คอลัมน์: ปักธงธรรม: วิถีธรรม .. แด่ตุลาการ...!!

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 14 กันยายน 2561 00:00:44 น.
โดย... พระ อ.อารยวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา  เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ที่ผ่านมา อาตมารับนิมนต์จาก ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ โดยโยมเมทินี ชโลธร ไปบรรยายธรรมในเรื่อง ธรรมปฏิบัติของผู้พิพากษา เพื่อการเป็นผู้พิพากษา โดยใช้เวลาร่วม ๓ ชั่วโมงครึ่ง ที่รวมทั้งธรรมบรรยายและสนทนาธรรม...

เรื่องการจัดอบรมธรรมแก่ผู้พิพากษา ถือว่าเป็นเรื่องที่ควรกระทำอย่างยิ่ง จึงรับนิมนต์ด้วยความยินดียิ่ง แม้จะกระทบกับเวลาปฏิบัติธรรมในช่วงพรรษาบ้าง ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน สังคมประเทศชาติ ที่จะได้รับจากกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นหน้าที่ของตุลาการทุกท่านที่จะต้องสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น ... ให้สมดังที่ชาวบ้านและประเทศชาติฝากความหวังไว้เป็นที่พึ่งสุดท้าย...

การให้ ความรู้เรื่องหลักธรรมในพุทธศาสนา จึงต้องนำไปสู่การบอกกล่าวเล่าเรื่องว่า อะไรคือหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสรู้ชอบแสดงไว้ดีแล้ว เพื่อแยกแยะให้ออกระหว่าง คำสั่งสอนของลัทธิความเชื่อทางจิตวิญญาณที่มากหลากหลายทิฏฐิ กับคำสั่งสอนในพุทธศาสนา แม้ในขั้นพื้นฐานเบื้องต้นที่เกี่ยวเนื่องกับ ศีลธรรม .. จริยธรรม...

ศีลธรรมในพระพุทธศาสนานั้นจักต้องประกอบกับหลักจริยธรรม .. คุณธรรม ที่ต้องคำนึงถึงการกระทำที่เป็นประโยชน์และเหมาะควรต่อส่วนรวม มากกว่าความเป็นส่วนตัว แต่จะต้องมาจากการประพฤติปฏิบัติตนที่ถูกต้อง ทั้งกาย วาจา ใจ ที่เป็นไปอย่างมีแบบแผนตามหลัก กุศลกรรมบถ ๑๐ .. จึงนับเป็นการปูพื้นฐานของบุคคลในพุทธศาสนา ที่จะนำไปสู่ความศรัทธาในกรรม .. วิบาก .. กัมมัสสกตา หรือความเชื่อในความเป็นสัตว์ที่อาศัยกรรม

เรื่องกฎเกณฑ์กรรม ที่อ้างอิงศีลธรรม .. จริยธรรมในเบื้องต้น ที่ประมวลรวมลงในกรรมบถสิบ จึงเป็นเรื่องที่ผู้พิพากษาในทุกยุคทุกสมัยควรหยิบยกมาศึกษา เพื่อประกอบการใช้กฎหมายตามหน้าที่.. จะได้เป็นธัมมานุสติในเรื่องของการ กระทำใดๆ ย่อมมีผล และผลนั้นย่อมตอบแทนผู้ปฏิบัติหรือผู้เป็นเจ้าของการกระทำนั้น

หากสังคมชาวพุทธบ้านเรา มีพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว .. เชื่อได้ว่า ความสุข ความเจริญ ย่อมเกิดขึ้นอีกมากมาย ด้วยพื้นฐานจิตใจคนไทยที่ดีอยู่แล้ว และด้วยความสมบูรณ์ในทรัพยากรทั้งปวงที่ถึงพร้อมเหมาะควรแก่การเป็นประเทศพุทธศาสนา จึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องนำเรื่องกฎแห่งกรรมมาวางรากฐานในการสอน เพื่อปรับพื้นฐาน เสริมสร้างคุณธรรมในจิตใจให้มีความรู้ ความเข้าใจในหลักธรรม เพื่อจะนำไปสู่การศึกษาหลักธรรมที่สูงขึ้นไป ดังที่ประมวลรวมลงใน อริยสัจสี่

ในส่วนเพิ่มเติมที่ควรเรียนรู้เพื่อความเข้าใจทุกแง่มุมของพุทธศาสนา จึงได้เล่าเสริมความรู้ให้ผู้พิพากษาทั้งหลายได้รับทราบถึงความเป็นมาของแต่ละศาสนาโดยย่อ ไม่ว่าจะเป็น ฮินดู (พราหมณ์) อิสลาม คริสต์ เชน (ไชนะ) หรือพวกนิครนถ์ ตลอดจนเจ้าลัทธิทั้งหลายในชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล การก่อเกิดทิฏฐิหรือทฤษฎีมากมายถึง ๖๒ ทิฏฐิ ในสมัยก่อนพุทธศาสนาอุบัติเกิดขึ้นในโลก ดังปรากฏอยู่ใน พรหมชาลสูตร ที่ทรงแสดงไว้การเคลื่อนไหวของมหาชนในสมัยนั้นๆ หรือแม้ในปัจจุบัน จึงเป็นไปตามอุปนิสัยและจิตสันดาน ใครใคร่ชอบใจลัทธิใด .. ทิฏฐิใด ก็จะโน้มไปศาสนาลัทธินั้นๆ... ซึ่งต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติเกิดขึ้นในโลกด้วยการตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง ใต้ควงพระศรีมหาโพธิ์ อุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ ในสมัยนั้น การประกาศ กฎอนัตตา จึงเกิดขึ้น ด้วยพระปัญญาธิคุณที่รู้แจ้งเห็นจริงในโลกว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา .. สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เมื่อเหตุปัจจัยสิ้นไป ธรรมทั้งหลายย่อมสิ้นไป จึงไม่ควรยึดถือยึดมั่นว่าเป็นตัวตนบุคคลเราเขา

แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะประกาศ กฎอนัตตา ซึ่งเป็นสัจธรรมที่สามารถพัฒนาให้รู้แจ้งใน อริยสัจธรรม จนถึง พระนิพพาน หมายถึง การตัดขาดหรือทำลายทั้งวงจรไตรวัฏฏะ ละความเกิด-ดับ สิ้นความทุกข์ได้อย่างแท้จริง แต่ก็มิใช่ว่า ลัทธิคำสอนทฤษฎีต่างๆ จะสูญสิ้นไปจากชมพูทวีป... ด้วยการรู้เห็นตามได้ยากโดยจิตปุถุชนต่อพระสัทธรรมที่ลุ่มลึก ประณีต รู้ตามได้ยาก เห็นตามได้ยาก ที่สงบ ประณีต และไม่สำเร็จด้วยความคิดนึก เป็นเฉพาะวิสัยของบัณฑิตเท่านั้นที่พึงจะรู้ตามธรรมที่ตรัสรู้ได้

การต่อสู้ทางศาสนาจึงเกิดขึ้นอย่างดุเดือด ในสนามจิตวิญญาณของมนุษยชาติ ในท่ามกลางความหลากหลายทางความเชื่อ .. ตามแต่ละทิฏฐิในหลากหลายวิธีการที่ปรากฏ... แต่พระพุทธศาสนากลับรุ่งเรืองอย่างยิ่งในชมพูทวีป ดังในสมัย ๔๕ พรรษาของพระพุทธองค์ ด้วยการเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนอย่างมีระบบแบบแผน โดยยึดหลักธรรมวิธีที่อ้างอิงอำนาจแห่งธรรม... และด้วยคุณภาพบุคคลของผู้ทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา ที่ต้องผ่านการศึกษาปฏิบัติจนมีความรู้ถูกต้อง ที่สามารถพัฒนาให้เป็นธรรมเกิดขึ้นในชีวิตได้อย่างเป็นจริง จนเป็นผู้ดำรงฐานะอย่างมีธรรม จึงทำหน้าที่สร้างธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม เพื่อประโยชน์ของมหาชนได้อย่างเป็นเอกภาพน่าอนุโมทนายิ่ง

ดังปรากฏพุทธบัญญัติให้ชาวพุทธในฐานะพุทธบริษัท มีหน้าที่ต้องศึกษาปฏิบัติธรรม เพื่อเผยแผ่หลักธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตรงธรรมสู่มหาชน และทำหน้าที่ปกป้องพระพุทธศาสนา เมื่อถูกบิดเบือนทำลายจากพวกนอกศาสนา หรือแม้บุคคลในศาสนาที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ...

ดังสมัยปัจจุบันที่สังคมพุทธศาสนาในบ้านเรา มีองค์กรสงฆ์หรือหมู่พระภิกษุรับผิดชอบต่อหน้าที่ในการปกป้องดูแล เพื่อส่งสืบ พระพุทธธรรมแท้จริง ไปเบื้องหน้า จึงมุ่งเน้นให้พระภิกษุประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างจริงจัง และหากมีพระภิกษุรูปใดหมู่ใดประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้อง จักเป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์หรือสถาบันสงฆ์ ที่จะต้องชำระสะสางในเรื่องนั้นให้เด็ดขาด ชัดเจน ตรงตามพระธรรมวินัย ดังที่ถือปฏิบัติสืบกันมาในอดีต จะไม่ปล่อยปละละเลยดังที่ผ่านมา จนเข้าสู่วิกฤติศรัทธาในปัจจุบัน จนเกิดพระทุศีลล่วงละเมิดพระวินัยกันมากอย่างไม่เกรงกลัวต่อบาปกรรม ดังเช่น การรับเงินทอง สั่งสมของมีค่า ไม่มุ่งประพฤติเพื่อละกิเลส ... คิดแต่วิ่งเต้นหาตำแหน่งหน้าที่สมณยศศักดิ์ จนป่วนไปทั่วศาสนจักร ดังเคยมีข่าวปรากฏกระบวนการหากินรับเงินทองที่ไม่ถูกต้อง ให้ต้องถูกจับกุมลงโทษตามกฎหมาย ซึ่งโดยปกติแล้วจะต้องผ่านขั้นตอนของคณะสงฆ์ตามพระธรรมวินัย ที่จะตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวน ไต่สวน วินิจฉัยข้ออธิกรณ์ที่เกิดขึ้น และลงโทษตามพระธรรมวินัย เพื่อรักษาไว้ซึ่งสถาบันสงฆ์และพระพุทธศาสนา

แต่เมื่อกระบวนการทางพระธรรมวินัยโดยคณะสงฆ์ไม่มีประสิทธิภาพ หรือติดขัดด้วยอำนาจทางการเมืองหรือบุคคลที่ทรงอำนาจ จึงต้องเป็นหน้าที่ของฝ่ายบ้านเมืองที่ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการยุติธรรม ที่สุดต้องเข้าสู่การพิจารณาคดีในชั้นศาล ซึ่งเป็นหน้าที่ของท่านตุลาการทั้งหลาย ที่จะต้องใช้อำนาจหน้าที่ให้เป็นธรรม เพื่ออภิบาลโลก .. เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสืบต่อไป

ดังนั้น ตุลาการทุกท่านจึงต้องเตรียมพร้อมทั้งกาย วาจา ใจ เจริญสติปัญญาและเพิ่มพูนความเพียรชอบให้ยิ่งขึ้น ด้วยการบริหารจิตใจให้มีพรหมวิหารธรรม... ที่สำคัญอย่างยิ่งเพื่อป้องกันตัวท่านเอง... และเพื่อเกื้อกูลผู้อื่นด้วยเมตตากรุณา... ซึ่งสามารถสร้างขึ้นให้มีได้ด้วยตัวของทุกท่าน ตามหลักพึ่งตน-พึ่งธรรมในพระพุทธศาสนา

การรู้จักตั้งจิตอยู่ในเมตตากรุณา.. การประกอบจิตอยู่กับอุเบกขาธรรมมาค้ำชูในทุกขณะ จึงเป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่ผู้พิพากษาจะต้องศึกษาปฏิบัติ เพื่อจักเป็นธรรม .. เพื่อจักมีธรรม... เพื่อการตัดสินผู้อื่นด้วยอำนาจหน้าที่ที่เป็นธรรม มีความเที่ยงธรรมสม่ำเสมอ โดยถือกฎหมายเป็นใหญ่ ให้สมกับบุคคลที่ควรได้ชื่อว่าเป็น ผู้เที่ยงธรรม.... ฯลฯในวันนั้น ด้วยเวลาที่พอเหมาะ.. เมื่อได้จบสรุปการบรรยาย จึงนำสู่การเจริญเมตตาภาวนาอย่างเป็นไปตามแบบแผนของการเจริญสติปัฏฐานสี่ ที่จัดระบบการปฏิบัติเพื่อเหมาะควรแก่ผู้พิพากษา ที่จะต้องพัฒนาจิตใจให้ถึงพร้อมด้วยคุณธรรม... และในวันนั้น ผู้พิพากษา เจ้าหน้าที่ทุกท่าน ตั้งใจปฏิบัติกันอย่างเต็มที่ อันควรแก่การอนุโมทนา จึงให้เชื่อมั่นได้ว่า "ตราบใด ตุลาการทุกท่านไม่ทิ้งธรรม มีความเคารพธรรม มีการปฏิบัติธรรม กันอยู่เช่นนี้ สถาบันตุลาการย่อมเป็น .. สถาบันแห่งความยุติธรรม ที่เป็นที่พึ่งของประชาชนและประเทศชาติสืบไป"... ขออนุโมทนาด้วยใจคารวธรรม...

อารยวังโส ภิกขุ
dhamma_araya@hotmail.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง