา 221 มาตรา 234 มาตรา 235 และมาตรา 236

จากการวางกลไกอย่างเข้มงวดจริงจังเหล่านี้เองที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ได้รับการเรียกขานกันจนติดปากตั้งแต่ชั้นยกร่างว่าเป็น "รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง" โดย กรธ.เรามีความมุ่งหวังว่า ด้วยกลไกต่างๆ เท่าที่พวกเรามีสติปัญญาจะคิดได้นี้ (คำของท่านอาจารย์ฯ) จะทำให้ปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบลดน้อยลงหรือหมดสิ้นไป ประชาชนไม่มีประเด็นข้อขัดแย้งกับรัฐบาลหรือนักการเมือง...กลับมาสามัคคีปรองดองกันดังเดิม บ้านเมืองก็จะสงบเรียบร้อยเป็นประชาธิปไตย ประเทศชาติเดินไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น และสุดท้ายหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 60 นี้ คงใช้บังคับได้นานกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ครับ".

ข่าวที่เกี่ยวข้อง